สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ฐานะของผู้ถือทิฏฐิ 62_.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.11 KB
วันที่แก้ไข3 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สมาธิพุทธ) ตอน ฐานะของผู้ถือทิฏฐิ 62 ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 ข้อ 51 มันมีอัตตากับโลก สองอย่างนี้แหละที่จะครอบงำจิตใจเรา เราต้องมีโลกุตรธรรมที่อยู่เหนืออัตตาเหนือโลก มีธรรมาธิปไตย เหนือ ไม่ได้อยู่อย่างข่ม แต่อัตตากับโลกมาครอบงำให้เราทำเลวทำชั่วไม่ได้ อาตมาพูดอย่างพระพุทธเจ้าอย่างถูกขึ้นมา เอาตำราพระพุทธเจ้ามาเปิด เขาก็ไม่ฟัง เขาก็ฟังยืนยันตามอาจารย์เก่าเขา ยืนยันอัตตากับโลกจะเที่ยงมีเหตุ 4 ประการ แต่คนพูดนี้พูดอย่างไม่รู้(อชานโต) และไม่สัมผัส(อปัสสโต) ฐานะของผู้ถือทิฏฐิ [51] ดูกรภิกษุทั้งหลาย บรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้น สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่าเที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่าเที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการ ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรนของคนมีตัณหาเท่านั้น. [52] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ย่อมบัญญัติอัตตาและโลกว่า บางอย่างเที่ยง บางอย่างไม่เที่ยง ด้วยเหตุ 4 ประการแม้ข้อนั้นก็เป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็นเป็นความแส่หาเป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน. [53] ดูกรภิกษุทั้งหลาย สมณพราหมณ์เหล่าใดมีทิฏฐิว่า โลกมีที่สุด และหาที่สุดมิได้ย่อมบัญญัติว่า โลกมีที่สุดและหาที่สุดมิได้ ด้วยเหตุ 4 ประการ แม้ข้อนั้นเป็นความเข้าใจของสมณพราหมณ์ผู้เจริญเหล่านั้น ผู้ไม่รู้ไม่เห็น เป็นความแส่หา เป็นความดิ้นรน ของคนมีตัณหาเหมือนกัน. พ่อครูว่า คนที่บัญญัติอย่างนี้คือ ผู้ไม่รู้(อชานโต) และไม่สัมผัส(อปัสสโต) ไม่สามารถสัมผัสของจริง จึงได้แต่พูดพล่อยตามตำราหรือรู้ตามกันมา ยุคโน้นพระพุทธเจ้าท่านกราดว่าได้หมด ยุคนี้ คนที่เกิดก่อนอาตมา เ

อ่านต่อ

ป็นลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเอาคำสอนมาเรียนกันแล้วตั้ง คนเป็นเป็นใหญ่ เป็นดอกเตอร์เป็นเปรียญ 9 เป็นนักธรรมเอกนักธรรมเอกโทตรี แต่อาตมาไม่ได้มีอะไรอย่างเขา เมื่อพูดขึ้นมาเขาก็ไม่ฟัง คนผู้พูดเช่นนี้ เป็นผู้มิจฉาทิฏฐิรวมแล้ว 62 ประการ แล้วท่านก็บอกว่า ความคิดหรือปัญญาของคนก็มีแค่ 62 ประการแค่นี้ และทั้ง 62 ประการเป็นความผิดหมด ปฏิบัติไปตามคิตตี้ของตัวเอง ที่ไปยึดแต่ละอย่างๆ สรุปของพระพุทธเจ้าที่เป็นผู้รู้ ชานโต เพราะว่าปฏิบัติอย่างเห็นมีทักษะเป็นปัจจัยมมีเวทนา ปฏิบัติพัฒนา 108 จน 36 36 36 สั่งสมความถูกต้องปฏิบัติจนกิเลสออกจนจิตเป็น 0 กิเลสไม่เกิดในจิตอีก สั่งสมเป็นอดีต 36 ทุกปัจจุบัน 36 มันเกิด 36 คือเรียนรู้เคหสิตเวทนา 18 แล้วทำออกเป็นเนกขัมสิตเวทนาอีก 18 ทำให้กิเลส 0 จิตเป็นอุเบกขา จิตไม่เกิดสุขทุกข์ โสมนัส โทมนัส ทำได้ทุกปัจจุบัน 36 สั่งสมเป็นอดีตอีก 36 เพราะฉะนั้นอนาคตจึงจำนนต่ออดีตและปัจจุบัน เพราะอดีตเป็นฐานที่ตั้งอันแข็งแรง กิเลส 0 จนทุกปัจจุบันมาสัมผัส ปัสสติ ปัสสโต ก็อัตตา 3 ไม่เหลือ ทั้งโอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา กระทบอยู่ในทุกปัจจุบันกิเลสก็เป็น 0 มีจิตใจที่มี โลกุตระ(เหนือโลก) โลกวิทู(รู้ทันโลก) โลกานุกัมปายะ(เกื้อกูลอนุเคราะห์โลก) อดีตก็ 0 ปัจจุบันก็ 0 อนาคตก็ 0 กระทบอยู่อย่างไรในปัจจุบัน กิเลสก็เป็น 0 อย่างมีอุเบกขา ยิ่งเจริญแข็งแรงตั้งมั่นไม่หวั่นไหว เป็นธาตุจิตที่ มีความแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา แข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ ไม่ต้องพยากรณ์เลยว่าจะมีเหตุปัจจัยในโลก โลกนี้มีเงินอยู่ 5 แสนล้านมาให้เรา บริหารเลย เราก็เฉย ก็เห็นว่าเป็นเหตุปัจจัยที่จะต้องทำงานก็ใช้ไป ไม่ได้อยากได้อยากมีอยากเป็น ไม่ต้องไปพูดถึงจะไปทุจริต ทำงานไปคนนี้ไม่มีจิตใจโลภโกรธหลงแล้ว ในอนาคตจะมีอะไรอีกหนักหนาสาหัสใหญ่โตมโหฬาร ที่จะเป็นเหตุปัจจัย ยั่วยุอย่างไร ก็ไม่สามารถที่จะทำให้จิตใจที่ไม่มีกิเลส กิเลส 0 เป็นอุเบกขาฐานแล้ว จะไม่เปลี่ยนแปลงหวั่นไหวเกิดกิเลสอีกได้ เป็นคำตอบสูงสุดว่า ผู้นี้บรรลุสูงสุดแล้ว อนาคตจะมีมาอย่างไร ก็ไว้ใจได้ เพราะขนาดที่เป็นอดีตกับปัจจุบันนี้ กิเลส 0 อย่าง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง”ได้แล้ว ต้องแยกกิเลสจากจิต แล้วทำกิเลสให้เป็น 0 กระทบกับผัสสุะอยู่ในปัจจุบันทุกครั้งอย่างไร กระทบในลาภยศสรรเสริญโลกียสุข คือโลกอย่างไร จิตก็ 0 อดีต 0 ที่ทำเสร็จแล้วอดีตเก่าๆที่ไม่เคยได้ ก็ได้บรรลุแล้ว ทุกปัจจุบันก็เป็น0 อนาคตก็เป็น 0 อย่าง “นิจจัง-ธุวัง-สัสสตัง-อวิปริณามธัมมัง-อสังหิรัง-อสังกุปปัง” คนนี้คือคนที่ทำกิจกรรมการงานอยู่ในโลก อย่างไม่มีกิเลสเกิดในจิตอีกเลย มีแต่เป็นผู้ที่อนุเคราะห์ช่วยเหลือโลก ทำงานรับใช้โลก โลกานุกัมปา ทำจิตใจเป็นโลกุตระจิต อยู่เหนือโลก โลกทำอะไรไม่ได้ อัตตาไม่มี เป็นผู้รู้จักอัตตา โลกอย่างสมบูรณ์แบบ ท่านจะเรียกอัตตาว่า เราก็แค่อาศัยอัตตาอยู่ทำงาน เป็นโลกานุกัมปาไม่ได้มีกิเลสอะไร เป็นโลกุตระจิตแล้ว ทำงานกับโลกอย่างโลกวิทูรู้โลก อย่างหยาบ กลาง ละเอียด อย่างไรก็สบาย 600211_เทศน์ก่อนฉันและปฏิญาณ ศีล 8 งานพุทธาภิเษก ครั้งที่ 41 ปฐมอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน