สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน อธิปไตย 3.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข7 สิงหาคม 2563

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน อธิปไตย 3 พูดถึงเรื่องสังคมต่อก็แล้วกัน สังคมมนุษย์มีความรู้ความเข้าใจกันว่าระบบของสังคมเป็นระบบประชาธิปไตยระบบเผด็จการระบบคอมมิวนิสต์อะไรอยู่ประมาณอย่างนั้น แล้วก็เข้าใจว่าระบบที่ดีที่สุดอาจจะไม่ดีที่สุดแต่ว่าเลวน้อยที่สุดเขาว่าอย่างนั้น คือระบบประชาธิปไตย เขาก็ยังฝันกันว่าจะมีระบบที่ดีที่สุด ประชาธิปไตยอาจไม่ใช่ระบบที่ดีที่สุดแต่เป็นระบบที่มีข้อด้อยน้อยที่สุดว่าอย่างนั้น อาตมาก็ขอยืนยันว่า ถ้าจะเรียกประชาธิปไตยก็เป็นภาษา ถ้าไม่เรียกประชาธิปไตย แต่เอาตัวอธิปไตยเป็นอำนาจนี่แหละ และประชาธิปไตยก็แปลว่าอำนาจเป็นของมวลประชาชน ไม่ใช่อำนาจไปเป็นของคนหนึ่งคนใดเรียกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์ หรือแม้แต่จะเป็นอำนาจของกลุ่มหมู่เดียวเรียกว่าคอมมิวนิสต์ ก็ไม่ใช่ เป็นอำนาจของประชาชนที่ทุกคนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันที่จะแสดงความเห็น อันแน่นอนโดยสัจจะมันไม่เท่าเทียมกันหรอก แต่ค่อยๆมารวมกันแล้วเฉลี่ย Average มันต้องเป็นอย่างนั้น จะไปบังคับให้ทุกคนมีความเห็นความเข้าใจเท่ากันไม่ได้ บังคับให้ตายก็ไม่ได้ ต้องเอาความเห็นแต่ละคนมารวมกันและเอาตัวเลขค่าเฉลี่ยรวมตรงกลาง ทีนี้พระพุทธเจ้าเหนือชั้นกว่าวิธีการอย่างนั้น คือ พระพุทธเจ้าสอนให้คนลดความเห็นแก่ตัวลดกิเลสตัวที่เป็นอยู่ในฐานของจิต ลดความเห็นแก่ตัวแล้วก็จะมีความเห็นแก่ผู้อื่นเห็นแก่ส่วนรวม และทำได้จริง เพราะฉะนั้นคนที่เป็นสมาชิกของพระพุทธเจ้ามีสัมมาทิฏฐิจึงเกิดผลลดกิเลสได้จริง จนถึงขั้นสูงสุดของการลดกิเลส หมดกิเลสไปส่วนหนึ่งส่วนนอก ส่วนหยาบเป็นพระอนาคามี หมดข้างนอกไปบ้างเป็นพระสกิทาคามี เริ่มต้นเลิกได้เป็นพระโสดาบัน เป็นจริงได้ในสังคมที่มีอริยบุคคล 4 จึงเกิดค่าของความเป็นจริงของจิต ที่ไม่มีตัวตนไม่เห็นแก่ตัวไม่เ

อ่านต่อ

ห็นแก่ได้ เป็นคนวรรณะ 9 มีคุณธรรมวรรณะ 9 ด้วยความเป็นจริงจึงเกิดมวลชนที่มารวมกันเป็นอาริยบุคคลรวมกันที่มีคนทำมากน้อยลดหลั่นกันไปแต่มีสัมมาทิฏฐิ มีทิฏฐิสามัญญตา และมีหลักเกณฑ์ที่พระพุทธเจ้าวางไว้คือศีล สมาธิ ปัญญา ที่จะปฏิบัติไปสู่จุดเป้าหมายเดียวกันคือนิพพาน คือความหมดตัวตน จึงเกิดสังคมกลุ่มหมู่ สังคมกลุ่มหมู่ที่มารวมกันแล้วมีความเห็นแก่ตัวน้อยมีวรรณะ 9 จึงเป็นคนเลี้ยงง่ายบำรุงง่าย เป็นคนจนก็ได้ไม่ต้องไปร่ำรวยอะไรก็ได้ มีใจที่พอเพียง เป็นคนขัดเกลาตัวเองจากสิ่งที่ยังขัดเกลาไม่ได้ มีหลักเกณฑ์ในการขัดเกลาที่สูงขึ้น ธูตะ จนอาการต่างๆพัฒนาเพิ่มขึ้นเรื่อยๆให้น่าเลื่อมใส ปาสาทิโก แล้วก็เป็นคนจนไม่สะสมอะไร แต่เป็นคนยอดขยัน ปรารภความเพียร มีอปจยะ และวิริยารัมภาะเป็น 2 ตัวสุดท้ายของวรรณะ 9 ผู้ที่เรียนรู้ปฏิบัติตามทฤษฎีพระพุทธเจ้าจะเป็นคนมีวรรณะ 9 อาตมาเอาวรรณะ 9 ของพระพุทธเจ้ามาเปิดเผยมาอธิบายมีคนฟังเข้าใจ ปฏิบัติตามจนเกิดมีมรรคผลก็เลยมารวมกัน เป็นหมู่กลุ่มชุมชนสังคมชาวอโศกที่มีวรรณะ 9 เมื่อมีวรรณะ 9 ผลจึงเกิดเป็นสาราณียธรรม 6 ผลเกิดความเป็นอยู่รวมกัน เป็นสังคมที่อยู่กันอย่างเมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรมและมีลาภที่ได้โดยธรรมเรียกว่า ลาภธัมมิกา ต่างคนต่างทำต่างสร้าง มันจึงเป็นลาภตามสิทธิของแต่ละคน แต่ก็ไม่เอามาเป็นของตัวเองเอามารวมกันเรียกว่าสาธารณโภคี มีลาภธัมมิกา ลาภโดยธรรมเอามารวมกัน กินใช้ร่วมกันอย่างที่ชาวอโศกเราทำสำเร็จเรียบร้อยและอยู่กันอย่างศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา ศีล 5 เสมอกับศีล 5 ศีล 8 เสมอกับศีล 8 ศีล 10 ศีล 10 จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีลก็เสมอกับจุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล มีความเห็นไปในทางทิศทางเดียวกันไม่ขัดแย้งกัน เป็นสาราณียธรรม 6 เพราะมีจิตตามพุทธพจน์ 7 สาราณียะ ปิยกรณะ คุรุกรณะ สังคหะ อวิวาทะ สามัคคคียะ เอกีภาวะ เกิดจริงเป็นจริงได้คำสอนพระพุทธเจ้าไม่ได้เป็นหมันเอามาเรียนรู้กับพูดได้จริง ในยุคนี้ความเป็นจริงของคนประพฤติได้และอาศัยในชีวิตดำเนินชีวิตอยู่อย่างสบาย ทุกวันนี้ชาวอโศกอาตมาทำงานมา 40-50 ปีมีผลงาน สำเร็จ ถึงสบายๆทุกวันนี้ จนอาตมาว่าจะเกษียณ บรรยายไว้หมดแล้ว ส่วนการบริหารก็โยนให้ผู้ที่เป็นสมณะ สิกขมาตุ ฆราวาสที่จะเอาภาระรับผิดชอบด้วยสำนึกไม่ได้แต่งตั้ง แต่เป็นความสำนึกเข้าใจความจริง ว่าตัวเองควรจะทำหน้าที่ขนาดนี้ และหมู่ฝูงก็ไม่ขัดข้อง มีบางคนไม่ค่อยเหมาะสมก็โดนขัดเกลาเองเป็นไปตามธรรม บางคนยังไม่ค่อยจะลงตัวยังไม่เหมาะสมเท่าไหร่แต่ก็ แอค อยากจะทำ คนอื่นก็ค่อยขัดเกลา คนที่มีปฏิภาณปัญญารู้กัน มันจะเป็นไปด้วยสัจจะของมันเอง มันจะขัดเกลาไปในตัว ให้ได้สัดส่วนมีความสงบเรียบร้อย อวิวาทะ สามัคคียะ เอกีภาวะ มีผลอย่างนั้นจริงๆเลยพวกเราชาวอโศกถึงอยู่กันอย่างเรียบร้อย สงบ อาตมาพูดนำเสนอ เขาจะอ้วกอาเจียนเป็นโลหิตร้อนออกมา ในสิ่งที่อาตมาพูดแล้วพูดอีกนำเสนอแก่พวกเรา เขาฟังแล้วก็อยากจะฆ่าแล้วฆ่าอีก แต่ก็ฆ่าไม่ลงเพราะว่าอาตมาอ้างอิงหลักฐานตามพระไตรปิฎก หลักฐานที่อ้างอิงก็พอดีกับพวกเราปฏิบัติตรงตามหลักฐานนี้ได้ด้วย เขาเลยพูดไม่ออกได้แต่กรอกตา