สัมมาสมาธิกับสมาหิโตต่างกันอย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
สัมมาสมาธิกับสมาหิโตต่างกันอย่างไร _4354 : กราบนมัสการพ่อท่านครับ สัมมาสมาธิกับสมาหิโตเหมือนหรือต่างกันอย่างไรครับ พ่อครูว่า...สัมมาสมาธิกับสมาหิโต มีความเหมือนแต่มีนัยยะที่แตกต่างกัน สัมมาสมาธิ ก็เอาคำว่าสมาธิที่เขาใช้กันอยู่ทั่วไป แปลว่าสมาธิคือจิตตั้งมั่นเอามาใช้ ก็เอาคำนั้นมาใช้ว่า ถ้าเป็นสมาธิก็ต้องเป็นสมาธิแบบพระพุทธเจ้าจึงใช้ศัพท์ว่าสัมมาสมาธิ คำว่าสัมมา หมายถึงของพระพุทธเจ้า ถ้ามิจฉาไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า อะไรก็ตามที่สอนที่พูดกันถ้าผิดเพี้ยนจากของพระพุทธเจ้าด้วยความมิจฉา ถ้าถูกต้องตรงตามพระพุทธเจ้าก็เป็นสัมมา สัมมาสมาธิ เป็นภาษาที่อธิบายกลางๆ เอาคำว่าสมาธิใช้ร่วมกับเขาแต่มีสัมมากับมิจฉานะ ส่วน สมาหิโต เป็นของ พระพุทธเจ้า ซึ่งเป็นคำperfect tense เป็นความตั้งมั่นแล้ว มีความหมายนะ สิ่งที่จะตั้งมั่นต้องมีความหมายของมันก่อน จึงเป็นความตั้งมั่น ถ้าสำเร็จได้ไม่แปลเปลี่ยนแล้วอันนี้ถือว่าตั้งมั่น แต่ถ้าสำเร็จได้แต่เปลี่ยนแปลงได้คือไม่ตั้งมั่น ความหมายคือมีคำว่าแล้ว เป็น past perfect tense ความตั้งมั่นของพระพุทธเจ้าชัดเจนที่จะต้องรู้จักกิเลสว่ามีราคะโทสะโมหะ จิตของคนมี สราคะ สโทสะ สโมหะ กิเลส 3 ตระกูลใหญ่ ต้องทำให้มันไม่มี เป็น วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ ให้ได้ ต้องปฏิบัติให้กิเลสมันไม่มี ไม่มีอย่างต้องรู้ด้วยหลักเกณฑ์ หยั่งรู้จิตแยกจิตแยกกิเลสออก แล้วก็สามารถทำให้กิเลสลดละจางคลาย เพราะกิเลสมันไม่เที่ยง ตีแตกแน่นอน จนตีแตกแล้วก็ทำให้มันลดอำนาจลดบทบาทลดเนื้อหาลดตัวตนมันเลย ให้มันจางคลาย ที่เขายึดถือกันไม่รู้จักจิตที่มีกิเลสเต็มๆอยู่อย่างนั้น เขาไม่เคย แล้วจิตเขาก็เที่ยงด้วยกิเลสเต็มๆ ไม่เที่ยงด้วย ว่ามันมากขึ้นก็ไม่รู้ กิเลสเติมขึ้นเขาก็ยังไม่รู้ มันไม่เที่ยงเพราะกิเลสเ
อ่านต่อ
ติมขึ้นเขาก็ไม่รู้ โดยเฉพาะให้ลดลงยิ่งไม่มีทางรู้ มันไม่เที่ยงแล้วทำให้มันลดลง กับมันไม่เที่ยงเพราะมันเติมขึ้นก็ไม่รู้ มันก็ไม่เที่ยงยิ่งหนายิ่งมากยิ่งจัดจ้านเข้าไป นับเวลาแล้วไม่มีที่สิ้นสุดได้ง่ายๆเลย น่าสงสาร พระพุทธเจ้าก็ชัดเจนให้ลดลงได้ เริ่มลดลงได้เป็น สังขิตตังจิตตัง หรือ วิกขิตตังจิตตัง ก็คู่ที่ 4 ก็เป็นสองตระกูลของตระกูลศรัทธากับตระกูลปัญญา ตระกูลคือโคตรของมนุษย์เกิดมาก็มี 2 ตระกูลนี้ มีหลักศรัทธากับหลักปัญญา เพราะฉะนั้นก็จะต้องมาหาเรียกว่ามาตามหา อนุสารี มาตามเอาสาระแก่นสารที่มันควรจะได้เรียกว่าโลกุตระนี้ให้ได้ สายศรัทธาก็มาตามหาเรียกว่าสัทธานุสารี สายปัญญาก็มาตามหาแต่ไม่เรียกว่าปัญญานุสารี แต่เรียกว่าธัมมานุสารี ไม่เรียกเป็นกำหนดปัญญาก่อน แต่กำหนดเป็นธรรมะ แล้วก็ต้องรู้ว่าธรรมะที่ควรตามได้นี้ คืออะไร โลกุตระเป็นอย่างไรโลกียะเป็นอย่างไร ผู้ที่ได้โลกียะ ตระกูลที่เป็นศรัทธา ยากที่จะรู้โลกุตระ เขาก็จมอยู่ในโลกีย์หนัก เขาก็มีศรัทธาวิมุติ คลุมเครือจมวนอยู่นาน กว่าจะได้โลกุตระ แม้จะเริ่มต้นได้ไปบ้างเป็นทิฏฐิปัตตะ หมายความว่ามีทิฐิที่เป็นสัมมาทิฏฐิ ปัตตะคือบรรลุ บรรลุเข้าไปเป็นทิฏฐิสัมมา จะได้วิมุติแล้วผลที่ได้จาก ทิฏฐิปัตตะ กับผลที่ได้ของสัทธาวิมุติ ท่านก็จะบอกว่ามันแตกต่างกัน ได้วิมุติ แต่นัยยะแตกต่างกัน สัทธาวิมุติ กับทิฏฐิปัตตะ เริ่มได้วิมุติบ้างแล้วแต่ก็ต่างกัน เริ่มจากกายสักขี คือมี ส่วนประกอบของคำว่า กาย ปรากฏเป็นสักขีพยานเป็นหลักฐานขึ้นมาให้เห็นได้ทั้งกายและใจปรากฏขึ้นมา ตัวเองเจ้าตัวได้แต่ทางตัวเองเป็นกายของตนเองของใครก็แล้วแต่ สายศรัทธาเป็นต้นก็จะได้ภายนอกภายในเป็นคู่ คำว่า กาย ลึกซึ้งมาก เอามาอธิบายยิ่งเห็นว่า อาตมาขยายความคำว่ากายมาถึงวันนี้ก็ยังเห็นว่ามีนัยยะลึกซึ้งซับซ้อนที่จะต้องพูดกันต่อไป มันมากมิติ มากนัยยะสำคัญอีกเยอะ ท่านจะมีคำว่า น เหว โข แล้วผัสสะวิโมกข์ด้วยกาย ของปัญญาวิมุติ มีคำว่า น เนว โข เขาไปแปลว่า ไม่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย บุคคลกายสักขีเป็นลำดับที่ 5 ท่านก็บอกว่าสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย เนื้อความคือบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา เป็นบางอย่างนะ อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา ต้องมีปัญญาเห็น อาสวะมันจะหมดได้ต้องมีปัญญาเป็นตัวประหลาด ถ้าไม่มีปัญญาเป็นตัวประหลาด สายศรัทธาไปถึงกายสักขีก็มีปัญญาเห็นอาสวะบางอย่างลด ด้วยตัวเกิดปัญญา พอไปเป็นปัญญาวิมุติ น เหวโข ท่านก็ไปแปลว่า ไม่ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ที่จริงควรแปลว่า ไม่ต้องไปกล่าวถึงว่าต้องสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอีก ไม่ต้อง เพราะผ่านกายสักขีมาแล้ว ขั้นนี้เป็นขั้นที่ 6 สูงกว่าขั้นกายสักขีมาตามลำดับ แต่ท่านที่แปลไม่รู้สภาวะ ท่านก็แปลไปตาม พยัญชนะว่าไม่ต้อง น เหว โข ซึ่ง โข คือ ซ้ำของเก่าตามเดิม เหว คือ ความจริงอย่างนั้นแบบนั้นตามนั้นอย่างนั้น คืออันนี้ละไว้ในฐานที่เข้าใจ ไม่ต้องกล่าวขึ้นมาอีกเพราะสัมผัสมาแล้ว สัมผัสวิโมกข์ 8 มาแล้วปัญญาวิมุติจะมีกายมาอยู่ในนั้นแล้ว ตั้งแต่ทิฏฐิปัตตะ มีแล้ว ส่วนสัทธาวิมุติจะยังไม่มี ส่วนสายปัญญามีตั้งแต่ทิฏฐิปัตตะแล้ว ไปถึงปัญญาวิมุติก็ไม่ต้องกล่าวอีก แต่ก็ไปแปลว่า ไม่มีวิโมกข์ 8 สมาบัติของพระพุทธเจ้าก็ไม่มีการไปนั่งหลับตา มีแต่ลืมตาทั้งหมด ปฏิบัติอย่างมีกาย มีธาตุรู้ภายนอกภายในครบ ขาดภายนอกไม่ได้เลย ซึ่งจะผิดไปจากศาสนาพุทธ
อธิบายเจโตปริยญาณ 16 ต่อ จาก มหัคตะ กับอมหัคตะ คือ เจริญกับไม่เจริญขึ้นกว่าเก่า แล้วส่งขึ้นไปเป็น สอุตรังจิตตัง กับ อนุตตรังจิตตังคือ จิตสูงขึ้นไปได้อีกสูงขึ้นแล้ว แต่ยังไม่จบกิจต้องสูงสุดต่อไปจนไม่มีสูงกว่านี้อีก คืออนุตตรังจิตตัง แล้วทำให้เจริญตั้งมั่นเป็นสมาหิตะ ถ้ายังไม่ตั้งมั่นก็ทำให้ตั้งมั่น ที่ตั้งมั่นแล้วก็ตรวจสอบอีกว่าวิมุตแน่แล้วนะไม่มีอะไรเหลือที่จะไม่วิมุติแล้วหลุดพ้นสูงสุด เผื่อพอ ตรวจสอบไม่ให้ตกไม่ให้หล่นทุกๆอย่าง สมาหิตังกับสมาธิ จิตที่ตั้งมั่นนั้น จะต้องเกิดจากจิตที่ปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 เกิดฌานแบบพุทธ เกิดการลดละกิเลสแบบพุทธเป็นวิชชา 8 มีวิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ หมายความว่ามีฤทธิ์ทางใจในการลดกิเลสได้เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ ไม่ใช่เป็น มโนมยิทธิ เป็นฤทธิ์ทางใจที่ทายใจคนได้แม่น เป็นรูปอะไรเลอะเทอะไม่ใช่ แต่ต้องตามศีล สมาธิ ปัญญา ตามคำสอนพระพุทธเจ้า ปฏิบัติถูกตรงมีมรรคผลของศาสนาพระพุทธเจ้านั่นแหละเรียกว่าปาฏิหาริย์ตามคำสอน ไม่ใช่มีฤทธิ์ มโนมยิทธิ ก็เป็นฤทธิ์ลดละกิเลสได้ตามคำสอนพระพุทธเจ้า จนลดกิเลสได้มากเป็น อิทธิวิธญาณ มีนัยยะต่างๆหลากหลาย มีไดเวอร์ซิตี้ มีอิทธิแบบ มโนมยิทธิ หลากหลายมากมายมากขึ้นจึงเรียกว่า