วิญญาณฐีติ ข้อที่ 1.docx
เนื้อหาในไฟล์
วิญญาณฐีติ ข้อที่ 1 วิญญาณฐีติ 7 เล่ม 11 [335] วิญญาณฐิติ 7 อย่าง 1. ดูกรผู้มีอายุทั้งหลาย มีสัตว์พวกหนึ่งมีกายต่างกัน มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์และพวกเทพบางพวก พวกวินิปาติกะบางพวก นี้วิญญาณฐิติข้อที่หนึ่ง พ่อครูว่า…คำว่าต่างกันคนนึงคือผู้ที่โลกียยึดอยู่เพียงแค่ความรู้โลกียะ อีกคนหนึ่งเป็นความรู้โลกุตระต่างกัน เพราะฉะนั้นกายต่างกัน คนที่เป็นโลกียะ กับคนโลกุตระก็จะเห็น กายต่างกัน เพราะสัญญาของสองคนนี้ต่างกัน สัญญาของคนหนึ่งเป็นโลกียะ สัญญาของอีกคนนึงเป็นโลกุตระ คนที่เห็นอย่างโลกียจะมีนัยที่ต่างกันไปได้นับไม่ถ้วน เพราะมันยังรวมจุดสัจธรรมไม่ได้ ไม่เข้าหาสัจะเป็นหนึ่งเดียวในโลก ไม่นำพาไปหาก้นกรวย แนะนำไปหาแต่ปากกรวย ไม่มีจบหรอก อย่างคุณเดชาที่ถามมา อย่าไปคิดฟุ้งซ่านเป็นโลกจินตา อย่างพระศาสดาของเทวนิยมมากมาย แต่อเทวนิยมมีหนึ่งเดียวคือศาสนาพุทธในมหาจักรวาลนี้ แล้วที่คุณฟุ้งซ่านไปมันรู้ไปด้วยไม่ได้ คุณก็หาสมมุติมาใหม่ก็ไปหลงสมมุติอันใหม่อีก แล้วคนที่สร้างสมมุติใหม่นั้นได้เป็นศาสดา มันก็เลยวนอยู่ไหนโลกียะแย่างเก่า ไม่มีอื่นหรอก เป็นแต่เพียงว่ายึดถือของตัวเองที่มี นัยยะ มุมเหลี่ยม ตัวเองผสมส่วนต่างกันเท่านั้นเอง เหมือนกับคุณ ตำแจ่ว ทำน้ำพริก น้ำพริกคืออันเดียว แล้วพระพุทธเจ้าก็ไปแยกแยะน้ำพริกให้ได้ คุณไม่ต้องไปเอานี้น้ำพริกของแม่ประณี นี่น้ำพริกเผาแม่ประนอม นี่น้ำพริกแม่ประโณ นี่น้ำพริกแม่ปลาเน่า คุณก็สร้างของคุณไปได้เรื่อยๆ แม่ปลาเน่าแล้วไม่พอ ก็ยังมีแม่ปลาท้องขึ้นท้องเฟ้อ พูดให้มันดูน่าเกลียดน่าชัง ไม่น่าจะไปสมมติต่อ ให้มาเรียนรู้ภาวะ 2 อย่าทิ้งภายนอก ย้ำ!!..อย่าทิ้งภายนอก เอาแต่ภายในไม่มีทางบรรลุธรรม ภายนอกมีตลอดอยู่ด้วย แล้วคุณก็เรียนรู้ภายใน ภายนอกเราเรียกเต็มๆว
อ่านต่อ
่า กามภพ แล้วก็รูปภพ และอรูปภพ นี่คือภพ3 ผู้ที่มีเรียนรู้ กามภพ แล้วไปนั่งหลับตาปฏิบัติคุณไม่มีโลกที่จะปฏิบัติแล้ว คุณมีแต่สมมติ ว่างๆ อันหนึ่ง เพราะคุณไม่รู้ฐานจริงของความเป็นโลกของความเป็น กามภพ รูปภพ อรูปภพ คุณไม่มีเลย กามภพ รูปภพ อรูปภพ มันจะหุ้มห่อกันอยู่ 3 ที่เรียกว่า โลก แต่คุณทิ้งโลกไปเลย แล้วเข้าหาข้างใน คุณไม่ได้นะ ว่าคุณไม่มี กามภพ เลย