สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน สัมมาทิฏฐิ10 เครื่องมือชิ้นแรกของนักปฏิบัติธรรม.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(สัมมาทิฎฐิ 10) ตอน สัมมาทิฏฐิ10 เครื่องมือชิ้นแรกของนักปฏิบัติธรรม พ่อครูว่า...วันนี้วันศุกร์ที่ 7 มิถุนายน 2562 ที่บวรราชธานีอโศก เขาบอกว่าวันนี้เป็นวันไหว้บ๊ะจ่าง คนเราก็สร้างพิธีกรรมขึ้นมา ตามแต่ละความคิดแต่ละคนแต่ละความเห็นของแต่ละกลุ่ม จัดให้มีขึ้นมาเพื่อให้เกิดพฤติกรรมโดยความรู้ความเข้าใจความเชื่อถือว่ามันจะเป็นองค์ประกอบที่จะทำให้เจริญ เจริญด้วย อายุวรรณะสุขโภคะ พละ คนก็ทำหน้าที่ เมื่อคืนนี้ลมก็ทำหน้าที่ มีพายุเข้า พัดกระหน่ำ ที่อาตมานอนผ้าใบก็ถูกพัดกระแทก สนุก อย่างกับการตีกลองสะบัดชัย พืชผักผลไม้ก็ทำหน้าที่ของมัน แต่ละอย่างก็ทำหน้าที่ของมัน คนก็ทำหน้าที่ของคน โจรขโมยก็ทำหน้าที่โจรขโมย นักการเมืองก็ทำหน้าที่แย่งอำนาจกันไป พวกเราก็ทำหน้าที่ คนที่เขาเป็นนักธรรมะเขาก็ทำหน้าที่ของเขาอีกเหมือนกัน แต่ละกลุ่มคณะแต่ละความเห็น ก็มี Concept ของแต่ละกลุ่มจะมีหลากหลายแตกต่างกันไป นักธรรมะก็มีทิฏฐิไม่เหมือนกันทีเดียว ขนาดคนกลุ่มเดียวกันสีเดียวกันยังมีทิฏฐิมีความศรัทธาต่างกัน ก็มีความคิดองค์รวมจุดสำคัญ มันก็ไม่ตรงกันเป๊ะ จุดศูนย์กลางเดียวกัน มันจะมีเชิงซ้อน ในความเห็นแต่ละคนมันแตกต่างกันไปบ้าง เช่น การจะไปนิพพาน นิพพานของชาวอโศก ถึงแม้จะบอกว่าเข้ากระแสโลกุตระมันก็ยังเหมือนยิงลูกศร ไปที่เป้าที่อยู่ไกล ทุกคนก็มุ่งหมายไปจุดนั้น แต่ว่าแต่ละคนจะยิงออกไปนอกเป้าไปตั้งเยอะใกล้บ้างไม่ใกล้บ้าง ใครจะตรงเป้าเป๊ะเลย ก็แล้วแต่ตัวใครตัวมัน ถ้าตรงเป้าเป๊ะ เช่นว่ามีสัมมาทิฏฐิ 10 เป็นต้น อย่างที่เราศึกษากัน ข้างนอกเขาไม่ได้ศึกษาสัมมาทิฏฐิ 10 เลย อาตมามั่นใจว่าเขาไม่ได้ศึกษา เพราะฉะนั้นจะยิงเข้าเป้านิพพานได้ที่ไหน สัมมาทิฏฐิ 10 เป็นตัวที่ตะล่อมความเห็นให้ชัดเจนแล้วก็เข้ามาปฏิบ
อ่านต่อ
ัติตรงนี้ได้ ถ้ามีทั้ง 10 ข้อจึงจะได้นิพพาน โดยเฉพาะตั้งแต่ข้อที่ 10 มีผู้นำมีสัตบุรุษ มีสมณพราหมณ์ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แล้วข้อที่10ยังมีกำกับไว้ว่า เป็นผู้ที่มีภูมิเก่าสยังอภิญญา เป็นผู้รู้ด้วยตนเองไม่ใช่เป็นผู้ที่มารับความรู้จากใครอื่นในชาตินั้น เป็นผู้ที่มีบุญมาแต่เก่าก่อน ปุพเพกตปุญญตา คือมีเก่าก่อนผ่านมาแล้ว ผ่านมาแล้ว ได้ผลมาแล้วนั่นแหละคือ สยังอภิญญา เป็นผู้ที่มีของตน
เองมาแล้วก็เท่ากับไปว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) คุณได้พบไหมเจอไหม อาตมาเกิดมาในชาตินี้ได้พบกับพวกเรา คนอื่นเขาฟังก็จะรู้สึกหมั่นไส้ เกิดมาชาตินี้จำเป็นต้องบอก เพราะ Concept ของเขาไปเข้าใจความเป็นพระอาริยะโดยเฉพาะสัตบุรุษสัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เป็นผู้ที่มีคุณธรรมที่ปฏิบัติได้มาก่อนในชาติก่อน ในชาตินี้ไม่ต้องมาเรียนไม่ต้องมาศึกษาจากใครจากอาจารย์ไหนสำนักไหน มีอริยทรัพย์ติดตัวมาแล้ว พูดแล้วจะเหมือนคุยตัว แต่เป็นเรื่องความจริงอยู่ในนั้น ที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรัสไว้ล่วงหน้า เพื่อที่จะยืนยันความจริงต่อมนุษยชาติต่อสังคมบอกไว้ว่าจะมีอย่างนี้เนอะ เพราะฉะนั้น อัตถิโลเก ในยุคนี้จะมีคนอย่างนี้หาให้เจอ เป็นคนอย่างไร คือคนรู้ อัตถิทินนัง อัตถิยิตถัง เป็นส่วนแห่งบุญ(ปุญญภาคิยา) ให้ผลวิบากแก่ขันธ์(อุปธิเวปักกา).
1.ทานที่ให้แล้ว มีผล(ให้กิเลสลด) (อัตถิ . ทินนัง) . . . . 2.ยัญพิธี (พิธีการปฏิบัติ) ที่บูชาแล้ว มีผล (อัตถิ ยิฏฐัง) 3.สังเวย(เสวย)ที่บวงสรวงแล้ว มีผล (อัตถิ หุตัง) 4. ผลวิบากของกรรมที่ทำดีทำชั่วแล้ว มีแน่ (อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก) . . 5. โลกนี้ มี (อัตถิ อยัง โลโก) หมายถึง วนในโลกีย์เดิมๆ . . 6. โลกหน้า มี (อัตถิ ปโร โลโก) หมายถึง โลกโลกุตระ . 7. มารดา มี (อัตถิ มาตา) . . . 8. บิดา มี (อัตถิ ปิตา) . . 9. สัตว์ที่ผุดเกิดอุปปัติเอง มี (อัตถิ สัตตา โอปปาติกา) . . . สมณพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้ดำเนินชอบ-ปฏิบัติชอบ ซึ่งประกาศโลกนี้-โลกหน้า ให้แจ่มแจ้ง เพราะรู้ยิ่งด้วย ตนเอง ในโลกนี้ มีอยู่ (อัตถิ โลเก สมณพราหมณา สัมมัคคตา สัมมาปฏิปันนา เย อิมัญ จ โลกัง ปรัญ จ โลกัง สยัง อภิญญา สัจฉิกัตวา ปเวเทนตีติ) (พตปฎ. เล่ม 14 ข้อ 257)
ทานมีผลโลกุตระ ปฏิบัติศีลสมาธิปัญญาเป็นโลกุตระ สภาวะของโลกุตระที่เกิดจริงเป็นจริงมีไหมจึงได้รู้ต่อไปว่าได้มาทั้งหมดนั้นจากการปฏิบัติกรรม อัตถิ สุกตทุกกฏานัง กัมมานัง ผลัง วิปาโก แล้วสามารถอธิบายถึง มาตา ปฏิบัติอยู่ในโลกที่เป็นโลกีย์ มีจุดชี้บ่งที่อ่านคือเวทนา เวทนาอย่างนี้คือชาวโลกียะ เวทนาอย่างนี้คือชาวโลกีย์ แยกออกได้ ปฏิบัติอย่างนี้อยู่ในสามัญปุถุชน แต่ถ้าปฏิบัติอย่างนี้สามารถออกจากโลกียะได้ เปลี่ยนเวทนาจากโลกียะ ลดละตัวเหตุ อกุศลจิต ทำให้มันดับได้เป็นเนกขัมมะ จนถึงขั้นอุเบกขา จนมันหมดเหตุ ไม่มีเหตุทำให้เกิดเอียงไปข้างนั้นข้างนี้ทางโลกีย์ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีกามไม่มีอัตตา ไม่มีทุกข์ที่เกิดจากโลกโลกีย์เป็นกาม ทุกข์ที่เกิดการยึดถือเป็นอัตกิลมถะ กามก็ทุกข์ กามคือมารใหญ่ รู้แจ้งเห็นจริงทางออกได้สนิทก็เป็นเนกขัมมะ มีพลังงานบวกลบ มาตา ปิตา ร่วมกันทำให้เกิดลูกคือ สัตตาโอปปาติกา เป็นลูกทางจิตวิญญาณ มีศีลเป็นแม่มีปัญญาเป็นพ่อ เป็นต้น หรือมีสมมติสัจจะ สมมุติธรรมเป็นแม่มีปรมัตถธรรมเป็นพ่อ ช่วยกันเป็นภาวะ 2 ทำให้เกิดภาวะอีกอันหนึ่ง เป็นสามเส้าขึ้นมา
ที่อาตมาอธิบายให้ฟังนี้เข้าใจดีไหม ...เข้าใจได้ แสดงว่าใช้ได้ ปีนี้อาตมาทำงานมาตั้งแต่พุทธศักราช 2513 มาถึง 2562 ก็ 49 ปีขึ้นมา แต่ผลก็ใช้ได้ จะผิดจะถูกบ้าง ใครถูกมากถูกน้อย แต่เชื่อว่ามันใช่ ไม่ขี้เหร่จนกระทั่งเข้าใจกันว่าโลกียะเป็นโลกุตระ คงจะเป็นโลกุตระนั่นแหละ อาจจะมีเนื้อหาสาระที่ตรงบ้าง เบี้ยวบ้างไม่ตรงเป๊ะ ตรงเป๋ ไม่ใช่ตรงเป๊ง 180 องศา ตรงเป๋ก็บ้างแล้วแต่ แต่ถ้าเป๋ไปอย่างไป 180 องศาดีไม่ดีหันหลังเลย ก็คงจะไม่มีอย่างนั้นทีเดียว พวกที่ปฏิบัติทุกวันนี้หันหลังจากนิพพาน 180 องศาเลย ยกตัวอย่างเช่น เข้าป่าไปนั่งหลับตา หันหลังให้ศาสนาพุทธ 180 องศา เป็นเรื่องน่าเศร้าใจจริงๆ เข้าใจผิดอย่างเต็มรูปว่าปฏิบัติธรรมต้องออกไปนั่งหลับตาในป่า บอกว่าไปหาผู้ที่มีวิชชาและจรณะในป่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าต่อไปจะเกิดความเสื่อมเช่นนี้ในอัมพัฏฐสูตร เมื่อพระพุทธเจ้าออกบวชก็ปฏิบัติตามเขาก็ออกป่าไปกับเขาด้วย อยู่ในดงของพวกมิจฉาทิฏฐินั่งหลับตาทั้งนั้น ท่านก็ไม่ได้ด่าเขาทีเดียวเดี๋ยวเขาจะรุมเอา เพราะทางนั้นเป็นพวกออกมาเป็นเดียรถีย์ไปหมดแล้ว เขาก็จะบอกว่าเป็นศัตรูก็จะรุมเอาตายเลย ธรรมะพระพุทธเจ้า อธิบายมาถึงทุกวันนี้ก็ยังไม่หมดเลยทีเดียวยังมีรายละเอียดที่ต้องแทงทะลุ ด้านนอกด้านในด้านลึกด้านกว้างอีก 620607_พ่อครูเทศน์ทำวัตรเช้า งานอโศกรำลึก ปี 2562