สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ฌานอันเกิดจากจรณะและวิชชา.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข3 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ฌานอันเกิดจากจรณะและวิชชา ฌานโลกุตระนั้น เกิดจากการปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 นี่คือพุทธคุณ วิชชาจรณสัมปัณโณ ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ของศาสนาอื่น ท่านจะปฏิบัติฌาน 1 2 3 4 ปฏิบัติแบบลืมตา ถึงพร้อมด้วยศีลเป็นลำดับ ศีล 5 เป็นต้น แล้วมีหลักปฏิบัติที่ไม่ผิด อปัณกปฏิปทา ถ้าศึกษาในหลักสามอย่างนี้ ไม่มีผิด จากที่พระพุทธเจ้าสอน สำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ก็พิจารณา ในเรื่องของอาหาร โภชเนมัตตัญญุตา แม้แต่ กวฬิงการาหาร กิเลสก็อยู่ในนี้ครบ สามารถบรรลุได้ พิจารณาในอาหาร ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กามคุณ 5 แม้แต่ภายใน ก็จะลึกซึ้งไปเอง เป็นชาคริยา เป็นผู้รู้ตื่นและออกจากโลก ออกจากโลกีย์ ไปตามลำดับเสมอ นี่คือหลักใหญ่ ในอปัณกปฏิปทา 3 คือทางที่ปฏิบัติไม่ผิด 3 อย่าง ส่วนศีล เป็นไปตามลำดับขั้น ศีล5 เป็นโสดาบัน ศีล8 สกิทาคามี ศีล10 อนาคามี จะในศีลข้อไหน ก็ต้องปฏิบัติใน อปัณกปฏิปทา 3 แล้วจะเกิด ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูตร วิริยะ สติ ปัญญา คือสัทธรรม 7 จะเกิดตามมา เป็นเรื่องของจิตที่เจริญ จากการปฏิบัติอปัณกปฏิปทา ตามฐานะ ตามปริเฉทของแต่ละคน จึงจะเกิด ฌาน 1 2 3 4 ซึ่งเป็นฌานลืมตา คือจิตก็ละกิเลสได้ ตกผลึกตั้งมั่น เป็นฌาน 1 ตั้งมั่นเข้าเป็นฌาน 2 ฌานแปลว่าไฟปัญญา เผาไฟราคะ โทสะ โมหะ เผาในระดับต้น เรียกว่าฌาน 1 มีวิตกวิจารปีติสุข แล้วก็ลดวิตกวิจาร ก็คือทำสังกัปปะ 7 วิตกคือจิตดำริ เมื่อหมดเบื้องหนึ่ง ก็ไปวิตกเบื้องสอง…. พอหมดวิตกวิจาร ก็เป็นปีติ สุข สุขนี้จะเริ่มมีอุเบกขา พอจากสุขหมดไป ก็เหลือเป็นอุเบกขา กับ เอกัคคตา เป็นฌาน 4 ฌานที่ 3 จะมีสุขกับเอกัคคตา เริ่มวางได้พอสมควร เฉยได้เก่งขึ้น จนที่สุดเป็นฌาน 4 ก็เหลือแต่อุเบกขา ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ จิตเป็นเอกกัคคตา

ผู้นั่ง

อ่านต่อ

หลับตาเจโตสมถะ นั่งหลับตาทำฌาน ทำสมาธิ จะเป็นผู้รู้ไตรลักษณ์แบบตรรกะ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปแบบตรรกะ ไม่ได้สัมผัสของจริงจังลืมตาปฏิบัติ ต่างจากปัจจัตลักษณ์ ที่จะเห็นว่ากิเลสหมดไปเป็นขั้นๆ ความไม่เที่ยงของกิเลสหมดไป ความเที่ยงของจิต ที่ไม่มีกิเลสตั้งมั่นตกผลึกไปเรื่อย ส่วนกิเลสนั้นอนิจจัง ไม่เที่ยงตลอดกาลนาน ดับกิเลสได้จริง จึงจะเกิดความเที่ยงของจิต มีสมาธิตั้งมั่น ไปตามกรรม ผู้ปฏิบัติเกิดจิตเป็นไตรลักษณ์แบบเที่ยง แล้วก็ไม่มีทุกข์ แล้วก็เป็นอนัตตา ไม่ใช่อัตตานะ ของหลวงตาบัวนั้นจิตเที่ยง แต่ท่านไม่รู้ว่าท่านไม่มีทุกข์ เพราะไม่รู้ทุกข์อริยสัจ จิตเที่ยงแต่ไม่รู้ทุกข์อาริยสัจ แล้วก็เป็นอัตตา แต่ของพระพุทธเจ้านั้น บรรลุแล้วจิตใจจะเที่ยง ไม่เหลือเศษของกิเลสเลย แล้วก็หมดอัตตา ไปตามลำดับ ในอัตตา 3 โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา แต่หลวงตาบัว ไม่รู้จักอัตตา ล้างอัตตาไม่ได้ จึงเหลืออัตตาอยู่เต็มๆ ท่านหลงทิศทาง แม้ว่าอรหันต์ยังบอกว่า มีอัตตาเลย ท่านถึงไม่พ้นภพอบาย ยังเสพสิ่งเสพติด แค่หมากพลูบุหรี่ คนสามัญธรรมดานั้น ก็รู้ว่าสิ่งเสพติดแค่หมากพลู คืออบาย อาตมาพาเลิกกันมาเยอะแล้ว สมณะเดินดินว่า….คนทั่วไปนั้น อัตตา 3 โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ไม่ค่อยมีใครเอามาอธิบาย แล้วก็ยึดติดกันเต็มไปหมด พ่อครูว่า...ก็ไม่ค่อยเห็นท่านแจกอัตตา 3 นี้มากนัก ก็อยู่ใน ล.9 ข้อ 302 1. การยึดครองหรือได้ตัวตนวัตถุภายนอก (โอฬาริกอัตตา ฯ) 2. การยึดครองหรือได้อัตตาที่สำเร็จด้วยใจ ปั้นรูปสัญญา ไม่อาศัยวัตถุภายนอกหยาบๆ แล้ว (มโนมยอัตตา ฯ) 3. การยึดครองหรือได้อัตตาที่หารูปมิได้ หรือรูปละเอียดที่ปั้นสำเร็จขึ้นด้วยสัญญา (อรูปอัตตา ปฏิลาโภ) . (โปฏฐปาทสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 302) ก็อย่างท่านเดินดินว่า ไม่เห็นอาจารย์ไหน เอาอัตตา 3 นี้มาเรียนกัน ในวิสุทธิมรรค ก็ไม่เห็นมีใครอธิบายอัตตา 3 ในเรื่องของไตรลักษณ์ มันมีสามัญลักษณ์กับปัจจัตลักษณ์ สามัญลักษณ์ คือแบบที่ใครๆก็รู้กัน แต่วิสามัญคือปัจจัตตลักษณ์ เป็นปัจจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหิติ ที่ตนเองปฏิบัติ จนได้บรรลุผลของตนเองจริงๆ

ผู้ที่นั่งหลับตาอยู่ในภพ มีแต่สัญญา ไม่ได้เอามากำหนดรู้ภายนอก มีแต่กำหนดรู้ภายใน ไม่ใช้ ไม่ได้ฝึกกำหนดรู้ตาหูจมูกลิ้นกาย ไม่ได้สำเร็จด้วยสัญญา ที่กำหนดรู้ จนเป็นปัญญา ตามที่อาตมาได้อธิบายว่า สัญญาเรียนรู้ จนเป็นปัญญาตามองค์ 6 ล.14 ข้อ 258 ความสมบูรณ์ความบริบูรณ์ จึงแตกต่างกัน ผู้ที่ไม่ปฏิบัติภายนอก ก็มีแต่ภายใน มีแต่สัญญา ไม่ครบ 2 ส่วนทั้งภายนอกภายใน ไตรลักษณ์แบบสามัญลักษณ์ กับไตรลักษณ์แบบปัจจัตลักษณ์นั้นต่างกัน แบบสามัญลักษณ์ ก็รู้กันได้ทั่วแต่ว่า ปัจจัตลักษณ์นั้น ต้องสัมผัสนอกและใน ให้รู้ครบ บรรลุของตนจริง ผู้ที่ไม่ได้ล้างจากภายนอก มาเป็นลำดับ ก็จะไม่เห็นด้วยกันกับ ผู้ที่ปฏิบัติถูกตรงด้วยกัน เป็นหนึ่งเดียว ผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิด้วยกัน มีสัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ พูดอย่างไร ก็จะลงตัวด้วยกัน เป็นสัจจะหนึ่งเดียว แต่ถ้าผู้ที่ไม่ได้ปฏิบัติอย่างเดียวกัน พูดอย่างไรก็มี 2 อย่าง ยิ่งคนมีอัตตามานะหยิ่งผยอง ก็จะยิ่งเป็นสอง ผู้ที่บรรลุแบบสัมมาทิฎฐิ ที่เป็นปัจจุบัน ยืนยันจากภายนอก ด้วยกันได้ด้วย แต่ถ้านั่งหลับตา จะยืนยันด้วยกันไม่ได้ ยืนยันทีไร ก็เป็นสองอย่าง แต่ถ้ารู้ด้วยกันจากภายนอก มีอารมณ์ที่หมดกิเลสอย่างไร ก็พูดด้วยกันได้ และที่สำคัญต้องอยู่เป็นปัจจุบัน บรรลุในปัจจุบัน ไม่ใช่ในอดีตหรืออนาคต ถ้าเข้าใจอย่างนี้ก็จะรู้ว่า การนั่งหลับตา เป็นการปฏิบัติที่ไม่บริบูรณ์ เพราะอยู่ในอดีตในอนาคตเป็นส่วนใหญ่ ตามพรหมชาลสูตร เป็นมิจฉาทิฏฐิ 62 อย่าง ผู้ที่จะเข้าใจว่า เป็นมิจฉาทิฐิอย่างไรไม่ง่าย ซึ่งสัมมา ต้องเป็นปัจจุบัน และมีภายนอกภายในพร้อมกันเลย ไม่ได้แยกกันนะ ภายนอกภายใน สัมผัสเดี๋ยวนี้ ก็รู้ทันทีเดี๋ยวนี้ ตากับจิตนี่ มันเร็วยิ่งกว่าแสง ตากระทบรูป หูกระทบเสียงก็รู้ได้เร็ว ยิ่งกว่าแสง เพราะฉะนั้น มันจึงเป็น E=mc 2 +A และ A คือ abstract เป็นนามธรรม เป็นกาละเดียวกัน ตรงกันของปรมัตถ์ ปรมัตถ์นั้น มีทั้งภายนอกภายในนะ สายลืมตาปฏิบัติ จะแยกอาการของกาย จะมีความละเอียดละออ ที่จะรู้จักการแยกอาการของกายได้ ทั้งภายนอกและภายใน จะเห็นแจ้งว่า กายนี้คืออาการ แค่ไหน จิตคืออาการแค่ไหน เป็นอย่างไร และที่สำคัญแยกพีชนิยาม แยกเป็นจิตนิยามอย่างไร พระพุทธเจ้ารู้ นิยาม 5 อุตุนิยาม พีชนิยาม จิตนิยาม กรรมนิยาม ธรรมนิยาม ซึ่งมีหลักฐานในวิสุทธิมรรค ไม่มีในพระไตรปิฏก ในทางเถรวาท เป็นศิษย์อาจารย์กัสสปะ ทางมหายานก็เป็นศิษย์ทาง มหากัจจายนะ แม้แต่สารีบุตร ก็มหายานเขานับถือมาก ทางเถรวาทจะนับถือกัสสปะ ท่านมีธุดงค์ออกป่าเข้าถ้ำ ก็เป็นไปตามจริตความชอบ ส่วนจริตอย่างปัญญา แบบพระสารีบุตรก็อีกแบบ ผู้ที่เป็นสายปัญญา จะเข้าใจแบบ เจโต แบบเข้าป่าเขาถ้ำได้ง่าย เพราะไม่ได้ลึกซึ้งอะไร มันง่ายกว่า จึงปฏิบัติได้ก่อนเลย ไม่ยากอะไร คนที่ภูมิยังไม่ถึงเข้าโลกุตระเลย ก็ยังปฏิบัติได้ คนทั่วไปก็นั่งปฏิบัติ แบบหลับตากันเต็มไปหมด บอกว่าเป็นอาริยะ แล้วจะรู้จักโลกุตรธรรมที่ไหน สรุปอีกทีหนึ่ง นั่งหลับตา จะเจริญแต่อดีตกับอนาคต จะรู้มากมายหรือครบอย่างไร ก็มีแค่อดีต 18 อนาคต 44 ไม่มีมากกว่านี้ อนาคต 44 นี้ รวมเอาปัจจุบัน 5 อย่างไปด้วย แต่เป็น 5 อย่าง ของกาม 1 และฌาน 4 เป็น 5 ในภพของภายในตักกะ ไม่ใช่พ้นโดยสัมผัสภายนอกกามคุณ 5 แต่พ้นแบบอุปาทาน ฌานที่ท่านเสพ ก็เป็นฌานมีภพชาติ แบบหลับตาในปัจจุบันของการนั่งหลับตามี ฌาน 1 2 3 4 ก็ปัจจุบัน แล้วก็เข้าใจกาม ในการหลับตา ก็สะกดจิตตนเองเก่ง ก็ระงับได้ แล้วนึกว่าตนเองบรรลุ แต่ที่จริงเป็นการสะกดจิตตัวเองได้เก่ง เพราะการนั่งหลับตานั้น ไม่มีกาม แล้วไม่รู้ว่าตัวเองได้ฌาน 4 ก็เป็นฌานฤาษี ไม่ใช่ฌานลืมตา เขานั่งหลับตาก็มีฌาน 1 2 3 4 เหมือนกัน เขาว่าเวลาจะวิปัสสนา ก็ลดมาฌาน1 เขาก็ทำได้ในปัจจุบันนั้นแหละ แต่มันอยู่ในภพ ไม่ได้รับรู้ข้างนอก ฌาน เขาก็มีกามที่ถูกกดได้สนิท ก็นึกว่ามีฌาน อาตมาแยกทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิ 5 นี้ ในพรหมชาลสูตร ที่ 5 นี้รวมกับอดีต อนาคต 39 แล้ว 5 นี้รวมไปอีกเป็น 44 ไม่ใช่ง่ายที่จะแจกอธิบาย ส่วนของพระพุทธเจ้าลืมตาปฏิบัติ ไม่ใช่ในทิฏฐิ 62 นี้แต่ 5 ลืมตาอยู่ข้างนอก ดับกามภพก่อน แล้วก็ดับรูปภพอรูปภพ อย่างลืมตา มีฌาน 1 2 3 4 เช่นกัน จรณะ 15 ในข้อที่ 12 13 14 15 ก็เป็นฌาน 1-4 แบบลืมตาปฏิบัติ ฌานทั้ง 4 ก็ลืมตาปฏิบัติ ถามจริงๆ พวกเราฟังแล้ว ใครฟังแล้วยังสับสนอยู่ยกมือ ….. ก็มีไม่มาก มันไม่ง่าย เราก็ยังสับสนอยู่ แต่บางคน พอรู้บ้างแล้ว มันไม่ง่าย ขนาดอธิบาย อย่างละเอียดลออแล้ว พวกเราก็มีพื้นฐานทั้งนั้น พื้นฐานที่สัมมาทิฏฐิ 600117_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ฌานโลกุตระนำพาสู่นิพพาน

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน