8 บทที่ 3.pdf
เนื้อหาในไฟล์
บทที่ 3 วิธีด ำเนินกำรวิจัย การศึกษาวิจัยเรื่อง เภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นการวิจัยและพัฒนา โดยใช้กระบวนการการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) เริ่มการศึกษาจากการวิจัยเชิงคุณภาพแนวมานุษยวิทยาการแพทย์ เพื่อส ารวจการน าเภสัชวัตถุในสวน ป่า และนา รวมทั้งการท าบุญของผู้สูงอายุมาใช้ในการรักษาโรค น าข้อมูลที่ได้มาท าวิจัยเชิงปริมาณด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงส ารวจ (Exploratory Factor Analysis) เภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย น าผลที่ได้มาพัฒนาบทเรียนการพัฒนาสุขภาพของผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาวในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ าโขง ด้วยเภสัชวัตถุในสวนป่านาที่สัมพันธ์กับบุญ ผู้วิจัยเตรียมความพร้อมในการเข้าพื้นที่ศึกษาโดยเตรียมสมุดบันทึก ปากกา ดินสอ กล้องถ่ายภาพ เครื่องบันทึกเสียง รวมทั้งอุปกรณ์อื่น ๆ ตามแนวทางในการเก็บข้อมูล ตัวผู้วิจัยซึ่งถือว่าเป็นเครื่องมือที่ส าคัญได้มีการเตรียมด้านทัศนคติการรวบรวมข้อมูลโดยพยายามท าตัวให้เป็นกลางปฏิบัติให้สอดคล้องและเหมาะสมกับบริบทของชุมชนที่เข้าไปเก็บข้อมูลให้มากที่สุด โดยมีขั้นตอนด าเนินการศึกษาวิจัย ดังนี้ 1. ศึกษาข้อมูล จากเอกสาร ต าราวิชาการ และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 2. เลือกพื้นที่ท าการศึกษา และกลุ่มผู้ให้ข้อมูล 3. เตรียมเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. ก าหนดวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล 5. ก าหนดวิธีการตรวจสอบข้อมูล 6. ก าหนดวิธีการวิเคราะห์ข้อมูล 7. ด าเนินการวิจัยตามขั้นตอนที่ก าหนดไว้ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง เพื่อศึกษาและท าความเข้าใจในหลายมิติ เพื่อให้สามารถวิเคราะห์ประเด็นที่ศึกษาได้อย่างลุ่มลึ
อ่านต่อ
ก น าสู่การพัฒนากรอบแนวคิดการวิจัยและแนวทางการศึกษา โดยใช้กระบวนการศึกษาวิจัย แบบหลายขั้นตอน ผู้วิจัยแบ่งการวิจัยออกเป็น 3 ขั้นตอน ดังนี้ 65 ขั้นตอนที่ 1 กำรวิจัยเชิงคุณภำพ การศึกษาในขั้นตอนนี้มีเป้าหมายในการศึกษาเพื่อท าเภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในจังหวัดมุกดาหารกับอุบลราชธานี ประเทศไทย และแขวงสะหวันนะเขตกับจ าปาสัก ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ด้วยวิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยอาศัยเทคนิคการวิจัยแนวมานุษยวิทยาวัฒนธรรม ซึ่งมีขอบเขตการศึกษา เครื่องมือ การสร้างเครื่องมือ การรวบรวมข้อมูล การตรวจสอบคุณภาพข้อมูล และการวิเคราะห์ข้อมูล รายละเอียดดังนี้ การศึกษาวิจัยเรื่อง เภสัชวัตถุพรรณนาในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว มีขอบเขตการศึกษา 3 ด้าน คือ ขอบเขตด้ำนพื้นที่ที่ศึกษำ การวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยก าหนดพื้นที่โดยสัมพันธ์กับผู้ให้ข้อมูลหลัก แบบยึดจุดมุ่งหมายของการศึกษาเป็นหลัก โดยผู้วิจัยเป็นผู้เลือก โดยเน้นความเหมาะสมกับแนวคิด จุดมุ่งหมาย และวัตถุประสงค์ของการศึกษา คือ ศึกษาและพรรณนาเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยเลือกพื้นที่เฉพาะเจาะจง (Purposive Selection) ในชุมชนที่มีใช้เภสัชวัตถุและบุญเด่นชัด และสนับสนุนด้วยกระบวนการทบทวนทางวิชาการและการลงพื้นที่จริง ผู้วิจัยจึงได้ท าการเลือกพื้นที่ อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ที่อยู่ของอาจารย์หมอเขียว ใจเพชร กล้าจน ผู้ค้นพบการแพทย์วิถีพุทธ ท่านเป็นหมอชาวไทลาวที่มีความโดดเด่นเรื่องการใช้เภสัชวัตถุและบุญในการรักษาโรค และตามทฤษฎีการแพร่กระจายทางวัฒนธรรม ที่มีแนวคิดว่า วัฒนธรรมจะแพร่กระจายจากจุดศูนย์กลาง หรือ จุดก าเนิด ไปตามพื้นที่เท่าที่จะไปได้ในเขตภูมิศาสตร์เดียวกันและยุคสมัยใกล้เคียงกัน ผู้วิจัยจึงเลือกพื้นที่แขวงสะหวันนะเขต ใน สปป.ลาว ที่อยู่ตรงข้ามกับจังหวัดมุกดาหาร โดยมีแม่น้ าโขงกั้นอยู่ ต่อมาผู้วิจัยพบว่า องค์ความรู้เรื่องบุญ ของอาจารย์ใจเพชร ได้รับอิทธิพลจากพ่อครูสมณโพธิรักษ์ สมณะชาวไทลาว ผู้น าชาวอโศก ที่ตั้งชุมชนหมู่บ้านชุมชนราชธานีอโศก อยู่ที่ จังหวัดอุบลราชธานี จึงเลือกพื้นที่นี้และแขวงจ าปาสัก ที่อยู่อีกฝั่งแม่น้ าเป็นพื้นที่ศึกษาเพิ่มเติม โดยสรุปพื้นที่ศึกษาในงานวิจัยนี้คือ อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร กับบ้านราชธานีอโศก ต าบลบุ่งไหม อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี และแขวงสะหวันนะเขตกับจ าปาสัก ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ขอบเขตด้ำนเนื้อหำ การศึกษาครั้งนี้ ผู้วิจัยก าหนดขอบเขตเนื้อหาตามข้อก าหนดในวัตถุประสงค์ของการศึกษา โดยศึกษาวิเคราะห์ สังเคราะห์ความสัมพันธ์เชื่อมโยงการใช้เภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ของผู้สูงอายุ และการท าบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทยและสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่เกี่ยวกับการรักษาโรค โดยการวิจัยแนวแนวมานุษยวิทยาวัฒนธรรม โดยมีรายละเอียด คือ 66 1. ศึกษาบริบทชุมชนกลุ่มชาติพันธุ์ไทลาว ในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน โดยศึกษาบริบท วัฒนธรรม ความเชื่อ ความคิด วิถีชีวิต การกระท า แบบแผนการกระท า ความหมาย ความสัมพันธ์ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสมาชิกในชุมชน สภาพสังคมที่เชื่อมโยงกับการใช้เภสัชวัตถุที่อยู่ในสวน ป่า และนา รวมถึงการใช้บุญในการรักษาโรค 2. ศึกษาบริบทภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 3. วิเคราะห์แยกสาระองค์ความรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในเรื่องเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญในประเทศไทย โดยแยกเป็นกลุ่มประเด็น ดังนี้ 3.1 ภูมิความรู้เกี่ยวกับเภสัชวัตถุ 3.2 ความส าคัญของสวน ป่า นาแหล่งที่มาของเภสัชวัตถุ 3.3 ภูมิความรู้เกี่ยวกับบุญในการสร้างและฟื้นฟูสุขภาพ 3.4 ความสัมพันธ์ของเภสัชวัตถุและบุญในการสร้างและฟื้นฟูสุขภาพ ขอบเขตด้ำนบุคคลที่ศึกษำ บุคคลที่ศึกษาตามจุดประสงค์ ข้อที่ 1 คือ ศึกษาและส ารวจการใช้เภสัชวัตถุ และบุญในการรักษาโรคของผู้สูงอายุในจังหวัดมุกดาหารกับอุบลราชธานี ประเทศไทย และแขวงสะหวันนะเขตกับ แขวงจ าปาสัก ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้เทคนิคการวิจัย ลงภาคสนามสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึก (In - depth interview) เลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) โดยอาศัยความรอบรู้ ความช านาญและประสบการณ์ของผู้ท าวิจัยด้วยเทคนิค Judgement Sampling ประกอบด้วย หมอพื้นบ้าน พระสงฆ์ ผู้สูงอายุ ผู้เคยใช้เภสัชวัตถุ และหรือบุญในการรักษาโรคผู้ร่วมรักษา ญาติและประชาชนทั่วไป เป็นผู้ให้ข้อมูลหลัก จ านวนผู้ให้ข้อมูลหลักขึ้นกับความอิ่มตัวของข้อมูล ในงานวิจัยนี้มีผู้ให้ข้อมูลหลักรวมจ านวน 60 คน โดยแบ่งเป็นประเทศไทย 35 คน และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว 25 คน เครื่องมือในกำรศึกษำ ขั้นตอนการวิจัยเชิงคุณภาพ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ใช้เทคนิคการศึกษาหลายวิธีเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูล ข้อเท็จจริง ลดช่องว่างระหว่างผู้วิจัยและผู้ให้ข้อมูล เสมือนผู้วิจัยเป็นคนใน (Insider) ของท้องถิ่นและสร้างบรรยากาศการเป็นกันเอง มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นซึ่งกันและกันได้อย่างราบรื่น ดังนั้นเครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย ในระยะของการวิจัยเชิงคุณภาพมีดังนี้ 1. ตัวผู้วิจัย เป็นเครื่องมือส าคัญในการเก็บข้อมูล เป็นผู้สังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม เป็นผู้ตั้งค าถาม จดบันทึก วิเคราะห์ข้อมูลในทุกขั้นตอนการเก็บข้อมูล สร้างสัมพันธภาพเป็น 67 กันเองกับผู้ให้ข้อมูล เก็บข้อมูลอย่างกว้าง ๆ และสามารถเจาะลึกได้ทันทีเมื่อปรากฏข้อมูลที่น่าสนใจในประเด็นที่ศึกษา ผู้วิจัยบันทึกข้อมูลภาคสนามลงในสมุดบันทึกที่ได้จากการสังเกต สัมภาษณ์ ประเด็นข้อคิดเห็นต่าง ๆ ที่ได้จากผู้ให้ข้อมูล และคัดสรรบทสัมภาษณ์จากผู้ให้ข้อมูลเหล่านั้น น ามาสร้างแบบสอบถาม เตรียมการส าหรับการวิเคราะห์องค์ประกอบ รวมทั้งการบันทึกข้อสังเกต และการวิเคราะห์ของผู้วิจัยเองในช่วงที่เข้าศึกษาหาข้อมูลในพื้นที่ 2. อุปกรณ์ในการเก็บข้อมูล เช่น กล้องถ่ายภาพนิ่งและภาพเคลื่อนไหว ก่อนถ่ายภาพผู้วิจัยจะขออนุญาตผู้ให้ข้อมูลก่อนทุกครั้ง เครื่องบันทึกเสียงใช้ประกอบการสัมภาษณ์เจาะลึก ก่อนการบันทึกเสียงทุกครั้งผู้วิจัยจะแจ้งและขออนุญาตผู้ให้ข้อมูลก่อนทุกครั้ง สมุดจดบันทึกภาคสนาม เพื่อบันทึกการสัมภาษณ์เจาะลึกและข้อมูลที่ได้จากการสังเกตการณ์ 3. แบบสัมภาษณ์ เป็นแนวค าถามแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ก าหนดหัวข้อที่จะสอบถามและใช้เก็บข้อมูลแบบเจาะลึกเพื่อทราบถึงการใช้เภสัชวัตถุ และบุญในการรักษาโรคของผู้สูงอายุ โดยใช้การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม บันทึกภาพ บันทึกเสียง ศึกษาข้อมูลจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และมีการออกเก็บข้อมูลภาคสนามจริงแล้วน้าข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ 4. ผู้ช่วยผู้วิจัย เป็นผู้ช่วยในการเก็บรวบรวมข้อมูล 5. ผู้ประสานงานพื้นที่เก็บข้อมูล กำรสร้ำงเครื่องมือ การสร้างเครื่องมือหรือกรอบการสัมภาษณ์ เพื่อเก็บข้อมูลในการวิจัยครั้งนี้ ผู้วิจัยสร้างเครื่องมือ คือแบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง โดยก าหนดขั้นตอนและวิธีการสร้างเครื่องมือดังนี้ 1. ในการวิจัยเชิงคุณภาพ เป็นการสร้างกรอบการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างเพื่อเก็บข้อมูล โดยการศึกษาข้อมูลเบื้องต้น เพื่อใช้เป็นความรู้พื้นฐานในการก าหนดกรอบการสัมภาษณ์ ให้ครอบคลุมประเด็นที่จะศึกษา ศึกษาจากเอกสาร งานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และจากการลงภาคสนาม มีพูดคุยสัมภาษณ์เบื้องต้นกับผู้ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ 2. ศึกษาข้อมูลภาคสนามชุมชนใน อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร และบ้านราชธานีอโศก อ าเภอวารินช าราบ จังหวัดอุบลราชธานี ประเทศไทย และสะหวันนะเขตและจ าปาสัก ในสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว แล้วน าข้อมูลที่ได้มาสร้างกรอบการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ให้ครอบคลุมในประเด็นที่ศึกษา ประกอบไปด้วย 2.1 ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย ชื่อ–สกุล อายุ ที่อยู่ 2.2 ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับประเด็นที่เชื่อมโยงเภสัชวัตถุ และบุญในการรักษาโรคของผู้สูงอายุ ตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ดังนี้ 68 2.2.1 ค าถามเกี่ยวกับบริบทสวน ป่า นา และการใช้เภสัชวัตถุในการรักษาโรค ของกลุ่มเป้าหมาย ค าถามหลักประกอบด้วย ที่บ้านท่านปลูกพืชอะไรบ้าง พืชใดบ้างที่มีประโยชน์ด้านยา หรือด้านสุขภาพ ถ้ามีช่วยอธิบายโรคหรืออาการที่เป็น และการรักษาที่ท่านใช้ ท่านมีการใช้สิ่งอื่น ๆ มาเป็นยารักษาโรค หรือดูแลสุขภาพอีกหรือไม่ (เช่นสิ่งที่ได้มาจากป่า) เป็นต้น 2.2.2 ค าถามเกี่ยวกับกิจกรรมท าบุญของผู้สูงอายุ ความเชื่อเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของการใช้เภสัชวัตถุร่วมกับบุญในการรักษาโรค 3. ตรวจสอบกรอบการสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง แล้วน าเสนออาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญ ตรวจสอบความถูกต้องและเหมาะสม เพื่อให้สามารถน าไปใช้ในการเก็บข้อมูลภาคสนามได้อย่างมีประสิทธิภาพและครอบคลุม กำรเก็บรวบรวมข้อมูล ขั้นตอนข้อมูลเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสาร งานวิจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และศึกษาข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ การเก็บข้อมูลภาคสนาม โดยเริ่มจากการศึกษาข้อมูลต่าง ๆ ในพื้นที่ ข้อมูลด้านกายภาพ โดยใช้เทคนิคหลากหลายวิธีของการวิจัยเชิงคุณภาพแนวมานุษยวิทยาการแพทย์โดยการสังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม การสัมภาษณ์อย่างเป็นทางการ และไม่เป็นทางการ รวมทั้งการสัมภาษณ์เจาะลึกด้วยการเขียนพรรณนาแบบลุ่มลึก (Thick Description) วิธีการเก็บข้อมูลในการท าวิจัยในครั้งนี้ มีดังต่อไปนี้ 1. การศึกษาเอกสาร งานวิจัยที่เกี่ยวข้องจากหนังสือ บทความวิชาการ วิทยานิพนธ์ และเอกสารต่าง ๆ เพื่อน ามาใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการศึกษาวิเคราะห์ และสังเคราะห์ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากแหล่งเรียนรู้ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ เช่น 1.1 ฐานข้อมูลโครงการเครือข่ายห้องสมุดในประเทศไทย (ThaiLIS - Thai Library Integrated System) ส านักงานคณะกรรมการอุดมศึกษา ttp://tdc.thailis.or.th/tdc/basic.php 1.2 คลังข้อมูลงานวิจัยไทย (Thai National Research Repository : TNRR) http: //www.tnrr.in.th 1.3 ส านักวิทยบริการและเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ 1.4 ส านักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยรามค าแหง 1.5 หอสมุดปรีดี พนมยงค์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ 1.6 ส านักงานวิทยทรัพยากร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย [หอสมุดกลาง] 2. การเก็บข้อมูลภาคสนามเชิงคุณภาพ ผู้วิจัยใช้เทคนิคที่หลากหลาย ดังนี้ 2.1 สังเกตการณ์แบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม (Participant Observation and Non Participant Observation) โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลจากการสังเกตพฤติกรรมของพระสงฆ์ หมอพื้นบ้าน ผู้สูงอายุและครอบครัว รวมทั้งประชาชนทั่วไป ผู้วิจัยจะสังเกตร่วมด้วยในประเด็น 69 เกี่ยวกับสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย บริบท ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ ความคิด ที่เกี่ยวกับบริบทของสวน ป่า นา และการใช้เภสัชวัตถุ และบุญในการรักษาโรค ขณะเก็บข้อมูลผู้วิจัยเข้าไปสร้างความคุ้นเคย กับผู้ให้ข้อมูล ครอบครัว คนในชุมชนเพื่อท าการสัมภาษณ์เจาะลึกเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อมูลในประเด็นที่ศึกษา 2.2 สัมภาษณ์อย่างไม่เป็นทางการ (Informal Interview) ตามกรอบแบบสัมภาษณ์ กึ่งโครงสร้าง เป็นการพูดคุยกับพระสงฆ์ หมอพื้นบ้าน ผู้สูงอายุและครอบครัว รวมทั้งชาวบ้าน ในชุมชนในเรื่องบริบททางสังคม ความเชื่อ ความคิด วัฒนธรรม ประเพณีในชุมชน สัมภาษณ์เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของหมู่บ้าน สภาพสังคม วัฒนธรรม ความเชื่อ ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีการด าเนินชีวิตของชาวบ้าน เพื่อให้ได้ข้อมูลด้านบริบททางสังคมและวัฒนธรรม เป็นการสัมภาษณ์พูดคุยจากบุคคลในชุมชน และกลุ่มบุคคลที่เป็นกรณีศึกษา โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง 2.3 การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก โดยใช้กรอบการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง เป็นวิธีการหลักที่ผู้วิจัยใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เนื่องจากจะได้ข้อมูลที่ละเอียด ลึก กว้างมากกว่าวิธีอื่น พร้อมยังได้สังเกตผู้ถูกสัมภาษณ์ขณะให้ข้อมูล และสิ่งแวดล้อมรอบตัวผู้ให้ข้อมูลด้วย ผู้วิจัยใช้การสัมภาษณ์แบบเจาะลึก ร่วมกับการไต่ถามประเด็นที่ไม่ชัดเจน การใช้ค าถามปลายเปิด การสังเกต เพื่อให้ผู้ให้ข้อมูลได้เล่าถึงประสบการณ์และความรู้สึกของตนอย่างสบายใจ ผสมผสานกับเทคนิคการฟังอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครอบคลุม หรือจนกระทั่งข้อมูลอิ่มตัว ผู้วิจัยได้เก็บข้อมูลโดยสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ พระสงฆ์ หมอพื้นบ้าน ผู้สูงอายุและครอบครัวผู้เคยใช้เภสัชวัตถุ และหรือบุญ ในการรักษาโรค และประชาชนทั่วไป กำรตรวจสอบคุณภำพของข้อมูล ข้อมูลเชิงคุณภาพที่ได้จากการเก็บข้อมูลภาคสนาม ในแต่ละวันที่ออกเก็บข้อมูล ผู้วิจัยจะน าข้อมูลที่ได้มาตรวจสอบความครบถ้วนของข้อมูล โดยน าข้อมูลมาท าการแยกแยะข้อมูลออกเป็นหมวดหมู่ตามประเด็นที่ได้ ผู้วิจัยได้ท าการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า (Triangulation Method) ซึ่งเป็นการใช้หลายวิธีหรือความหลากหลายในการเก็บข้อมูล แล้วน าข้อมูลนั้นมาตรวจสอบว่าตรงกันหรือไม่ คือการตรวจสอบแหล่งที่มาของข้อมูลทั้งในด้านเวลา สถานที่ และบุคคล ให้ครบ 3 ด้าน ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าข้อมูลและผลการวิจัยถูกต้อง น่าเชื่อถือและตรงกับความเป็นจริง เป็นการตรวจสอบทั้งด้านข้อมูล ด้านวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูล ซึ่งมีวิธีการตรวจสอบข้อมูลมีดังนี้ 1. การตรวจสอบสามเส้าทางด้านข้อมูล (Data Triangulation) เพื่อลดความไม่สมบูรณ์ของข้อมูลหนึ่งจากการเติมเต็มของอีกข้อมูลหนึ่ง และเพิ่มความน่าเชื่อถือของข้อมูล โดยการตรวจสอบความแน่นอนของค าพูดในเรื่องเดียวกันแต่ต่างเวลา สถานที่ และบุคคล และพิจารณาว่าข้อมูลที่ได้มาจากจุดต่าง ๆ เป็นข้อมูลที่เหมือนกันหรือไม่ ถ้าข้อมูลที่ได้มา เหมือนกันหรือซ้ า ๆ กัน ผู้วิจัยถือว่า ข้อมูลนั้นเชื่อถือได้ และตรงกับความเป็นจริง 70 1.1 เวลา หมายถึง การน าข้อมูลที่ได้จากการสังเกตและสัมภาษณ์กลุ่มคนในพื้นที่ประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ได้รับข้อมูลต่างเวลากัน มาตรวจสอบเปรียบเทียบผลว่าข้อมูลที่ได้มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร 1.2 สถานที่ หมายถึง การน าข้อมูลที่ได้จากการสังเกตและสัมภาษณ์กลุ่มคนในพื้นที่ที่ต่างกันในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ที่ได้รับข้อมูลต่างสถานที่กันมาตรวจสอบเปรียบเทียบผลว่าข้อมูลที่ได้มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร 1.3 บุคคล หมายถึง การน าข้อมูลที่ได้จากการสังเกตและสัมภาษณ์กลุ่มคนในพื้นที่ในประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว โดยใช้ค าถามเดียวกันแต่คนตอบไม่ซ้ ากัน น าข้อมูล ที่ได้มาตรวจสอบเปรียบเทียบผลว่าข้อมูลที่ได้มีความเหมือนหรือต่างกันอย่างไร 2. การตรวจสอบสามเส้าทางด้านวิธีการเก็บรวบรวมข้อมูลหลายวิธี (Methods Triangulation) เพื่อลดความบกพร่องและความล าเอียงที่เกิดจากการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการเดียว ด้วยการน าข้อมูลที่ได้จากการสัมภาษณ์ การสังเกต และการอ่านเอกสาร ข้อมูลที่มาจากการเก็บข้อมูลที่ต่างกันแต่มีความสอดคล้องกัน จะมีความน่าเชื่อถือของข้อมูลเพิ่มขึ้น กำรวิเครำะห์ข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยได้ท าการวิเคราะห์ สังเคราะห์จากเอกสาร การสัมภาษณ์ การสังเกตแบบมีส่วนร่วมและไม่มีส่วนร่วม และการส ารวจภาคสนาม กระบวนการวิเคราะห์เบื้องต้นได้ด าเนินการควบคู่ไปกับการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังกล่าวแล้ว บันทึกผลการวิเคราะห์ข้อมูลในลักษณะของการพรรณนา (Descriptive Analysis) โดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา (Content Analysis) โดยน าข้อมูลที่ได้มาจ าแนก จัดประเภทของข้อมูลที่ยึดหลักตามค าถามและวัตถุประสงค์การวิจัย ขั้นตอนที่ 2 กำรวิจัยเชิงปริมำณ เพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ข้อที่ 2 คือ วิเคราะห์องค์ประกอบของเภสัชวัตถุในสวน ป่า นาที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย เพื่อยืนยันข้อมูลด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ หลังการรวบรวมข้อมูลเนื้อหาเชิงคุณภาพแล้ว ผู้วิจัยด าเนินการเพื่อยืนยันข้อมูล ด้วยการน าสาระองค์ความรู้ที่เป็นข้อค้นพบ และผ่านการตรวจสอบความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือของข้อมูลแล้ว มาจัดหมวดหมู่สาระองค์ความรู้ แล้วจัดท ากระทงค าถามในประเด็นเภสัชวัตถุในสวน ป่า นาที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย ในกลุ่มตัวอย่างที่เลือกแบบเจาะจงในพื้นที่ศึกษา ตรวจสอบความสมบูรณ์ของแบบสอบถาม และน ามาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงสถิติ เพื่อยืนยันข้อค้นพบ 71 พื้นที่ศึกษำและประชำกรกลุ่มตัวอย่ำง เพื่อให้ได้ข้อมูลเชิงปริมาณที่สามารถสนับสนุน ยืนยัน ความหนักแน่น และน่าเชื่อถือมากขึ้น ของข้อค้นพบจากการส ารวจเชิงคุณภาพก่อนหน้า ผู้วิจัยเลือกใช้การวิจัยเชิงปริมาณ ด้วยเทคนิคการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงส ารวจ (Exploratory Factor Analysis) ซึ่งคอมเรย์ และลี (Comrey and Lee. 2013 : 213 - 220) กล่าวว่าจ านวนตัวอย่างที่เพียงพออย่างคร่าว ๆ ในการท าการวิเคราะห์องค์ประกอบมีระดับดังนี้ ระดับแย่มาก - 50 ตัวอย่าง, ระดับแย่ – 100 ตัวอย่าง, ระดับกลาง fair - 200 ตัวอย่าง, ระดับดี – 300 ตัวอย่าง ระดับดีมาก – 500 ตัวอย่าง และระดับดีเยี่ยม – 1,000 ตัวอย่าง ผู้วิจัยจึงก าหนดจ านวนกลุ่มตัวอย่างที่ 500 คน กลุ่มผู้ให้ข้อมูลการวิจัยเชิงปริมาณ โดยการเลือกกลุ่มตัวอย่างจากประชากรในพื้นที่วิจัยแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ประกอบด้วย ผู้สูงอายุที่เคยผ่านประสบการณ์ใช้เภสัชวัตถุ และหรือบุญในการรักษาโรค รวมทั้งสมาชิกในครอบครัว และประชาชนทั่วไป จ านวน 500 คน โดยเลือกเก็บในพื้นที่ที่ใช้เภสัชวัตถุ และบุญในการรักษาโรค คือใช้พื้นที่จัดค่ายสุขภาพแพทย์วิถีพุทธ จ านวน 4 พื้นที่คือ ภาคอีสานที่สวนป่านาบุญ 1 อ าเภอดอนตาล จังหวัดมุกดาหาร ภาคใต้ที่สวนป่านาบุญ 2 อ าเภอชะอวด จังหวัดนครศรีธรรมราช ภาคกลางที่สวนป่านาบุญ 9 อ าเภอดอนเจดีย์ จังหวัดสุพรรณบุรี และภาคเหนือที่ฮอมบุญอโศก จังหวัดแพร่ และพื้นที่ของชาวอโศก แหล่งที่มีภูมิรู้เรื่องสวน ป่า นา การท ากสิกรรมไร้สารพิษ ควบคู่กับการปฏิบัติธรรม โดยก าหนดพื้นที่ 4 พื้นที่คือ ภาคอีสานที่พุทธสถานราชธานีอโศก จังหวัดอุบลราชธานี ภาคใต้ที่สังฆสถานทะเลธรรม จังหวัดตรัง ภาคกลางที่พุทธสถานสันติอโศก กรุงเทพมหานคร และภาคเหนือที่พุทธสถานไพศาลี จังหวัดนครสวรรค์ เครื่องมือ และกำรสร้ำงเครื่องมือ เครื่องมือที่ใช้ในขั้นตอนนี้ คือแบบสอบถาม การสร้างแบบสอบถาม ในระยะของการวิเคราะห์องค์ประกอบ เพื่อยืนยันข้อมูลด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ เพื่อส ารวจเกี่ยวกับเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย ผู้วิจัยสร้างแบบสอบถามขึ้นเอง โดยมีขั้นตอนดังนี้ 1. ศึกษาทฤษฎี และเอกสารงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย รวมทั้งข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์ จัดหมวดหมู่ประเด็นข้อค้นพบ จากการวิจัยเชิงคุณภาพในระยะแรก น ามาเรียบเรียงเป็นกรอบข้อกระทงค าถาม 2. สร้างแบบสอบถาม โดยแบ่งเป็น 2 ตอน คือ ตอนที่ 1 ข้อมูลทั่วไปของผู้ให้ข้อมูล ประกอบด้วย อายุ อาชีพ ** ตอนที่ 2 ข้อมูลเกี่ยวกับความรู้เรื่องเภสัชวัตถุในสวน ป่า นา ที่สัมพันธ์กับบุญของผู้สูงอายุในประเทศไทย ใช้แบบมาตรวัดประมาณค่า (Rating Scale) 5 ตัวเลือก คือ มากที่สุด มาก ปานกลาง น้อยและน้อยที่สุด โดยมีเกณฑ์การให้คะแนนแบ่งเป็น 5 ระดับ คือ 72 ระดับความคิดเห็น ระดับคะแนน น้อยที่สุด 1 น้อย 2 ปานกลาง 3 มาก 4 มากที่สุด 5 3. ตรวจสอบเครื่องมือ ด้วยการทดสอบความเที่ยงตรง (Validity) ผู้วิจัยน าแบบสอบถามที่สร้างขึ้นให้ผู้ทรงคุณวุฒิและผู้เชี่ยวชาญพิจารณาและตรวจสอบความเที่ยงตรงของเนื้อหา (Content Validity) และความเหมาะสมของภาษาที่ใช้ ก่อนน ามาปรับปรุงตามข้อเสนอแนะ 4. ตรวจสอบเครื่องมือ ด้วยการทดสอบความเชื่อมั่น (Reliability) ผู้วิจัยน าแบบสอบถามที่ปรับปรุงแก้ไขแล้วจากผู้ทรงคุณวุฒิ และผู้เชี่ยวชาญไปท าการทดลองใช้ (Try - Out) จ านวน 30 ชุด กับกลุ่มประชากรที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงกับกลุ่มตัวอย่างเพื่อตรวจสอบว่าค าถามสามารถสื่อความหมายตรงตามความต้องการและมีความเหมาะสมหรือไม่ มีความยากง่ายเพียงใด ผู้วิจัยก าหนดผู้สูงอายุที่มาร่วมงานที่มาอบรมที่ศูนย์เรียนรู้สุขภาพพึ่งตน สวนป่านาบุญ 1 จ านวน 15 คน และที่มาร่วมงานพุทธาภิเษก ที่ชุมชนราชธานีอโศกจ านวน 15 คน รวมเป็น 30 คน จากนั้นจึงน ามาทดสอบความเชื่อมั่นของแบบสอบถาม โดยใช้โปรแกรมส าเร็จรูป SPSS ในการหาความเชื่อมั่น โดยใช้สูตรหาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค (Cronbach’s Alpha Coefficient) ด้วยเทคนิคอาศัยค่าความแปรปรวนของคะแนนเพื่อดูความสอดคล้องภายในของเครื่องมือ (Internal Consistency) ถ้าเครื่องมือวัดมีความน่าเชื่อถือสูง ก าหนดค่ามาตรฐานสากลที่ก าหนดไว้ที่ 0.80 รวมถึงการพิจารณาค่า Cronbach's Alpha if Item Deleted รายข้อค าถาม เพื่อดูว่ามีข้อค าถามใดถ้าตัดออกและท าให้ค่า Cronbach's Alpha เพิ่มขึ้นหรือไม่ เพื่อจัดท าแบบสอบถามฉบับสมบูรณ์ เพื่อน าไปใช้ในการเก็บข้อมูล กำรเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจัยและผู้ช่วยวิจัยด าเนินการแจกแบบสอบถามด้วยตนเอง ให้กลุ่มตัวอย่าง จากประชากรในพื้นที่วิจัยแบบเจาะจง (Purposive Sampling) คือผู้สูงอายุที่เคยผ่านประสบการณ์ใช้เภสัชวัตถุ และหรือบุญในการรักษาโรค รวมทั้งสมาชิกในครอบครัว และประชาชนทั่วไป จ านวน 500 คน และท าการตรวจสอบความสมบูรณ์ของการตอบแบบสอบถาม ก่อนออกจากพื้นที่ทุกครั้ง โดยช่วงเวลาในการจัดกระท าข้อมูล ด าเนินการระหว่างเดือนมิถุนายน - กรกฎาคม พ.ศ. 2561 กำรวิเครำะห์ข้อมูลและกำรประมวลผล การประมวลข้อมูล (Data Organization) ด้วยการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลในแบบสอบถามและความสมบูรณ์ของเนื้อหารวมทั้งจ านวนที่ได้รับมาประมวลโดยไม่น้อยกว่า ร้อยละ 73 95 ของจ านวนตัวอย่าง หากไม่ถูกต้อง ไม่สมบูรณ์และจ านวนที่ได้รับไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่ก าหนดจะต้องด าเนินการเก็บรวบรวมข้อมูลให้ได้ครบตามเกณฑ์ การวิเคราะห์ข้อมูลจากแบบสอบถามนั้น ผู้วิจัยใช้สถิติซึ่งประกอบด้วย การหาค่าเฉลี่ย ร้อยละ และการวิเคราะห์องค์ประกอบ การวิเคราะห์ข้อมูล (Data Analysis) ข้อมูลที่ได้จากการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ด้วยการแปลความหมายและจัดแยกแยะข้อมูลออกเป็นหมวดหมู่ตามกรอบแนวคิด ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลในแบบสอบถามเชิงส ารวจ วัดค่าตัวแปรต่าง ๆ และการวิเคราะห์ต
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive