สื่อธรรมะพ่อครู(วรรณะ 9) ตอน วรรณะ 9.docx
เนื้อหาในไฟล์
วรรณะ 9 1. เลี้ยงง่าย (สุภระ) เลี้ยงง่าย ไม่ใช่คนเหมือนหมูหมา เอาข้าวใส่รางให้กิน ไม่ใช่ คือเป็นคนไม่เจ้ากี้เจ้าการ ไม่เจ้าเรื่องเจ้ายศเจ้าอย่าง อะไรที่เหมาะสมเหมาะควร ก็เป็นไปเพื่อสาระที่แท้จริง ไม่ต้องหรูหราฟู่ฟ่า ไม่ต้องอะไรอร่อยมากมายอะไร ไม่มี เอาสาระ เลี้ยงได้ง่ายๆไม่ยาก เป็นคนที่เป็นอยู่ ไม่เรื่องมาก บางคนจะกินก็ยาก จะอยู่ก็ยาก จะนั่งก็ยาก จะนอนก็ยาก จะไปก็ยาก อะไรก็ยากไปหมด อันนี้กิเลสยึดติดว่า จะต้องได้ มีอุปาทานยึดติด แต่นี่ไม่มี อะไรที่ให้เป็นเหตุปัจจัยเหมาะสม ก็ไม่ยากเย็นอะไร ง่าย น้อย จึงเป็นคนเลี้ยงง่าย ตามสาระสัจจะ ที่เป็นอริยสัจจะที่แท้จริง 2. บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) ทั้งๆที่เป็นเรื่อง คัมภีรา เป็นเรื่องยาก แต่เรียนรู้ได้กับคนได้ง่าย พัฒนาเร็ว ปรับปรุงได้ไว เข้าสู่เนื้อหาเป็น civilization ที่ง่าย ทั้งๆที่มันลึกซึ้ง 3. มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) แม้ว่าเราจะทำผลผลิตได้มาก แต่ไม่เอาไว้มาก เรากินใช้กับส่วนกลาง เผื่อแผ่กัน ขาดเหลืออะไร ก็มาแบ่งปันช่วยเหลือเกื้อกูล อย่างจริง ยืนยันได้พิสูจน์ได้ จึงกล้าที่จะจน มีน้อยก็พอ ไม่ต้องสะสม 4. ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ตัวนี้สำคัญ ที่ในหลวงเอามาใช้ ใจมันพอแค่นี้ พอจริงๆ ไม่เอามากกว่านี้ ใจมันไม่มีกิเลส โดยไม่ได้เสแสร้ง ไม่ได้ทรมานตัวเอง ขาดเหลือนิดหน่อยก็พอ นอกนั้นมีแต่อุดมสมบูรณ์ มีแต่เหลือเฟือ ถ้ามารวมกัน เป็นสังคมกลุ่ม นี่ขนาดเป็นกลุ่มน้อยนะ ยังมีเหลือเฟือขนาดนี้ ที่เป็นระดับหมู่บ้าน ยังมีเครือแหเราอีก ถ้าตำบลบุ่งไหม มีสิบกว่าหมู่บ้าน มีสาธารณโภคี สักครึ่งหนึ่ง จะเป็นรูปธรรมที่ชัดเจน สักวันหนึ่ง คงมีสภาพนั้นให้เห็น ถ้าเป็นระดับอำเภอ ระดับจังหวัด จะเป็นสภาพที่สุดยอดจริงๆ 5. ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) สภา
อ่านต่อ
พที่ไม่ดี ก็ขัดเกลาให้ดีขึ้น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ขัดเกลากิเลสออกจากจิต ไปเรื่อยๆ ไม่ใช่พอกพูนสะสม แต่ขัดเกลาออก สัลเลขะ ศาสนาพุทธ มีหลักอยู่ 4 อย่าง 1. สัจธรรม (เป็นธรรมที่เป็นความจริงแท้) 2. สัลเลขธรรม (มีความขัดเกลา) 3. นิยยานิกธรรม (พ้นทุกข์ได้จริง) 4. สันติธรรม (สงบ เรียบร้อย ราบรื่น ง่าย งาม) เพราะรากเหง้าของจิตพาเป็น 6. เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) องค์ของธูตะ คือศีลเคร่ง คนสัมผัสแล้วเหมือนเคร่ง แต่ผู้ที่ปฏิบัติแล้วบรรลุธรรม ในศีลข้อนั้น จะปฏิบัติได้อย่างสามัญ เป็นปกติไม่ได้ฝืน เป็นเองจนเป็นปกติ เรียกว่า ศีลสมบูรณ์ แบบละเว้นได้ โดยไม่ต้องละเมิด เป็นเช่นนั้นเอง ปกติสามัญ จึงเรียกว่าเป็น ธูตะ เป็นศีลเคร่งแต่ไม่เคร่ง ทำได้โดยไม่ยาก ไม่ลำบากอะไรเลย แต่คนอื่นเห็นแล้วเคร่ง บอกว่า ทำไมต้องมาลำบากขนาดนี้ กินข้าวมื้อเดียวทำไม เงินทองก็ไม่ใช้ ทำไม รองเท้าก็ไม่ใส่... เขาก็เห็นว่า เคร่งไป เขาเอาความรู้สึกของเขามาวัด แต่ของพวกเรา ไม่ได้รู้สึกว่า เคร่ง กลับสบาย เป็นศีลปกติ ธูตะแปลว่าศีลเคร่ง ที่เป็นไปได้สบาย ไม่เดือดร้อน จะให้เป็นไป อย่างที่เขาติดยศกลับใจยากด้วยซ้ำ นี่คือลักษณะธูตะ องค์แห่งธูตะของ พระกัสสปะ มีถึง 13 ข้อ แต่ไม่ใช่ว่า ไปเดินธุดงค์อะไร แต่เขาก็บอกว่า ต้องเดินธุดงค์ คำว่าดง เป็นภาษาไทย แปลว่าป่า แต่องค์ ที่ไปจาก ต.เต่า ของภาษาบาลี แปลงเป็น ด.เด็ก ก็ธุตังคะ มาเป็นธุดง ก็พ้องเสียง ดง แปลว่าป่า เลยไปใหญ่ กลายเป็นว่า ธุดงค์จะต้องออกไปป่า เพราะว่าตรงกับกิเลสตัวเอง ที่บอกว่าปฏิบัติธรรม ต้องออกป่า ทั้งที่ศาสนาพุทธ ต้องเป็นประโยชน์ตน-ท่าน ต่อสังคมด้วย ยิ่งธัมมชโยเรียกว่า ธุดงค์ธรรมชัย เป็นการตกแต่งบ้าบอ นอกรีต เดินเข้าแถว เป็นระเบียบเรียบร้อย แบกกลด แม้แต่ดอกไม้ ที่จะกลายเป็นผลไม้ต่อไป ก็กลับเอามาเหยียบเล่น ไม่มีความคิดที่ถูกต้อง หลงมาลาคันธวิเลปนธารณมัณฑนวิภูสนัฏฐานา เอามาหลอก ให้คนงมงาย ขนาดว่าที่สังฆราช ยังงมงายหลง นึกว่าดี ชมเชยอีก พูดออกมา อย่างไม่มีความรู้เลย ไม่มีเขินอายอีก สร้างความงมงาย ให้แก่สังคมโลก เป็นลัทธิเดียรถีย์ ลัทธิตรงกันข้ามกับ ศาสนาพุทธ เป็นศาสนาที่ทำลายศาสนาพุทธ สาธุที่ตนเองได้มีความโง่เง่า หลงดีใจ ในสิ่งที่ไม่ควรหลงดีใจ หลงดีใจ ในสิ่งที่ตัวเองได้ คือความเสื่อมความผิด ความนอกรีต อาตมาพูดเพื่อสื่อสัจธรรม เห็นแล้วน่าสงสาร น่าเวทนา เขาไม่รู้จักเวทนาไม่รู้จักสงสาร ไม่รู้จักทฤษฎี ในการปฏิบัติ ศีลก็ไม่รู้ ธรรมก็ไม่รู้ แล้วเอามาประดับประดา ประดิษฐ์ประดอยตกแต่ง ดราม่าอย่างที่สมัยพระพุทธเจ้า ไม่มีหรอก ทำอย่างนอกรีต พูดเพื่อขยายสัจธรรมว่า อย่าไปเข้าใจผิด เห็นหัวเป็นหาง เห็นหางเป็นหัว เห็นเท้าเป็นหัว เห็นหัวเป็นเท้า กลับกัน อย่าเข้าใจผิด พยายามทำปัญญาให้ดีๆ ศีลแค่นี้ เขาก็ไม่รู้ ไปซ้ำเติม หลอกให้คนงมงายติดเยอะ แล้วหลงปลื้มที่เป็น อัตตมนตา แปลว่า จิตใจที่มันฝังลงไปในอัตตา ฝังลึกเป็นอัตตายิ่งๆ ทำสภาพหลงใหลได้ปลื้ม กับสิ่งที่เป็นภพชาติ คำว่า อัตตมนะ สรุปผลเทวดา ชั้นที่ 6 เลย คือว่าตัวเอง ได้หมดภพสวรรค์เลย คือสำทับผลรวมที่ได้กิเลส ภพชาติสวรรค์ ทั้ง 6 เป็นภพเหนียวแน่น แล้วสำทับอีก แล้วเมื่อไหร่เขาจะกลาย จะสลายภพได้ เพราะเขายังหลงผิด จึงเป็นเชื้อโรค ของศาสนาพุทธ ถ้าปล่อยไป จะสร้างอย่างคะนองผยองโง่เง่า แล้วหลงปรุงหลงสร้าง เป็นภพชาติ เป็นสิ่งที่ผิด ของศาสนาพุทธมากมาย ขนาดนี้ ก็มากแล้ว ทำลายศาสนาพุทธมากแล้ว เกินกว่าที่จะพูดไหวแล้ว แต่คนจะเข้าใจยาก เพราะคนมีแนวโน้ม ไปกับโลกียะ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส สวยใสไปหมด ก็เลยเข้ากันกับกิเลสตัวเอง แทนที่ผู้รู้จะบอกให้ ละหน่ายคลาย กลับไปตีปลอก ทำให้ควบแน่นเข้าไปอีก เวรจริงๆ สร้างรูปแบบ สร้างความเป็นระเบียบเรียบร้อย จนเกินความเป็นจริง สร้างความสดสวย เป็นรูปร่าง ด้วยความตื้นๆ เกินสามัญธรรมชาติ สิ่งที่ควรจะเป็น ที่จะต้องมีบกพร่องบ้าง แต่นี้ไม่ให้บกพร่องเลย ถือว่าสุดยอด ถ้าเอาเชือกวัด เชือกจะคดแล้ว คนพวกนี้ตรงกว่าอีก ยอดเยี่ยมจริงๆ เข้าใจความสุดโต่ง over and over มันตรงเกินเป็นจริง ก็หลงว่าเป็นสิ่งที่ประเสริฐเลิศยอด หลอกคนโดยบอกว่า เป็นเรื่องสุดยอด แต่เป็นไปได้นะ โดยเศรษฐกิจแล้ว ดอกไม้ที่เอามาเหยียบแบบนี้ มากเท่าไหร่ เขาปลื้มใจดีใจ ที่ได้โง่อีก น่าสงสาร เป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน ที่ตีกลับ พูดแล้ว เหมือนไปซ้ำเติม แต่ที่จริงเห็นใจเขา เขาก็ฟังไม่ขึ้น หาว่าประชดประชันอีก 7. มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) 8. ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 9. ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) .
600307_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ธรรมะดับธรรมชาติดับสวรรค์