เมื่อคนไม่เรียนรู้กามแล้วลอกกามออกให้หมด แล้วจะเหลือแกนที่เหลือคือรูป อรูป แล้วคุณจึงมีรูปให้เรียน แล้วจึงรู้อรูปภายใน ก็ลอกออกอีก เรียนรู้อรูป จัดการอรูปให้หมดไป จึงหมดภพ 3 แต่นี่คุณไม่มีกามภพ รูปภพ อรูปภพเลย คุณก็เลยหลับตาแล้วเข้าไปหา อรูป กิเลส ต้องมี ตาหูจมูกลิ้นกาย ถึงจะมีกิเลสทุกอย่าง ถ้ากิเลสไม่เริ่มตั้งแต่กาย ไม่เริ่มตั้งแต่กาม มีแต่กิเลสเพ้อฝัน กิเลสซึ่งคุณสมมติเอง มันยากหน่อยนะ มันมีแต่คุณสร้างความสมมุติขึ้นมาเองในความไม่มี รูป อรูป จะมีได้ คุณต้องลอกกามที่เป็นเปลือกของกามก่อน แล้วคุณจะเจอ รูป จะลอกกิเลสรูปอีก เหลืออรูป ก็ลอกออกจนหมด ก็จะหมดกิเลสภพทั้ง3ภพ แต่นี่คุณไม่มีตั้งแต่แรกก็จินตนาการโดยหลับหูหลับตาสร้างภพเอง คุณไปปั้นภพใหม่นะ ไม่ได้มีการพบเจอกิเลสสามขั้นเลย แต่คุณไปหลับตาปุ๊บ คุณไม่มีแล้วตั้งแต่ …. จะเรียนรู้ภพของเปลือก สอง ของเนื้อ สามของเม็ดภายใน คุณไม่มีเลยนะแล้วคุณก็หลับตาเข้าไปที่จะไปทำลายกิเลส คนไม่มีลูกกล้วยนี้เลย แต่คุณก็สร้างเนื้อกล้วย ตัวที่คุณสมมุติเองเพราะคุณไม่มี กล้วย แล้วคุณก็นึกว่ามี กล้วย แล้วจะสลายเนื้อสลายเม็ดกล้วยให้หมดไป คุณจะเอาอะไรมาสลาย ก็เป็นเพียงคุณไปสร้างภพใหม่ มันเป็นนิรมาณกาย เป็นกาย ที่ไม่มีตั้งแต่ภายนอกแล้ว กายต้องมีภายนอก แต่คุณ นิรมาณกาย นิร คือไม่มี มาณ คือใจ คุณเอาใจไปสมมุติว่ามันมี กล้วยทั้งลูกมันไม่มี ที่คุณสมมติ จึงเป็นกายที่ไม่มีเลย นิรมาณกาย ทั้งสิ่งที่ถูกรู้เป็น object และสิ่งที่รู้ ที่เป็น Subject คุณก็บอกว่ามีแล้วก็ไปบอกคนอื่นที่นึกว่ามีเหมือนกันก็มาร่วมรู้อันนี้เป็น สัมโภคกาย แต่ละคนต่างบอกว่ามีเหมือนกัน ที่จริงแล้วมันเป็น อทิสมานกาย พวกนี้น่าสงสารมาก พวกหลับตาปฏิบัติธรรมจึงฟุ้งซ่านอยู่กับนิรมานกาย อย่างเช่นอาจารย์มั่น นั่งเข้าไปแล้วก็ไม่รู้จักเทวดา เสร็จแล้วก็โอ้โหยิ่งใหญ่ จนกระทั่งพวกเทวดาทั้งหลายแหล่นี้รู้จักกิจกรรมของอาจารย์มั่น ก็พากันมาเรียนกับอาจารย์มั่น เทวดาเยอรมันเทวดาจากแดนไหนๆก็มา ถามว่าเทวดาเยอรมันใช่เทวดาที่มาเรียนกับอาจารย์มั่นมันมีตัวตนไหม...ไม่มี พวกเรารู้กันดี ที่อาตมาพูดถึงอาจารย์มั่นอีกแล้วมันน่าสงสารลูกศิษย์อาจารย์มั่นลูกศิษย์อาจารย์มหาบัวที่มีอีกเยอะแยะที่เป็นพวกเดียรถีย์เก่า ไม่ใช่คนพุทธ ไม่ใช่ลูกศิษย์พระพุทธเจ้าเลย อาตมาพูดถูกต้องที่สุดแต่แรงมากเลยนะ กระทบคนที่เขาติดยึด เท่ากับด่าเขาเลย แต่อาตมาพูดสัจธรรมให้ฟัง บอกความถูกความผิดให้คุณรู้ตัว คุณจะรู้ตัวบ้างไหมหนอ ถ้าศาสนาพุทธรู้อันนี้ได้นะ โอ้โห ประเทศไทยจะกระเตื้องขึ้นมามาก ซึ่งมันยังไม่หมดเนื้อแท้ของพุทธที่เป็นโลกุตระ ก็ยังพอหลงเหลือต่อมา พอมาในหลวงร.9 ท่านก็เอาโลกุตระมาเป็นพฤติกรรม ท่านก็ทรงพระจริยวัตรประพฤติรับใช้ประชาชนโดยไม่มีตัวตน ยิ่งใหญ่กว่านักการเมืองที่บอกว่าจะมารับใช้ประชาชน แต่ในหลวงนั้นต้องรับใช้ประชาชนยิ่งใหญ่กว่านายกรัฐมนตรีคนไหนหมด รับใช้ประชาชนยิ่งกว่านายกยิ่งกว่ารัฐมนตรีทุกคน ในหลวงรัชกาลที่ 9 นี้ ท่านทรงงานตลอด ไม่ได้หยุด แม้แต่เวลาบรรทม ทำงานตลอด เวลาป่วยเวลาประชวร ยังทำงานเลย รับใช้ประชาชนขนาดนั้นนี่แหละนักการเมืองตัวจริง ยิ่งกว่า นายกและรัฐมนตรีรวมตัวกันทั้งหมดทุกกระทรวงเลยจริงไหม พอเข้าใจไหม คือ รู้สาระที่แท้ที่ทำงานมา อาตมาก็เช่นเดียวกัน คนยังไม่รู้หรอก ว่าอาตมา ตั้งแต่อาตมาออกมา พ.ศ. 2513 จนถึงทุกวันนี้ อาตมาเลิกตัวเองที่จะทำงานส่วนตัวเด็ดขาดเลย ออกมารับราชการ ราช คือ ธรรมิกราช อาตมามาทำงานให้ราชาธรรมิกราช มาทำราชการทางธรรมะจนถึงทุกวันนี้ ไม่หยุดหย่อนไม่มีวันเสาร์วันอาทิตย์ ไม่มีเวลา แม้แต่นอน หลับลงไป ก็ยังปรุง ควรจะมีทำอะไรที่จะทำต่อ ที่จะขยายต่อ มาบอกพวกเรา มาช่วยพวกเราให้รู้ต่อ แล้วก็อยู่อย่างนี้มีชีวิตอย่างเบิกบานร่าเริงสดชื่น เพราะธรรมะนี้ยิ่งใหญ่ อาตมาเป็นผู้ที่มีธรรมะ แล้วเอาธรรมะโลกุตระที่มันสูญหายไปแล้วจากโลก เอามาขยาย แล้วมาอธิบายมาแก้กลับ จากสิ่งที่ผิดเพี้ยนผิดไปเป็นของนอกรีต เป็นของเดียรถีย์เป็นของชาวเทวนิยม ตั้งแต่คำว่า “ฌาน” คำว่า “สมาธิ” สมาธิหลับตานั้นไม่ใช่ของพุทธเลย คำว่าสมาธินี้ ที่แปลเป็นภาษาไทยนี้ว่า จิตที่ตั้งมั่น แล้วจิตอะไรที่ตั้งมั่น จิตที่ไม่มีกิเลสแล้วจิตที่สะอาดบริสุทธิ์จริงๆ เป็น ปริสุทธา ปริโยธาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา เป็นแกนของฌาน 4 มีอุเบกขาที่ขยายเป็น เนกขัมมสิตอุเบกขาเวทนา เป็นธรรมะที่ออกจากเปลือกโลกียะที่เป็นกามภพ รูปภพ อรูปภพ เริ่มต้นก็สลัดออกจากกามก่อน แต่คุณไม่ทำ คุณไปสร้างลูกกล้าย แต่คุณไม่มีกล้วย เคยได้ยินไหม คู่รัก เขาบอกว่าเป็นกล้ายนะ ก็บอกว่ากล้าย คุณบอกกัน ก็เลยไม่มีกล้วย คุณ ลมๆแล้งๆ ไม่มีใครจริงๆหรอกแล้วก็บอกว่ามี กล้าย เป็นนิรมาณกาย สัมโภคกาย อทิสมานกาย เป็นคนตาบอดสอนคนตาบอดด้วยกัน อาตมา มาชาตินี้เขาบอกตรงๆว่าอาตมาไป สยังอภิญญา บอกโดยที่เป็นความจริงของจริง แต่เขาก็ไม่เชื่อหรอกเพราะเขาไม่ศรัทธาไม่เข้าใจ ว่าเป็นของจริง ที่อาตมายืนยันกับโลก อย่างพวกคุณ จะเชื่อจะเข้าใจ ว่า อาตมาเป็นสยังอภิญญา อาตมาเป็นผู้ที่มีโลกุตระที่ถูกต้องมาแท้ๆตั้งแต่ชาติก่อน ยืนยันมาจนกระทั่งมาบอกอะไรต่ออะไรจนกระทั่งพวกเราก็ปักมั่นเชื่อถือ อาตมาเป็นผู้เอาสาระแท้ๆมา อาตมานี่แหละเป็นพระบุตรของพระพุทธเจ้า เอาธรรมะแท้ๆมาสถาปนาลงไป ในวงการศาสนาพุทธที่มันสูญจากเนื้อหาแท้ๆของศาสนาพุทธไปแล้ว ตาม อาณีสูตร อาตมาเอาโลกุตรธรรมขึ้นมาสถาปนาใหม่ ไม่ได้งมงายไม่ได้พูดเพ้อเจ้อไม่ได้พูดเล่นๆ แต่นี่คือสัจจะจริง เมื่อคนที่มีธุลีในดวงตาน้อยอย่างพวกคุณได้ยินได้ฟังก็บอกว่าใช่ก็เลยมา ก็ได้รับเนื้อหานี้ พอได้รับแล้วพวกคุณก็จึงได้สาระนี้ เมื่อได้สาระนี้ คุณก็ได้สัจธรรม เนื้อแท้ของพุทธโลกุตรธรรม จึงมากลายเป็นคนที่มีวรรณะ เรียกว่ามี สุวณฺณ-ทุพฺพณฺณานิ มีวรรณะดี-มีมีวรรณะทราม พวกคุณเป็นคนที่มีวรรณะสูงเป็นคนมีชั้นสูง ไม่ใช่ชั้นแบบพราหมณ์กษัตริย์แพศย์ศูทร อันนี้เป็นชั้นสูงของธรรมะโลกุตระ เป็นคนเลี้ยงง่าย วรรณะ 9 เลี้ยงง่าย (สุภระ) บำรุงง่าย, ปรับให้เจริญได้ง่าย (สุโปสะ) มักน้อย, กล้าจน (อัปปิจฉะ) ใจพอ สันโดษ (สันตุฏฐิ) ขัดเกลากิเลส (สัลเลขะ) เพ่งทำลายกิเลส มีศีลสูงอยู่ปกติ (ธูตะ, ธุดงค์) มีอาการน่าเลื่อมใส (ปาสาทิกะ) ไม่สะสม ไม่กักเก็บออม (อปจยะ) ตรงข้าม อวรรณะ9 ขยันเสมอ, ระดมความเพียร (วิริยารัมภะ) นี่เป็นแก่นแท้ของศาสนาพุทธแต่เขาไม่รู้เรื่องกันเพราะมันไม่มีแล้ว จนอาตมาเอามาพูดแล้วพวกคุณรู้เรื่องกันไหมและมีคุณธรรม 9 อย่างนี้กันไหม ไม่ใช่คนเลี้ยงยาก อวรรณะ 6 ไปยากมายากอยู่ยาก ดียาก แต่คนมีวรรณะมีสุพรรณา ไม่ใช่ทุพรรณา สมณะฟ้าไท สรุปจบ พ่อครูว่า...สมมุติว่าลูกไม้มีเม็ดมีเนื้อมีเปลือก แต่หากคุณไม่ลอกเปลือกออกก่อนจะไปเอาเนื้อเอาเม็ดไม่ได้ แต่คุณว่าได้เม็ดเลย ก็คือสร้างนิรมาณกายเอาเอง สร้างผลไม้พิษเอาเอง
631122_รายการวิถีอาริยธรรม บ้านราชฯ วิญญาณฐีติ และ อภิภายตนะ 8 ประการ