อิทธิวิธญาณ เป็นญาณที่เจริญขึ้นจาก มโนมยิทธิ จนเป็น โสตทิพย์ โสตทิพย์ เป็นทิพญาณ ละเอียดลึกซึ้งบางเบาเล็กน้อยอย่างไรก็รู้แยกแยะได้สามารถที่จะทำความละเอียดลออแยกกิเลสหมดสิ้นแม้จะเหลือนิด เหลือนิดกับหมดก็แยกออกได้นะ จนทำให้หมดจริงๆได้สูงสุดเลยเรียกว่า หมดเกลี้ยงตาม โสตทิพย์ จะหมดได้ต้องตามสูตร ตามหลัก เจโตปริยญาณ 16 ที่อธิบายผ่านไปเมื่อกี้ จนตรวจสอบที่วิมุติกับอวิมุติ แล้วจิตตั้งมั่นตามหลัก จรณะ 15 วิชชา 8 จิตนั้นดับอาสวะได้ จิตทุกจิตกิเลสทุกตัวดับอาสวะได้หมด ทำให้จิตตกผลึกตั้งมั่น เรียกจิตตัวนี้ว่า สมาหิโต จิตตั้งมั่นแล้ว เพราะฉะนั้นในจรณะ 15 ไม่มีคำว่าสมาธิ แต่มีผลกับอาสวะสิ้นหมด จิตใจสิ้นอาสวะนั้นจึงจะนับว่าเป็นจิตที่สะอาดบริสุทธิ์เอามาทำให้เกิดความตั้งมั่น ต้องสมบูรณ์ด้วยวิชชา 8 เพราะฉะนั้นจิตสะอาดที่จะมาสั่งสมอันนั้นให้เป็นสัมมาสมาธิ จึงไม่ใช่แค่สมาธิทั่วไปที่เขาพูดกันอย่างตื้นอย่างง่ายที่ไม่สมบูรณ์แบบ จะต้องเจริญสมบูรณ์ด้วยจรณะ 15 วิชชา 8 แล้วจิตนั้นจึงเป็นอุเบกขาที่มี ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา อาตมาอธิบายนี่ก็ลึกซึ้งเกินกว่าที่เขาอธิบายกัน แต่พวกเราก็คงจะรู้ได้เข้าใจดี _สู่แดนธรรม... เท่าที่ผมจำได้ ตรวจสอบสัมมาสมาธิมีขอบเขตแค่ไหน น่าจะสิ้นสุดที่รูปฌานทั้ง 4 ก็น่าจะนับว่าเป็นสัมมาสมาธิได้แล้ว ไม่ต้องต่อไปถึง อากาสานัญจายตนะ คงจะเป็นเช่นนั้น พ่อครูว่า... ที่จริงแล้วพูดไปอย่างนี้อธิบาย ฌาน มันก็เป็น อจินไตย เป็น ฌานวิสัยที่ลึกซึ้ง จริงๆแล้วฌานฤาษี ไม่มีคุณสมบัติที่เป็น อรูปฌานเลย แล้วเขาก็พูดไปอย่างโก้ แต่มันมีในหลักการทั่วไป มีอรูปฌาน 4 ด้วย เขาก็เอามาทำ เพราะเขาจะเป็นสัตว์ที่ไม่มีการล้างกิเลสได้ พอไปถึงขั้น 5 อสัญญีสัตว์ ก็จะกำหนดรู้อะไรไม่ได้แล้ว จะไปกำหนดรู้วิญญาณที่เป็น อรูป ก็เป็นภาษาที่เขาหลงเพ้อไปเท่านั้น การนั่งหลับตาทำฌานไม่ได้หรอก อรูปฌานของเขา จึงเป็นนิรมาณกาย เป็นกายที่เขาเนรมิตขึ้นเองของใครของมัน อาทิสมานกาย ต่างคนต่างไม่รู้ของกันและกัน แล้วจะโมเมว่ารู้ร่วมกันเป็นสัมโภคกาย เป็นกาย 3 ที่มิจฉาทิฏฐิเป็นตัวเองตัวใครตัวมันหมดเลย เขาจะเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นถ้าสัมมาทิฏฐิดีแล้ว พระพุทธเจ้าพาให้ปฏิบัติสัมมาทิฏฐิดีแล้วก็ไม่ต้องไปถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ ด้วยซ้ำ ถึงที่ อากิญจัญยายตนะ ก็หมดอาสวะแท้ๆแล้ว ไม่ต้องไปทบทวนถึง เนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะจะไม่มีว่า ใช่หรือไม่ใช่ก็ไม่มี เพราะญาณทัศนะของอาริยะที่สูงขึ้น จนถึงขั้นทำไปนึกถึงขั้น ฌาน ขั้นสูง สูงขั้น อรูปฌาน อากาสานัญจายตนะ วิญญานัญจายตนะ มีวิญญาณฐีติ ตื่นรู้ปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นวิญญาณฐิติจึงไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ เพราะว่ามีสัญญาร่วมปฏิบัติตลอดลืมตารู้ไม่มีอะไรพรางอะไรลึกลับอะไรบังอะไรเหล่นเหลือเลย ถึงเหลือ ข้อปฏิบัติในขณะลืมตาไม่มีอะไรสงสัย เนวสัญญานาสัญญายตนะ แปลว่าใช่ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ มันเป็นการคลางแคลงสงสัย มันไม่ใช่ความรู้บริบูรณ์เป็นความกึ่งรู้ จะว่าใช่ก็ไม่ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่ มันมี 2 อย่าง แต่ของพระพุทธเจ้าไม่มี 2 มี 1 ตลอดถึง อากิญจัญยายตนะ เนวสัญญานาสัญญายตนะ ถึงไม่ต้อง คนตอบไม่ได้ง่ายๆว่าทำไมวิญญาณฐีติจึงไม่มี เนวสัญญานาสัญญายตนะ อาตมาตอบได้เพราะอาตมาชัดเจนมีจริงในเรื่องนี้ อาตมาก็ไม่เคยเห็นใครมาอธิบายอย่างนี้ เพราะฉะนั้นเป็นคำอธิบายคำตอบของอาตมา ก็จะรู้ได้ว่าอาตมาตอบในสิ่งที่ต่างไป คนที่ตามฟังอาตมาด้วยจิตใจไม่มีอคติ เขาจะสะดุดว่าอันนี้ที่เคยข้องใจสงสัย ท่านอธิบายชัดเจน ไม่เคยได้ยิน กระจะกระจ่างชัด หากมันข้องอยู่ก็ไม่ออกมาได้หรอก ทำไมวิญญาณฐีติจึงมีแค่ 7 ทำไมไม่เป็น 8 ทำไมไม่เป็น 9 เห็นไหม อาตมาแสดงภูมิไปก็เหมือนอวดตัวอวดตน แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเพราะมีสิ่งที่รู้มาพูดให้ฟัง ไม่อวดก็เหมือนอวด เพราะมีสิ่งที่ตัวเองเป็นสิ่งที่ตัวเองรู้ ก็โชว์สิ่งที่ตัวเองรู้แต่คนอื่นไม่รู้ มันก็เป็นจริง อาตมาจึงจำนนในเรื่องเหล่านี้ เขาก็ขี้ตู่สำหรับคนอคติ แต่ถ้าคนไม่อคติ จะบอกว่า เหมือนกับพระสาวกบอกว่า ไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องเหล่านี้มาก่อนพระเจ้าข้า เป็นกุศลสุดยอดที่อุทานออกมา จะมีคำเหล่านี้อยู่เยอะ 640625_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ อานาปานสติสูตร ตอน 1