สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ชีวกสูตร(การไม่กินเนื้อสัตว์).docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข3 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ชีวกสูตร(การไม่กินเนื้อสัตว์) ทีนี้ มาวิจัยละเอียดต่อไป แต่ละคำความอื่นอีก หยิบมาแจกแจงที่มันลับๆ มาเจาะกันลึกๆ ให้ชัดๆเจนๆดู ตั้งแต่ สมณํ โคตมํ อุทฺทิสส ..นี้หนึ่ง คือ เจาะจงเฉพาะพระพุทธเจ้าสมณโคดม ก็เป็นส่วนสำหรับพระพุทธองค์ และ ปาณํ อารภติ ..นี้อีกหนึ่ง คือ ส่วนที่เป็นของคนทั่วไปที่ มีอารภติ ในชีวกสูตรนี้ เริ่มเรื่องตั้งแต่ข้อ ๕๖ ว่า ท่านหมอชีวกโกมารภัจจ์เข้าไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้ว กราบทูลถามว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ชนเหล่าใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ ชนเหล่านั้นชื่อว่า กล่าวตรงกับที่พระผู้มีพระภาคตรัส ไม่ชื่อว่ากล่าวตู่พระผู้มีพระภาค ด้วยคำอันไม่จริง ชื่อว่ายืนยันธรรมอันสมควรแก่ธรรม การกล่าวและกล่าวตามที่ชอบธรรม จะไม่ถึงข้อติเตียนละหรือ ฯ ข้อ ๕๗ พระพุทธเจ้าจึงตรัสปฏิเสธชัดเจน ว่า ดูกรชีวก ชนใดกล่าวอย่างนี้ว่า ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ก็ยังเสวยเนื้อสัตว์ที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ ชนเหล่านั้นจะชื่อว่า กล่าวตรงกับที่เรากล่าว หามิได้ ชื่อว่ากล่าวตู่ เราด้วยคำที่ไม่จริง ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่าไม่ควรเป็นของบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ คือ เนื้อที่ตนเห็น เนื้อที่ตนได้ยิน เนื้อที่ตนรังเกียจ ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของควรบริโภคด้วยเหตุ ๓ ประการ นี้แล คือ เนื้อที่ตนไม่ได้เห็น เนื้อที่ตนไม่ได้ยิน เนื้อที่ตนไม่รังเกียจ ดูกรชีวก เรากล่าวเนื้อว่า เป็นของควรบริโภค ด้วยเหตุ ๓ ประการ นี้แ

อ่านต่อ

ล ฯ แม้เนื้อความในข้อ ๕๘-๕๙ อาตมาก็ได้สาธยายมาบ้างแล้วว่า พระองค์เต็มไปด้วยเมตตา-กรุณา-มุทิตา-อุเบกขา อันไม่มีประมาณ อย่างที่ได้สาธยายผ่านมานั้น ดังที่อาตมาได้อธิบายความเป็นพรหมวิหาร ๔นี้ ผ่านมาบ้างแล้วนั้น และสุดท้าย ข้อ ๖๐ พระพุทธเจ้าก็ตรัสสรุป ว่า สัตว์ที่ถูกฆ่า ตามอาการ ๔ของอารภน็อคติที่พระพุทธเจ้าตรัสนั้น มันเป็นบาปแท้ๆ ที่สัตว์ย่อมเกิดความพยาบาท ที่มันทุกข์ เพราะราคะ โทสะ โมหะใด ราคะ โทสะ โมหะนั้นย่อมเป็นบาปที่ยังก่อเวร ด้วยความพยาบาทอยู่ในอนุสัย ย่อมมิใช่บุญ เป็นอันมาก(พหุํ อปุญฺญํ ปสวติ) แล้วเจตนา,เจาะจง(อุทฺทิสฺส)เอาไปถวายพระตถาคต หรือสาวก ตถาคต แถมเข้าไปอีก ซึ่งไม่ถูกต้อง(อกัปปิยะ), ไม่สมควร(อกัปปิยะ), ไม่เหมาะสม(อกัปปิยะ) อย่างยิ่ง เพราะพระตถาคต หรือสาวกพระตถาคตนั้น เป็นคนแห่งบุญ พระตถาคตนี้แลเป็นเจ้าแห่งทฤษฎีทำบุญ คือชำระกิเลสจากจิตสันดานได้จริงแท้(ปุญญ = สันตานัง ปุนาติ วิโสเธติ ซึ่งเป็นเรื่องขั้นปรมัตถสัจจะแท้ๆ)เป็นคนเจ้าของทฤษฎี การทำความเป็นบุญที่สัมมาทิฏฐิที่สุด จริงที่สุด ที่ทำได้สำเร็จแน่แท้ด้วย ถูกต้องตัวตนของกิเลสหมดสิ้นไปจริง บุญ(ปุญญ)แปลว่า ชำระกิเลสในจิตสันดานให้สะอาดหมดจด(สัตตานัง ปุนาติ วิโสเธติ) ทุกวันนี้คำว่าบุญ มิจฉาทิฏฐิกันไปจนไม่เข้าเป้าของความหมายที่แท้จริงกันแล้ว ไปเข้าใจกันว่าเป็นกุศลที่ได้จากการทาน ได้จากการทำคุณงามความดีทั้งหลายทั่วไป เสร็จแล้วได้ผลวิบาก เป็นภาวะที่มี ที่เป็นสมบัติ สะสมใส่อัตตา อาศัยในความเป็นชีวะนั้นไปตลอดกาลนาน กุศลนั้นเป็นผลวิบาก(ผลัง วิปาโก)ของกรรมที่ทำแล้วได้เป็นภาวะสะสมใส่ไว้ในจิตต่อไป ให้อัตตภาพอาศัย ไปตลอดท่ยังไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ส่วนบุญเป็นผลวิบาก(ผลัง วิปาโก)ของกรรมที่ทำสำเร็จแล้วไม่มีภาวะสะสมในจิตอีกต่อไป ผลวิบากเป็นสูญ สิ้นซากสิ้นสูญไปแล้ว(ปริกขีโณ) ไม่เหลืออะไรเลย ตามบทที่ว่าสุกตทุกฺกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก บุญที่ปฏิบัติเป็นผลจึงไม่ใช่สิ่งที่ได้ ที่มี ที่เหลือ แท้จริงบุญมีนัยสำคัญเฉพาะพิเศษยิ่ง ไม่เหมือนกุศล เพราะบุญเป็นเครื่องมือในการชำระกิเลสโดยตรง เมื่อทำหน้าที่บุญเสร็จจบสัมบูรณ์แล้ว บุญก็หมดหน้าที่ ในความเป็นเครื่องมือ บุญจึงสิ้นหมดไปพร้อมกับบาป หรืออกุศลนั้นๆ เพราะได้ปุนาติ(ชำระกิเลส) สะอาดหมดจดเสร็จแล้ว(วิโสเธติ) จึงจบกิจด้วยคำว่าสิ้นบุญสิ้นบาป(ปุญญปาปปริกฺขีโณ) ชัดเจนยิ่งอยู่อย่างนี้ ผู้ที่ได้ชำระบาปด้วยการทำบุญอย่างสัมมาทิฏฐิ หมายความว่า ได้ชำระกิเลสไปจนหมดสิ้นบาปแล้ว ก็เป็นอันสิ้นบุญไปด้วย จบกิจ เป็นผู้สิ้นบุญด้วย สิ้นบาปด้วย คือ ปุญฺญปาปปริกฺขีโณ ซึ่งเป็นผู้จบกิจของตน ไม่ทำบาปทั้งปวงอีกต่อไปได้จริงแล้ว(สัพพปาปัสสะ อกรณัง) ต่อจากนั้นคนผู้นี้ทำกรรมใด ก็มีแต่กุศลถ่ายเดียวเท่านั้น(กุสลัสูปสัมปทา) ตนไม่มีบุญใดกันอีกแล้ว เพราะตนเองจบกิจเรื่องบุญแล้ว ตนได้ทำบุญจนกระทั่งหมดสิ้นทั้งบุญทั้งบาปแล้วสัมบูรณ์ เพราะได้ทำจิตให้สะอาดหมดจด(สจิตตปริโยทปนัง) สำเร็จสัมบูรณ์ จบกิจแล้ว กิจนี้ไม่ต้องทำอีกแล้ว พระอรหันต์ขึ้นไปจนถึงพระพุทธเจ้านั้นท่านไม่ตั้งใจปลงสัตว์จากชีวิต แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต(ชีวิตเหตุปิ สัญญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปยฺยามาติ ; พระไตรปิฎก เล่ม ๕ ข้อ ๘๐) นั่นคือ ท่านไม่ตั้งใจฆ่าสัตว์ใดแล้ว แม้ตนจะถึงตายก็ไม่ฆ่าผู้อื่น (สัญจิจจะ ปาณัง ชีวิตา โวโรเปตุง ; พระไตรปิฎก เล่ม ๒๓ ข้อ ๒๑๑,๒๑๒) พระพุทธเจ้าเป็นผู้สะอาดบริสุทธิ์แล้ว ส่วนพระสาวกบางท่านก็บริสุทธิ์แล้ว บางท่านก็เป็นผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ กำลังปฏิบัติเพื่อเอาบาปออกจากตนให้หมดสิ้นอยู่ เป็นผู้ควรเคารพ เป็นผู้มีคุณธรรม เป็นผู้มีคุณงามความดี เป็นผู้ควรยกไว้สูง ไม่ควรเอาสิ่งที่เป็นบาปจนครบ ๔ ขั้นร้ายปานนั้นไปให้ท่าน ทำให้ท่านแปดเปื้อนบาป ใครใดเอาเนื้อสัตว์ไปให้ท่านยินดีฉันเนื้อนั้น จึงเป็นบาปเป็นอันมาก มิใช่บุญเลย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ยืนยันอยู่นี้ โดยผู้ให้ก็จงใจ,เจตนา,เจาะจงจะให้ท่านผู้บริสุทธิ์และพยายามทำความบริสุทธิ์ให้ตนอยู่จริงจังนี้ จึงไม่ถูกต้อง(อกัปปิยะ) ไม่สมควร(อกัปปิยะ) ไม่เหมาะสม(อกัปปิยะ) ที่จะเอาสิ่ง(เนื้อสัตว์)ที่ไม่บริสุทธิ์ หรือสิ่งที่บาปเต็มขั้นนี้ ไปถวายพระพุทธเจ้า(ตถาคต) หรือสาวกพระพุทธเจ้า(ตถาคตสาวก) สรุปชัดๆการเอาเนื้อสัตว์ที่คนเป็นเหตุแห่งบาปเป็นอันมาก จนเกิดเนื้อที่บาปเพราะอารภติไปตั้งแต่ปรารภ(อารภติ), เริ่มต้น(อารภติ), รับทำ(อารภติ), พยายาม(อารภติ), ร้ายกาจ(อารภติ), ประหารหรือฆ่า(อารภติ) กระทั่งมันตายจบชีวิต ซึ่งร้ายขึ้นๆแรงขึ้นๆๆ จึงบาปถึง ๔ ขั้นแล้วนี้ แล้วนำไปเจาะจงเฉพาะ(อุทฺทิสฺส)ต่อพระพุทธเจ้าหรือสาวกพระพุทธเจ้า(ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ)ให้ยินดีด้วยเนื้อที่เป็นก้อนบาปเต็มคราบนั้น บาปของผุ้เอาไปถวายก็ยิ่งเพิ่มทวีหนักหน้าขึ้นไปอีก เพราะเอาไปให้แก่ผู้ที่ควรเคารพยิ่ง จึงไม่สมควรเลย เป็นอกัปปิยะจริงๆ เนื้อสัตว์เป็นทรัพย์บาปของโจรที่ปล้นฆ่าชีวิตสัตว์ นำไปให้ใคร ผู้นั้นก็รับของโจร ก็ต้องมีผิดบาปผิดไปด้วย เท่ากับผู้นำเอาทรัพย์บาปโจรร้ายปล้นฆ่าชีวิตสัตว์แท้ๆ แล้วยังมีหน้าจะเอาเนื้อสัตว์อันเป็นของโจรที่โจรทุจริตร้ายปล้นฆ่านี้ ซึ่งเป็นเนื้อที่อาศัยกรรม(ปฏิจฺจ กัมมันติ ; พตปฎ. เล่ม ๑๓ ข้อ ๕๗)ที่โจรเองทำบาปเป็นอันมาก มิใช่บุญเลย ด้วย อารภติครบ ๔ ขั้น ไปให้แก่ท่านผู้บริสุทธิ์ จึงไม่สมควร(อกัปปิยะ) ไม่ถูกต้อง(อกัปปิยะ) ไม่เหมาะสม(อกัปปิยะ)อย่างยิ่ง ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ละเอียดลออในชีวกสูตร(พระไตรปิฎก เล่ม ๑๓ ข้อ ๖๐) แล้วผู้ทำบาปที่เจาะจงเฉพาะพระพุทธเจ้าหรือสาวกพระพุทธเจ้า(อุทฺทิสฺส) เป็นการเอาก้อนบาปร้ายนี้ไปถวายพระพุทธเจ้าหรือสาวกพระพุทธเจ้า อันเป็นการไม่สมควร(อกัปปิยะ)จะถวายเลย ซ้ำเข้าไปอีก ก็ยิ่งได้อกุศลหรือบาปเป็นอันมาก มิใช่บุญเป็นอันมากมาทดแทนยิ่งขึ้นๆไปอีก ชัดๆอย่างนี้เอง เป็นขั้นที่ ๕ ขั้นสุดยอดแห่งการทำบาป-ทำอกุศล ด้วยเจาะจงเฉพาะ(อุทฺทิสฺส)ซ้ำเข้าไปยิ่งๆๆๆๆ นั่นแหละเพราะเป็นการนำก้อนบาป(สัตว์ที่ต้องตายด้วยกรรม บาปกรรมอกุศล มิใช่บุญเลย ตามลำดับสูงขึ้นๆจนครบ ๔ ระดับนั้น) อกุศลหรือบาปที่ไม่ใช่การทำบุญ(ชำระกิเลส)ที่มากขึ้นๆ ไปตามลำดับ แต่กลับเป็นบาปตั้งแต่ปรารภ(อารภติ),เริ่มต้น(อารภติ),พยายาม(อารภติ),ร้ายกาจ(อารภติ),ประหารหรือฆ่า(อารภติ) ตามที่พระพุทธเจ้าทรงไล่เรียงอาการของจิตอารภติที่เป็นบาปเป็นลำดับขึ้นไปเป็นขั้นๆจนเต็มคราบ ให้เห็นอย่างละเอียดประณีตยิ่งนี้ จึงได้ก้อนบาปที่พระพุทธเจ้าทรงขยายขั้นชั้นแห่งบาปของอารภติแล้ว ผู้อวิชชาก็นำเนื้อสัตว์ที่บาปถึงขั้นที่ ๔ ฆ่าสัตว์นั้นเป็นที่สุด เป็นบาปเต็มรูป-อกุศลเต็มรูป แห่งเจตนาไปทางร้ายนี้มามุ่งเฉพาะ(อุทฺทิสฺส)หรือเจาะจง(อุทฺทิสฺส)จึงไม่ใช่แค่บาปหรืออกุศลตามเจตนาหรือจงใจหรือเจาะจงหรือมีจิตหันทางไปในทางร้ายแค่ครึ่งๆกลางๆ แต่หันทิศไปทางร้ายจนทะลุบาปตั้งแต่ขั้น ๑ ถึงขั้นที่ ๔ที่สุดฆ่า จึงไม่ใช่เจตนาที่มีทิศทางไปในทิศของการละลดจางคลายความร้าย-ความบาป อันเป็นบุญเลย หรือไม่ได้ไปในทิศทางชำระกิเลสจากสันดาน(สันตานัง ปุนาติ)เลย นี่แหละคือ ไม่ใช่บุญ(อปุญญ) แล้วยังจะเอาไปเติมบาปขั้นที่ ๕ ฉะนี้แล บาปที่มีขั้นตอนของเจตนาเฉพาะหรือจงใจหรือเจาะจงอันภาษาบาลีว่า อุทฺทิสฺสอย่างละเอียดลออชัดเจนแท้ๆ แต่ไทยเอามาใช้จนติดปากว่าอุทิศและผิดเพี้ยนความหมายเดิมไปเป็นว่า ส่งไปให้ผู้ตาย ไปโน่นเลย แล้วก้อนบาป-ก้อนอกุศลนี้แทนที่จะเอาหนีไปไกลๆพระตถาคต หรือสาวกพระตถาคต ยังจะมีหน้าเอาเนื้อบาปเป็นอันมาก มิใช่บุญแม้สักน้อยนิดนี้ มาเจาะจงเฉพาะ ตถาคตหรือสาวกตถาคต(ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ) มันก็ยิ่งบาปมหาบาปหนักหนาสาหัสเข้าไปอีกกี่ชั้นกันล่ะ? ก็ได้บาปหรืออกุศลเป็นอันมาก ซึ่งมิใช่บุญเป็นอันมาก อย่างที่คนผู้ถวายเจาะจง(อุทฺทิสสะ)จะได้ เพราะมิจฉาทิฏฐิแท้ๆที่มีความพยายาม มันก็ได้บาปมหาบาปเท่านั้น มันไม่ใช่บุญเป็นอันมาก แม้แค่กุศลแต่อย่างใดเลย มันยิ่งได้บาป ได้อกุศลหนักหน้ายิ่งๆขึ้นเป็นขั้นที่ ๕ คือ นำเนื้อสัตว์ที่เป็นบาปแล้ว เพราะมันตายเพราะอารภติของคนบาป ๔ ขั้นแล้ว ไปเจาะจงเฉพาะตถาคตหรือสาวกตถาคต ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ชัดเจนในชีวกสูตร พระไตรปิฎก เล่ม ๑๓ ข้อ ๖๐ นี้ แจ่มแจ้งละเอียดยิ่งกว่ายิ่ง ฟังแล้วพอจะเห็นความจริงนี้กันไหมล่ะ นั่นคือ เรื่องของอุทฺทิสสะ มังสะที่วิเคราะห์วิจัยตามหลักธรรม หลักฐานอย่างไม่มีอคติใดๆ ที่บาป เพราะมันไม่ใช่เนื้อที่เป็นปวัตตะ มังสะคือ เนื้อของสัตว์ที่ตายโดยไม่ได้เจาะจงเฉพาะผู้หนึ่งผู้ใด(อุทฺทิสสะ มังสะ) หรือแม้เนื้อนั้นจะเป็นเนื้อที่ตนไม่ได้เห็น(อทิฏฐัง) ที่ตนไม่ได้ยิน(อสุตัง) ที่ตนไม่ได้รังเกียจ(อปริสังกิตัง) ว่าเป็นเนื้อที่ ตายเพราะอารภติ ๔ ขั้นของคน ซึ่งเป็นเนื้อสัตว์ที่มันตายเอง หรือเนื้อที่เหลือเป็นเดนสัตว์กินแล้ว(ปวัตตะ มังสะ) ถ้าเนื้อที่เป็นปวัตตะ มังสะตามที่พระพุทธเจ้าทรงอนุญาต(พระไตรปิฎก เล่ม ๕ ข้อ ๘๐ ตอนท้ายข้อ) ตถาคตหรือสาวก ตถาคตก็ฉันเนื้อนั้นได้ หรือที่สุดแห่งที่สุดแม้เนื้อนั้นจะเป็นเนื้อที่คนนั่นแหละฆ่ามันด้วยอารภติจนครบ ๔ ขั้น และแถมยังเจาะจง(อุทฺทิสสะ)เฉพาะบุคคลนั้นๆอีกด้วย แต่ถ้าผู้นั้นไม่ได้เห็นคนฆ่ากับตา(อทิฏฐัง) แม้ไม่ได้เห็นแล้วก็ไม่ได้ยินคนเขาพูดกันว่าเนื้อนี้คนฆ่ามานะ(อสุตัง) หรือทั้งเห็นทั้งได้ยินก็ไม่ทั้งนั้น แต่ไม่ได้รังเกียจ(อปริสังกิตัง) ก็รับประทานหรือฉันเถอะ ถ้าจะรับประทาน เพราะจำเป็นหรือสมควร แต่ก็พ้นบาป เพราะเรารับก้อนบาปของโจรทำบาปมาก่อนแล้ว ไม่ได้ ยิ่งเอาประเด็นว่า ผู้ฆ่าเขาไม่ได้เจาะจงเฉพาะเรา เขาฆ่าแบบทั่วไป ก็ยิ่งสบายเลย ผู้นั้นจะรับประทานหรือจะฉันก็ได้ แน่นอน เพราะไม่เชื่อนี่ หรือไม่รู้ว่า มันจะมีบาป ๕ ขั้นหรืออกุศล ๕มากับเนื้อนั้น ผู้นั้นก็จะกินด้วยยินดีชอบใจเข้าให้กันเลยแหละ บาปหรืออกุศลในก้อนเนื้อสัตว์นี้ ยังไม่ลึกลับนะ ยังมีเนื้อสัตว์ที่เป็นก้อนบาปอยู่โต้งๆ มีที่มาที่ไปอยู่หลัดๆ โต้งๆปัจจุบันยืนยันได้ แต่เข้าก็ไม่เชื่อความจริงนี้ ทว่าคนพวกนี้ปักใจเชื่อว่า การส่งบุญหรือกุศลที่หลงว่าได้จากทานหรือได้จากทำคุณงามความดี แล้วให้พระสวดยถาสัพพีฯ ไปให้ผู้ตาย ต้องพระด้วยนะ แม้พระนั้นจะเป็นพระแท้หรือไม่แท้ พระบริสุทธิ์หรือไม่บริสุทธิ์ ซึ่งจริงๆแล้ว ผู้สวดส่งนั้น ก็ไม่รู้ว่าผู้ตายอยู่ไหน บ้านเลขที่เท่าไหร่ ตั้งอยู่ที่ไหนในนรกนั้น หรือในสวรรค์นั้น แล้วส่งบุญที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าบุญคืออะไร นั้น ไม่มีก้อนบุญที่มีเหตุปัจจัย เหมือนก้อนบาปที่เรากำลังพูดถึงว่าอยู่ในเนื้อสัตว์นี้ด้วยซ้ำ ก็ส่งไปให้กัน เป็นประเพณีที่ยอมรับกันในวงการมนุษย์ทั้งผู้โง่ทั้งผู้ฉลาด เชื่อว่า ส่งไปถึงน่า!!! แต่ที่อาตมาพยายามอธิบายอย่างมีเหตุมีปัจจัย และมีหลักฐานจากคำตรัสของพระพุทธเจ้ายืนยัน มีในพระไตรปิฎก ที่ยอมรับนับถือกันอย่างยิ่ง อ้างอิง อธิบายด้วย ก็ยังไม่เชื่อ ที่พยายามวิจัยวิเคราะห์นี้ก็พิจารณาดูกันให้ชัดๆ ดีๆเถิด ยิ่งพิจารณาตามพลความในชีวกสูตรนี้ ก็ยิ่งชัดเจนยิ่งว่า เรื่องนี้ใครจับประเด็นของเรื่องอย่างไร ก็ลองพิจารณาตามบาลีในชีวกสูตรนี้ดูกันดีๆ เช่น ตั้งแต่ข้อต้นของสูตรนี้ ข้อ ๕๖ คำความแรกที่จะ พิจารณาคือ ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดม ท่านแปลมาจากบาลีว่า สมณํ โคตมํ อุทฺทิสส ปาณํ อารภนฺติ ซึ่งอุทฺทิสฺสที่แปลว่าเจาะจง หรือเจตนา หรือจงใจ หรือเพ่งเล็งถึง หรือมุ่งหมาย หรือหันไปทาง หรือบ่งชี้ไปยังนี้แหละ ที่ต้องพิจารณากัน ใครจะหมายเอาว่า อย่างไร? แค่ไหน? ลองมาพูดไปตามหลักฐานพระไตรปิฎกกันดู ซึ่งมันไม่ได้หมายเอาแค่ชนทั้งหลายย่อมฆ่าสัตว์เจาะจงพระสมณโคดมเท่านั้น เพราะคำบาลี มีว่า สมณํ โคตมํ อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภนฺติ ไตร่ตรองตามดีๆ ความว่า สมณํ โคตมํ อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภนฺตินี้ มันมีคำความที่หมายถึงความบาปที่ฆ่าสัตว์(ปาณํ อารภนฺติ)ด้วย มันจึงมีทั้งเจาะจงทั้งถวายพระพุทธเจ้า(อุทฺทิสฺส) มีทั้งภาวะใจคนที่อารภติ คือ คนฆ่าสัตว์นั้น ตั้งแต่ขั้นต้นไปจนถึงขั้นแรงสุดสำเร็จบาปเป็นอันมาก อันไม่ใช่บุญเลย ๔ ขั้น(ปาณํ อารภนฺติ) ก็คือเนื้อสัตว์ที่เขาเจาะจงให้ พระพุทธเจ้าเสวยนั่นเอง(อุทฺทิสฺสะ) ถวายเข้าก็เป็นบาปหนักหนาแท้ๆ ขั้นที่ ๕ ซึ่งมิใช่บุญเป็นอันมาก ยึดผิดๆกันมาแท้ๆ ในพระไตรปิฎกคำที่แปลกันว่า เจาะจงพระพุทธเจ้าก็คือ อุทฺทิสสะ ซึ่งยังมีคำว่าปาณะ อารภติอีกด้วยก็ชัดๆ อารภนฺติ นี้ก็คือ ภาวะธรรมของใจคน ที่มีอาการ เริ่มตั้งแต่อาการปรารภในใจ แล้วก็เจตนาที่เริ่มเป็นอกุศลจิต แล้วก็หนักแรงขึ้นจนที่สุดทำร้ายถึงขั้นฆ่าสัตว์ ปาณํ อารภนฺติ จึงคือ สัตว์ตายลงเพราะคนฆ่าด้วยกรรมทำร้ายมัน แล้วคนก็เอาเนื้อนั้นมาให้พระพุทธเจ้าทรงบริโภคเนื้อที่เนื่องด้วยการกระทำ(ปฏิจจ กัมมันติ ; ข้อ ๕๗ นี่ก็ยืนยันอีก) ที่อกุศลมาตามลำดับกรรม ๔(อารภนฺติ ๔ ขั้น) ตรงกับคำตรัสของพระพุทธเจ้าอย่างบริบูรณ์ นั่นแหละ มันควรมั้ยล่ะ..? คำความในพระไตรปิฎกต่อไปว่า พระสมณโคดมทรงทราบข้อนั้นอยู่ ยังเสวยเนื้อที่เขาทำเฉพาะตน อาศัยตนทำ ดังนี้ ท่านแปลมาจากบาลีว่า ตํ สมโณ โคตโม ชานํ อุทฺทิสฺส กตํ มํสํ ปริภุญฺชติ ปฏิจฺจ กมฺมนฺติ และที่ว่า ชนเหล่านั้นชื่อว่า กล่าวตรงกับที่พระผู้มีพระภาคตรัส หรือ? พระพุทธเจ้าก็ตรัสตอบแล้ว ว่า ชนเหล่านั้น จะชื่อว่า กล่าวตรง กับที่เรากล่าว หามิได้ ชื่อว่ากล่าวตู่เราด้วยคำอันไม่จริง (พระไตรปิฎก เล่ม ๑๓ ข้อ ๕๗) พอจะยืนยันได้บ้างไหมว่า พิสูจน์แล้ว ท่านเข้าใจยังไม่ตรงตามคำสอนคำตรัสของพระพุทธเจ้า แล้วพากันยึดถือผิดๆกันมานานแสนนาน จนที่สุด ข้อที่เป็นคำตอบของพระพุทธเจ้าในข้อ ๖๐ ก็ได้สาธยาย ไล่เรียง ตามหลักฐาน เหตุผล ว่ามีแต่บาปล้วนๆ มิใช่บุญเป็นอันมาก แต่อย่างใดเลย ไล่เรียงบาปที่มี ที่เกิด เป็นประการที่ ๑ เป็นประการที่ ๒ เป็นประการหนักร้ายขึ้นๆ จนที่สุดขั้นที่ ๕ อาตมาก็สาธยายพุทธศาสนาตามภูมิ ได้อย่างนี้ ประมาณนี้ ก็จงไตร่ตรองศึกษาเอา แต่ละท่านแต่ละคนเทอญ. 590107_พุทธศาสนาตามภูมิ บาปที่สัตว์ตายด้วยคนเจตนาฆ่า

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน