หมดสุขหมดทุกข์ได้ใจก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง.docx
เนื้อหาในไฟล์
หมดสุขหมดทุกข์ได้ใจก็รู้ความจริงตามความเป็นจริง _นางจับใจ ธนะโภค : กราบนมัสการพ่อครูฯ ขอน้อมกราบเรียนรายงานการจัดการกิเลสโทสะ ดังนี้ค่ะ 1. โจทย์ (ลูก หลาน) ช่วงที่ทำงานร่วมกันดิฉันก็จะพูด บอก(เชิงบ่น) โจทย์(ลูก) พูดขึ้นว่าแม่ฟังธรรมก็มาก แม่ยังบ่นอยู่อีก เดี๋ยวจะทำคลิปที่แม่บ่นไปให้พ่อครูฯ ดู ดิฉันบอกโจทย์ ว่า จะทำคลิปฯ ก็ได้นะ และอาการของดิฉันก็ขึ้นนิดๆ ไม่มาก (เริ่มรู้จักจิตที่สงบ)ค่ะ กราบขอบพระคุณพ่อครูฯ มาด้วยความเคารพอย่างสูง พ่อครูว่า...คือการบรรยายสภาวะของตัวเองมานี่มัน อาตมาว่ามันน่าชื่นใจ ดีนะอ่านจิตเจตสิก อ่านอารมณ์ อ่านความรู้สึกของตนเองออก ธรรมะของพระพุทธเจ้านี่ อาตมาพูดไปแล้วก็ยังไม่เก่ง อธิบายยังไม่พอ อธิบายยังไงก็รู้สึกว่ามันยังไม่ถึงใจ ยังไม่ครบ มันน่าที่จะต้องอธิบายให้ได้ดีกว่านี้ มันก็ยังไม่เก่งอยู่นั่นแหละ คือพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ ท่านตรัสรู้เรื่องที่สำคัญที่สุด คือตรัสรู้ความรู้สึก ตรัสรู้เรื่องทุกข์เรื่องสุข จนกระทั่งเรามาเรียกว่าทุกขอาริยสัจ หมายความว่าสัจจะของผู้ประเสริฐ อาริยะ สัจจะของผู้เจริญ อาริยะ ก็คือรู้ทุกข์นี่แหละ แล้วก็รู้ทุกข์ว่าที่มันเป็นเรื่องเดียวกับสุข มันเป็นอาการมายา 2 หน้า ที่อาตมาเอามาเปิดเผย เอามาขยายความอะไรๆจนหมด ถ้าคุณได้รู้จักสุขและทุกข์ที่เป็นอารมณ์อาการของมนุษย์ แล้วก็รู้เหตุว่าไปยึดมั่นถือมั่นสุข ที่จริงมันเป็นทุกข์ คุณก็จะจบด้วยการว่า ปัดโธ่เอ๋ย ถ้าเกิดเป็นมนุษย์ยังมีขันธ์ขึ้นมา ถ้าคุณพ้นไปได้จริงๆแล้ว เลิก ละได้หมดแล้ว คุณจะเห็นเลยว่า มีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป 1. อาตมาหมดสุขหมดทุกข์แล้ว มันไม่มีจริงๆ รสสุขรสทุกข์ทางตา ก็รู้ไปอย่างนั้น รู้ มันก็ไม่มีสุข ทางหูได้
อ่านต่อ
ยินเสียง ทางกลิ่น กลิ่นยิ่งไม่ยาก อย่างเก่งก็เหม็นกับหอม แล้วมันไม่มีกลิ่นไม่มีฤทธิ์อะไรมากมาย คนก็รู้จัก อย่าไปวุ่นวายอะไรกับกลิ่นที่มันไม่ดี นอกจากแก๊สที่มีพิษ มันไม่มีกลิ่นแต่มันก็มีพิษ อันนี้คนต้องชัดเจนต้องเข้าใจ ในที่ที่มันมีอากาศที่เป็นแก๊สที่เป็นพิษ เป็นภัยอะไรหลายๆอย่าง ที่มันปรุงแต่งกันเป็นกลิ่น ในที่ที่เขาบอกว่าเป็นภัยเป็นพิษ เหมือนอย่างที่ในเมืองเขาปรุงแต่งกันอยู่ในกรุงเทพฯ ถ้าอยู่บ้านราช อากาศมันสังเคราะห์สะอาดสะอ้าน เป็นอากาศที่ควรจะอยู่ เป็นอากาศที่สดชื่น ได้พลังอะไรต่างๆ ไม่ว่า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) เสียดสีทางกาย ถ้าเรียนรู้ความรู้สึกที่สัมผัสต่างๆ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แล้วก็ใจร่วมกัน เราเข้าใจหมดเลยว่า อ๋อ ความรู้สึกอันนี้ตามเวทนา ตามความรู้สึกจริงๆของมัน รู้ความรู้ที่รู้ตรงๆว่ารู้อันนี้เป็นอันนี้ รูปเป็นเช่นนี้ มีสีมีลายมีอะไร รูปเป็นเช่นนี้ เห็นแล้วก็เป็นรูปก็เข้าใจมันเป็นเช่นนี้ เขาก็พยายามทำขึ้นมาประดิษฐ์ขึ้นมา ไปสมมุติกันว่ามันสวยหรือไม่สวย คนก็สมมุติกัน เราชัดเจนว่าไม่ต้องไปหลงสมมุติมัน ที่จริงมันก็เป็นก้อนหิน เขาเอามาเขียน นี่พอทำเป็นรูปอันนี้ขึ้นมาก็เลยดูมีราคา ก็แค่นั้นเอง ถ้าเราไม่ไปหลงมันก็คือก้อนหิน หินก้อนนี้ที่เขียนมานี้เป็นตัวอะไรนี่ ก็ทำให้มันมีความมันเป็นค่านิยมของมนุษย์ รูปก็ตาม เสียงก็ตาม กลิ่น รส สัมผัส เสียดสี เย็นร้อนอ่อนแข็งก็ตาม เราเข้าใจแล้วเราก็ไม่ได้ไปติดไปยึด เราก็รู้ความจริงว่า ตามที่มันเป็นจริง รูปกลมก็กลม รูปเหลี่ยมก็เหลี่ยม อะไรคืออะไร อันนี้ใช้ประโยชน์อะไร อันนี้คือหิน คุณใช้ประดับก็เป็นการมอมเมา ไม่ใช้ประดับก็เอาหินไปใช้ทำอะไร มันแข็งๆก็ไปใช้อะไรก็ว่ากันไป หน้าที่ของมันตรงๆ ก็ใช้ให้มันถูกประโยชน์ มันก็จบ เราอาศัยเกิดมาก็มีชีวิตอาศัย แล้วเราก็ติดยึดอยู่ ไอ้ที่สิ่งที่เราติดยึดอยู่ในชีวิตโดยที่เราไม่รู้จักสุข ไม่รู้จักทุกข์ มันก็จะต้องวนเวียนที่จะไปเสพสุข แล้วก็ไม่รู้ว่านั่นคือตัวทุกข์ คุณวิ่งไล่เสพสุข คุณยิ่งทุกข์อยู่ตลอดกาลนาน มันไม่จบ พอรู้จักว่าสุข มันก็คือทุกข์ แล้วคุณจะเกิดมาเอาทุกข์อีกทำไม เพราะฉะนั้นพระอรหันต์เจ้ารู้แล้ว ก็จบ เลิกแล้วไม่เอาแล้ว ท่านไม่มีจิตโพธิสัตว์ ก็จบแล้ว เพราะฉะนั้นพระอรหันต์ที่รู้ เป็นพระอรหันต์จริงแล้ว แล้วก็ทำจิตให้ปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ พระอรหันต์ พระอรหันต์ขั้นที่ 1 พระอรหันต์ขี้กะโล้โท้ อาตมาอธิบายอรหันต์ถึง 6 ระดับระดับที่ 1 บรรลุแล้ว เข้าใจแล้ว มันมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้น ทุกข์เท่านั้นที่ตั้งอยู่ ทุกข์เท่านั้นที่ดับไป เกิดอีกก็ทุกข์อย่างเก่า ผู้รู้ก็รู้วิธีที่ไม่เกิดอีกแล้ว ทำจิตให้แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมได้จริง ไม่ใช่ภาษาเท่านั้นด้วย คนนี้ก็เลิก ตายแล้วปรินิพพาน กายัสเภทาปรัมมรณา ตายแล้วแยกธาตุเป็นน้ำเป็นลมไป ผู้ที่ทำ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เหมือนพระพุทธเจ้าตรัส เป็นชาติสุดท้าย ตายแล้วจะไม่มีใครได้เห็นตถาคตอีก ตายแล้วเหมือนพวงมะม่วง ที่มีพวงมะม่วงอยู่ข้างบน ตัดขั้วตกลงมากระจายแตกไปเป็นชิ้นเป็นอันไป จะไม่มีการรวมเป็นพวงมะม่วงอีกแล้วฉันใด นี่ท่านยกตัวอย่างเป็นรูปธรรมง่ายๆให้ฟัง นั่นแหละก็แยกกันไปดินน้ำไฟลม..เลิก วิญญาณหรืออัตภาพของผู้นั้นก็จบ มันเป็นความจบ เมื่อจบอรหันต์ก็คือจบกิจ กิจอะไร ก็กิจที่คุณจะต้องเวียนวนอยู่กับทุกข์เลิกได้เลย ผู้ที่จะอยู่กับการเกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไปด้วยใจเหนือ เหนือทุกข์ ทุกข์ที่มันเลี่ยงไม่ได้มี 6 อย่างแต่ทุกข์อีก 4 อย่างเป็นอรหันต์แล้วไม่มี เป็นทุกข์ที่เลี่ยงได้อีก 4 อย่างไม่มีเลิกจบ แต่ก็มันมีทุกข์ตั้ง 6 อย่างที่เลี่ยงไม่ได้ ยังยินดีจะอยู่กันไหม อย่างอาตมาบ่น กินข้าวก็ทุกข์ ลากขันธ์ไปก็ทุกข์ แต่ก็ไม่ได้อะไร เรารู้ความจริงตามความเป็นจริง เราลากขันธ์ไป เราอยู่กับทุกข์นี้เพื่ออะไร เพื่อประโยชน์ ประโยชน์ที่จะ 1. ประโยชน์ได้สืบทอดธรรมะพระพุทธเจ้า สืบทอดศาสนา 2. ประโยชน์ก็เพื่อมวลมนุษยชาติที่ยังตั้งอกตั้งใจอยู่ อย่างพวกคุณนี่ หน่วยตาเป็นกอบ นั่งตาบ้องแบ๊ว พอได้เวลาก็มานั่งกันแล้ว อาตมาก็อบอุ่นนะ เวลาบรรยายธรรมะก็มีคนมานั่งฟังกันเป็นร้อย ไม่ถึง 100 ก็ไม่น้อยกว่า 50 60 70 วันๆหนึ่ง เป็นร้อย สองร้อย วันเหมาะๆก็หลายร้อย พอวันเวลามารวมกันก็เป็นพัน 660904 ฌานปัญญาของคนเจริญจริงคือทำจิตให้เป็นมหาภูตได้ รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #39 ราชธานีอโศก