สื่อธรรมะพ่อครู(โยนิโสมนสิการ) ตอน โยนิโสมนสิการเพื่อล้างโลกธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โยนิโสมนสิการ) ตอน โยนิโสมนสิการเพื่อล้างโลกธรรม _ดิฉัน ฟังเพลงธรรมะอยู่ในใจ พ่อท่านประสานวิญญาณลูกๆทุกคน _ดช.พุทธภูมิ...กราบนมัสการแทบเท้าพ่อท่านด้วยความเคารพบูชายิ่งจะพยายามเพิ่มรักและจะพยายามลดชัง จะพยายามโยนิโสมนสิการ ให้ถึงกับคำพูดของพ่อท่านให้เราทำเพื่อผู้อื่น มันมีเด็กคนแก่คนป่วยคนไร้สมรรถนะคนขี้เกียจคนขี้โกง ตัวแทนหมดทุกคนแม้แต่คนขี้เกียจและคนขี้โกง พ่อครูว่า...เอ้าดี ก็ขอเติมอีกนิดว่า คำว่าโยนิโสมนสิการ ในวงการศาสนาท่านไปเน้นแต่เพียงว่า โยนิโสมนสิการเป็นการพิจารณาให้ถ่องแท้มีแต่ตรรกะ มีแต่เหตุผลพิจารณาให้ถ่องแท้ จริงๆแล้วโยนิโสมนสิการไม่ใช่ตัวการหลักอยู่ที่โยนิโสแต่ตัวสำคัญหลักอยู่ที่มนสิการอยู่ที่ต่อการทำใจในใจ เพราะว่าที่ทำใจกันไม่ถูกต้องสัมมาทิฏฐิอย่างพระพุทธเจ้าจึงไปกันใหญ่อย่างนี้ มนสิการ อยู่ในอีกหลายอย่าง มนสิการเป็นหัวใจหลักของศาสนาพุทธ ถ้าเข้าใจมนสิการหรือการทำใจในใจไม่ได้ ทำใจในใจคืออะไร คือคนที่เรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้าแล้วจะต้องมาอ่านจิตตัวเอง สามารถรู้อาการใจของจิต แล้วจัดการเรียกว่าอภิสังขาร จัดการใจของเรา ทำให้ใจของเรานี่แหละ เราจะรู้ใจของเราตาม สังกัปปะ 7 พอจิตเริ่มมีการสัมผัสให้รู้ พอรู้แล้วเป็น ตักกะ เริ่มเห็นเริ่มรู้ตัวจิตที่ดำริขึ้นมา ให้อ่านจิตให้ทัน อ่านแล้วทำการธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ว่าจิตที่ดำริมีกามร่วมดำริหรือไม่ มีพยาบาทร่วมหรือไม่ โดยเฉพาะ กามนี่เริ่มต้นเลย พอสัมผัสแล้วดำริ หรือไม่สัมผัสก็มีดำริ อ่านวิจัยแยกแยะหากจิตคุณไม่สะอาดมีกิเลสประกอบ นั่นแหละคุณจะต้องกำจัดกิเลสนั้นทันที ถ้าทำได้อย่างนี้แล้วนิพพานเป็นที่หวัง นี่เป็นคำสอนที่สั้นที่สุด ข้อเรียนรู้ที่สั้นที่สุด นี่แหละวิธีปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้าสำคัญอยู่ที่โยนิโสมนส
อ่านต่อ
ิการ หากทำการโยนิโสมนสิการไม่ได้แล้ว ในสัมมาทิฏฐิ 2 ข้อ ผู้ที่จะมีสัมมาทิฎฐิได้จะต้องมี ปรโตโฆษะ และโยนิโสมนสิการ ปรโตโฆษะคือ คุณจะต้องฟังผู้อื่น และผู้อื่นที่คุณฟังนั้นคือ สัตบุรุษ หรือผู้ที่อยู่ในฐานะครูที่คุณจะต้องฟัง อย่าเพิ่งอวดดีว่าตัวเองเป็นสัตบุรุษ อย่าเพิ่งอวดดีว่าตัวเองเป็นครู จะต้องศึกษาให้จริงจนกระทั่งแน่ใจว่าคุณเป็นสัตบุรุษ อยู่ในฐานะครูที่สัมมาทิฎฐิที่จะสืบทอดอธิบายธรรมะพระพุทธเจ้าได้ ถ้าคุณเป็นคนมิจฉาทิฏฐิแล้ว แล้วคุณก็หลงคิดว่าตัวเองสัมมาทิฏฐิ เมื่อคุณกระจายธรรมะนั้นออกไปก็เท่ากับเผยแพร่ทำลายธรรมะพระพุทธเจ้า เพราะว่าคุณมีมิจฉาทิฏฐิ ก็เอามิจฉาทิฏฐินั้นไปแพร่ไป ตรงนี้เป็นเป้าประเด็นสำคัญที่สุดเลย คุณต้องหาสัตบุรุษให้เจอ ถ้าใครในโลกนี้ไม่เห็นสัตบุรุษที่แท้ หรือผู้อยู่ในฐานะครู ถึงตรงนี้อาตมาขออธิบายความผิดของประเทศไทย ในประเทศไทยได้เรียนรู้ธรรมะมาก็นานก่อนที่อาตมาจะเกิด ก็มีครูอยู่ในฐานะที่จะสอน จนกระทั่งอาตมาเกิดแล้วอาตมาก็ปรากฏตัวในสังคม วงการศาสนา แล้วประกาศตัวเองว่าเป็นสัตบุรุษ ไม่ได้แค่ฐานะครู แน่นอนสัตบุรุษต้องอยู่ในฐานะครูแน่นอน มาประกาศว่าตัวเองเป็นสัตบุรุษ ผู้ที่อยู่ในตำแหน่งฐานะครูที่ประกาศตัวเองก่อน แล้วคนเขาก็เชื่อ คนอยู่ในฐานะครูนั้นที่ไม่ใช่สัตบุรุษ เมื่ออาตมาประกาศตัวเองเป็นสัตบุรุษ ถ้าเผื่อว่าผู้ที่อยู่ในฐานะครูอยู่ก่อนนั้นเป็นผู้รู้ที่ถูกต้อง ก็จะต้องตรงกับสัตบุรุษที่จริงนะ นอกจากสัตบุรุษนั้นไม่จริง เป็นสัตบุรุษเก๊ มิจฉาทิฏฐิ แน่นอน ผู้ที่อยู่ในฐานะครูถ้ามันขัดแย้งกัน อันหนึ่งต้องถูกอันหนึ่งต้องผิด ถ้ามีความขัดแย้งกัน เพราะฉะนั้นคำสอนที่เราจะต้อง ใครล่ะ จะเป็นผู้ตัดสินถูกหรือผิดอีก สิ่งที่จะตัดสินคือพระไตรปิฎก ในขณะนี้ไม่มีอะไรสำคัญ อรรถกถาจารย์ก็เอามาใช้ไม่ได้ ต้องเอาพระไตรปิฎกเอาพุทธวจนที่ดีๆ หรือแม้แต่พระเถระที่เกิดร่วมยุคพระพุทธเจ้าแล้วบันทึกไว้ในพระไตรปิฎก ส่วนผู้ที่ไม่ได้อยู่ในฐานะของพระเถระสมัยพระพุทธเจ้า แล้วมาบันทึกในพระไตรปิฎกเรียกว่าอรรถกถาจารย์ อาจาริยวาท ก็ต้องเอาพระไตรปิฎกเป็นหลัก แล้วคนที่รังเกียจเถระวาทะ คนนั้นก็อัตตามานะใหญ่เกินไป คำของเถรวาทะในพระไตรปิฎกไม่ใช่อรรถกถาจารย์ ซึ่งอรรถกถาจารย์นั้นอาตมาไม่ใช้เลยอาตมาใช้แต่พระไตรปิฎก ที่มีคำสอนพระพุทธเจ้าโดยตรงและมีคำพูดของพระเถระ พระเถรี ในยุคพระพุทธเจ้าที่บันทึกมาในพระไตรปิฎกใช้ได้หมด ผู้ที่ทำการสังคายนาก็รวบรวมมาอย่างดีที่สุดแล้ว ถ้าอย่างนี้แล้วก็ไม่นับคุณจะเอาแต่ของพระพุทธเจ้าก็ได้ไม่เป็นไร คุณก็แคบไปไหนเท่านั้นเอง พระเถระเถรีก็มีแง่เชิงอธิบายไป พระมหากัสสปะ พระอรหันต์ 500 รูปรับรองกันแล้ว คุณจะเก่งกว่าพระอรหันต์ 500 รูปนั้นหรือ...คุณไม่เก่งกว่านั้นหรอกอย่าไปอวดดีเลย อาตมาทำงานมา 50 ปีขอยืนยันว่า อาตมาทำงานตรวจสอบได้ตามพระไตรปิฎก แล้วอาตมาก็เอามาอ้างอิงยืนยันเสมอว่าอาตมาพาคนมาปฏิบัติธรรมพระพุทธเจ้า จนได้รับผลสำเร็จมีมรรคผล เกิดเป็นสังคมหมู่กลุ่ม ที่เอาหลักเกณฑ์ตามวรรณะ 9 ก็ดี สาราณียธรรม 6 ก็ดีหรือเอาสูตรต่างๆ ศีล ศรัทธา จรณะ15 วิชชา 8 ยิ่งดีใหญ่เลยเอามาตรวจสอบว่าทำถูกหมายตรงตามคำสอนพระพุทธเจ้าไหม พูดกันอย่างดีๆตั้งใจฟังกันดีๆ อาตมาว่าอาตมามั่นใจว่าอาตมาพาทำในสิ่งที่ถูกต้องดีมาแล้ว จนกระทั่งถึงขั้นทุกวันนี้ อาตมาก็ยิ่งมั่นใจใหญ่เลยว่า มีบุคคลฟังรู้เรื่องมากขึ้นเข้าใจแล้วก็เป็นสัมมาทิฏฐิแล้วก็ได้สัมมาปฏิบัติกัน มีสัมมาปฏิเวธกัน ได้มรรคผลไปตามธรรมสมควรแก่ธรรม ที่ปรากฏอยู่ในสังคมมนุษย์ขณะนี้ จะว่าไปแล้ว กลุ่มสังคม พระพุทธศาสนา มีกลุ่มเถรสมาคม หรือกระแสหลักเป็นหมู่ใหญ่คณะใหญ่กับหมู่เล็กคือชาวอโศก ผู้ที่ใส่ใจศึกษาธรรมะก็จะมาเรียนรู้ก็จะพบว่าต่างกันแน่นอน ยกตัวอย่าง ทางเถรสมาคมนั้น เรียนรู้ปฏิบัติกันแล้วไปได้รับผลประโยชน์คือได้รับลาภยศสรรเสริญ โลกียสุขแสวงผล แต่ชาวอโศกนั้นปฏิบัติแล้ว ลาภก็ลด ยศก็ไม่มี สรรเสริญก็ไม่ได้ ถูกแต่แช่ง ด่า ตำหนิ สุขก็ไม่ติด ทุกข์ก็ไม่เอา มันเป็นโลกุตระ นี่คือสัจจะความจริง ผู้ที่แสวงหาอ่านให้ดีๆ ชาวสันติอโศกปฏิบัติแล้วจะเห็นว่า มีทั้ง ศีลคือสะเก็ดของต้นไม้ มีทั้งเปลือกของต้นไม้ คือสมาธิ มีทั้งกระพี้คือปัญญา โดยเฉพาะถึงแก่น คือวิมุติ ชาวอโศกไม่มีดอก ผล ใบ แต่เถรสมาคม เต็มไปด้วยใบดอกผลคือโลกียะ ฟังดีๆ ที่สรุปเอาแค่สูตรนี้มา ศาสนาพุทธเป็นศาสนาที่ไม่ติดและล้างความติดในลาภยศสรรเสริญสุข630504_รายการเอื้อไออุ่นออนไลน์(สำมะปี๋ซี่วิต) ครั้งที่ 2 ศีรษะอโศก สีมาอโศก เครือแห