สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ฌาน 1-4 แบบพุทธ.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(จรณะ 15 วิชชา 8) ตอน ฌาน 1-4 แบบพุทธ _จาก .....ลูกหนอนใต้ต้นโพธิ์..... กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพค่ะ.. ที่พ่อครูสอนเรื่องปัจจุบัน ๕ ที่มี กาม 1 (กามคุณ ๕ รูป-ตา รส-ลิ้น กลิ่น-จมูก เสียง-หู สัมผัส-กาย) ตามมาด้วย ฌานอีก 4 คือ ฌาน 1 ฌาน 2 ฌาน 3 ฌาน 4 เป็นลักษณะปัจจุบัน 5 กามนั้นเป็นการปฏิบัติจากรูปภายนอก เมื่อเกิดผัสสะจากอายตนะ เกิดเวทนา เราก็รู้เห็นความจริง ตามความเป็นจริง ในเวทนา 108 แยกรูปแยกนาม ทำสังกัปปะ ตั้งแต่วิตก วิจารณ์ ในฌานที่ 1 จนเกิดปิติ สุขจากอาการจางคลายของกิเลส ยังมีอุปกิเลส ในฌานที่ ๒ มีสุขเหลืออีกเล็กน้อย เป็นเอกัคคตา มีอุเบกขาแล้ว แต่ยังเหลือเศษเสี้ยวนิดหน่อย ของโสมนัสเป็นฌานที่ ๓ จนสุดท้าย ดับสุข ดับทุกข์ ดับโสมนัส โทมนัส เป็นอุเบกขาสมบูรณ์ ด้วยการกำหนดรู้ ทั้งภายนอกและภายใน เป็นทิฏฐธรรมนิพพาน ปัจจุบันจึงเป็น 0 เป็นการปฏิบัติแบบต้องลืมตา เมื่อเจอผัสสะเท่านั้น นั่งหลับตาปิดผัสสะ ไม่สามารถเกิดธัมมวิจัย ในปัจจุบันได้เลย ฉะนั้น เขียนเป็นสมการ ของการปฏิบัติในปัจจุบันธรรม คือ กาม(รูป)+ฌาน1-4(นาม) = อุเบกขา(0) เป็นธรรมะ ๒ ของการทำปัจจุบัน ใช่ไม๊คะพ่อครู..... กราบขอบพระคุณค่ะ ตอบ...ถูกต้องแล้ว คือ การปฏิบัติที่เป็นปัจจุบันธรรม มีตาหูจมูกลิ้นกาย เป็นกามคุณ 5 ก็เกิดฌาน เป็นนาม กามเป็นรูป จึงเกิดอุเบกขา ฌาน 1 คือ มีวิตก วิจาร ปีติ สุข วิตกคือการดำริขึ้นมา ในสังกัปปะ 7 จิตที่ดำริขึ้นมา จาร แปลว่าพฤติกรรม อาการจิตดำเนินดำริขึ้นมา ก็ตรวจสอบจากเวทนา ให้เห็นสมุทัย แล้วก็ปฏิบัติดับสมุทัย เมื่อดับสมุทัย พฤติกรรมจิตก็เป็นจาร ที่บริสุทธิ์ขึ้น กิเลสที่มีก็หมดไป เป็นวิ คือ ไม่กับยิ่ง วิจารเป็นพฤติกรรมของจิต วิตกคือจิตเริ่มดำริขึ้นมา ถ้ามีกาม
อ่านต่อ
มีพยาบาทก็จัดการ จนเป็นจิตที่สะอาด วิจารที่วิเศษ แต่ทำฌาน1 ไม่เสร็จ มีวิตกวิจารอยู่ วิตกกับวิจารก็คู่กัน จัดการกามกับพยาบาทให้หมดไป วิหิงสาค่อยว่ากัน จากนั้นในรูปภพอรูปภพ เมื่อทำวิตกวิจารได้ ก็เหลือปีติ สุข เอกัคคตา ก็เป็นฌาน 2 3 4 ปีติเป็นอุปกิเลสที่สูงขึ้น ถือว่าเป็นกิเลส แม้จะดีใจที่ทำให้กิเลสลดได้ ปีติมีสองอย่าง แบบเคหสิตะ หรือปีติแบบเนกขัมสิตะ ปีติที่กิเลสได้มาบำเรอจิต ก็ดีใจชื่นใจ ได้เสพลาภยศสรรเสริญ ได้บำเรอกิเลส กิเลสก็อ้วนขึ้นอ้วนขึ้น แต่เนกขัมมะ ปีติดีใจซ้อน ทำให้กิเลสลดได้ มันคนละทางกัน ดีใจที่แม้จะทำให้กิเลสลดได้ก็เป็น เนกขัมสิตโสมนัสเวทนา ก็ยังเป็นอุปกิเลส จึงต้องลดปีติอีก ลดปีติได้ วิจารก็สะอาดขึ้น พฤติกรรมของจิต ก็สะอาดขึ้น ลดปีติได้ ก็เหลือสุข สุขนี้ก็กรึ่มอยู่ มันก็ยังเป็นอุปกิเลสอยู่ ลดสุขได้ก็เป็นอุเบกขา ให้มันเฉยลงไปมาก แม้สุขก็สุขนิ่งๆ ไม่โลดโผน แต่กระนั้น ก็ให้มันเบาบาง สงบลงอุเบกขากว่านั้น คนทำได้ ระงับสุขได้อีก ก็เหลืออุเบกขากับเอกัคคตา คือจิตเป็นหนึ่งที่ อัคคะ อย่างยิ่ง จิตอุเบกขาวาง อุเบกขาคือฐานนิพพาน คือไม่ทุกข์ไม่สุข ไม่มีแม้ปีติ สุข เป็นฐานนิพพาน คุณอ่านอาการต่างๆ อาการสุขของฌานแบบนี้ อาการปีติของฌาน อาการวิตกของฌาน คุณอ่านอาการเหล่านี้ได้ โดยไม่ต้องหลับตาเลย แค่หลับตา ไม่มีอะไรสัมผัส ไม่มีอะไรกระตุ้น ให้อาการเหล่านี้ มันนิ่ง แล้ววิธีการสะกดจิต ก็ได้แต่สะกดจิต ไม่มีธรรมะวิจัยสัมโพชฌงค์เลย มันเป็น hypnosis สะกดจิตโดยตรง อาตมาพูดมา 46 ปีแล้วนะ คนฟังแล้ว ถ้าไม่มีปรโตโฆษะ ก็จะไม่โยนิโสมนสิการ แบบที่อาตมาพูดนี้ไม่ได้ คุณมนสิการ แบบนั่งหลับตาสะกดจิต แต่อาตมาก็บอกว่ามา มนสิการแบบ เดินมรรค 7 องค์นี้ จะมีโลกุตระ 46 โลกุตระ 46 มีโลกุตระ 9 (โสดาบัน...ไปถึงอรหัตตผล และนิพพานอีก ๑) ส่วนโพธิปักขิยธรรมอีก 37 รวมกับ 9 เป็น 46 อยู่ในพระไตรปิฎก ล.31 ข.620 600118_เทศน์ก่อนฉัน ศีรษะอโศก สังคมคนจนที่ขาดทุนแบบผู้เจริญ