ทีนี้ ลองมาพูดด้วยภาษาสมัยใหม่ สังคมชาวอโศกนี้เป็นประชาธิปไตยหรือเปล่า ประชาธิปไตยเป็นภาษาสมัยใหม่ ในยุคพระพุทธเจ้ายังไม่มีคำว่าประชา + อธิปไตย แต่สมัยพระพุทธเจ้ามีแต่คำว่าโลกาธิปไตย-อัตตาธิปไตย-ธรรมาธิปไตย อาตมาก็ยืนยันว่า โลกาธิปไตย-อัตตาธิปไตย-ธรรมาธิปไตย เป็นอธิปไตย 3 โลกาธิปไตยคือ การศึกษาองค์รวมของโลก จนถึงโลกาภิวัฒน์ ก็เข้าใจเป็นลำดับๆ อัตตาก็เข้าใจ อัตตาธิปไตย เข้าใจโอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา เราก็ล้างออก เหลืออรูปอัตตาเราก็ล้างออก จนกลายเป็นผู้รู้จักอัตตา แล้วก็ไม่ติดอัตตา มีอัตตาโดยธรรมที่อาศัยเพื่อช่วยเหลือผู้อื่น ไม่มีแม้อุปกิเลส มานะ อติมานะ มทะ ปมาทะ ที่เป็นอุปกิเลสปลายสุดก็ไม่มี แล้วก็อยู่กับโลกปรุงแต่งเป็นอภิสังขารให้ได้สัดส่วน ด้วยความมีแต่จิตของท่านไม่มีอัตตาเป็นโลกนิโรธ แต่อยู่กับโลกสมุทัย เพราะมันมีเหตุต่างๆเราก็ทำตามเหตุอยู่ไป ซึ่งผู้ที่มีความรู้องค์รวมมีความเข้าใจว่าเหมือนกับแม่ครัว ปรุงแต่ง จะปรุงน้ำพริกให้คนกลุ่มนี้ ก็ต้องเอาเผ็ดเท่านี้หวานเท่านี้เท่านี้เปรี้ยวเท่านี้ หากปรุงให้คนอีสานก็เผ็ดได้เค็มได้แต่อย่าหวาน ก็ต้องรู้ แต่หากปรุงแต่งให้คนภาคกลางกินน้ำพริกต้องมีรสหวาน อาตมาเมื่อก่อนไปกรุงเทพฯก็งงว่าน้ำพริกที่นี่ต้องใส่น้ำตาลด้วยหรือ งง เราก็รู้ว่า น้ำพริกคนอื่นก็ปรุงอย่างนี้แม่ครัวหัวป่าก์ หรือจะแกงก็ตาม ผัดก็ตาม ทำอาหารอะไร จะปรุงอะไรให้เขาอาศัยกินอาศัยใช้ นี่เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าท่านตรัสรู้ไว้ เข้าใจองค์รวมพวกนี้จริงๆ แล้วก็เอามาใช้โดยสามัญ โดยปกติธรรมดา อย่างอาตมาเข้าใจอย่างที่อาตมาสาธยายก็พามาทำอย่างนี้ อาตมาไม่ใช่คนที่เอาแต่พูดเอาแต่ไม่รู้ อาตมาไม่ได้เป็นครูชนิดนั้น แต่อางตมาเป็นครูที่พาทำ ให้คุณรู้คุณเข้าใจ แล้วคุณเชื่อถือ เชื่อฟัง เชื่อตาม ปฏิบัติประพฤติได้เลย จนเป็นผลสำเร็จ อาตมาเป็นครูชนิดนั้น ไม่ใช่ครูชนิดที่สอนเก่งได้รับคำยกย่องว่าเป็นผู้รู้ เป็นนักปราชญ์อะไรเฉยๆ อาตมาไม่ได้เป็นครูแบบนั้น อาตมาไม่เป็นปราชญ์หรอก เขาหาว่าเป็นพวกค้านแย้ง มันหมุนรอบเชิงซ้อน หากเอาแต่ตรรกะ แต่อาตมาไม่ใช่ ทำแล้วมีผลจริง แล้วทุกวันนี้มีความหมุนรอบเชิงซ้อนจนคัดกรองได้เป็นสังคมสาธารณะมีวรรณะ 9 อยู่อย่างมีสาราณียธรรม 6 อาตมาถึงบอกว่าอาตมาประสบผลสำเร็จในการทำงานของพระพุทธเจ้า มาถึงวันนี้แล้วว่าสามารถทำได้จริงมีตัวบุคคลเป็นจริงและก็มีคนช่วยเข้าใจแล้วก็ช่วยอาตมาไปทำงานได้ 630510_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ ระบอบธรรมาธิปไตยมีในชาวอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน