อานาปานสติไม่จำเป็นต้องมีหลับตา.docx
เนื้อหาในไฟล์
อานาปานสติไม่จำเป็นต้องมีหลับตา _แซมดิน…คำถามสันติอโศกที่จะกราบเรียนถามพ่อท่านค่ำนี้ครับ 1. พ่อท่านเคยทำอานาปานสติ หรือไม่ พ่อครูว่า…ที่เขาเข้าใจผิดก็คืออานาปานสติต้องนั่งหลับตา ที่คุณถามมาคงหมายถึงว่าอานาปานสติแบบนั่งหลับตา เป็นการเข้าใจผิด หลับตาก็ได้แต่จะลืมตามากกว่า อานา อาปานะแปลว่า ลมหายใจเข้ากับลมหายใจออก สลับกันก็ได้ หมายความว่าตราบที่คุณยังมีลมหายใจเข้าออกยังมีชีวิตอยู่คุณต้องมี อานา อาปานะ ยังไม่ตายคุณต้องมีสติ และมีสติเต็มที่ต้องรู้ทั้งกายกรรมข้างนอก ก็มีสติควบคุมดูแลในการสัมผัส คุณจะพูดอยู่ก็มีสติ แล้วรู้จักทุกสิ่งทุกอย่างที่คุณได้รับสัมผัสแล้วคุณโอภาปราศรัยเจรจาไปด้วย หรือนักปฏิบัติก็ปฏิบัติได้ในขณะทำ ทางกายกรรม แม้ขณะทำวจีกรรม หรือในขณะนึกคิด มโนกรรม คุณต้องมีสติและปฏิบัติ ธรรมะพระพุทธเจ้าทั้งหมดตั้งแต่ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์ พากเพียรปฏิบัติให้เกิดผลคือรู้กิเลส แล้วก็มีวิธีทำให้กิเลสดับ ทำให้กิเลสลดลงไปจนดับได้ จนดับได้ถาวรก็จบ เป็นวิมุติญาณทัสนะนั่นคือจบรอบหนึ่ง จบรอบหนึ่งก็ขยายเป็นกระบวนการออกไปเป็น ศีล สมาธิ ปัญญา วิมุติ วิมุติญาณทัสนะ ก็จบไปเป็นเรื่อง ก็สะสมความรู้และความจริงอย่างนี้ไปเรื่อยๆเป็นฐานปฏิบัติจนมีจิตสำเร็จมีวิชาที่บรรลุสั่งสมลงไปเรื่อยๆ และจิตที่ประสบผลสำเร็จนั้นจะไปจบลงที่อุเบกขาจิตไม่มี 2 อย่างดีก็มี 1 เป็นที่อาศัย กับ 0 คือหมดกิเลส หมดตัณหา หมดสิ่งที่จะต้องกังวลเลย แล้วคุณก็มีชีวิตสบายโล่งโปร่งเบาทุกอย่าง เท่าที่คุณมีฐานะของแต่ละคน แต่ละเรื่อง สรุปมาหาเตวิชโช การระลึกถึง จุตูปปาตญาณ สิ่งที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นเก่าก็ตาม เราทำได้แล้วยัง ดับสนิทแล้ว หรือเหลือน้อย ก็ทำต่อ เพิ่งรู้ตัวจบ จบคือ สิ้นอาสวะ ก็ต้องรู้ว่าจิตที่เป็นกิเล
อ่านต่อ
ส อาสวะ อาสวะ จริงๆนี้ก็คือ เครื่องที่ตกผลึกอยู่ในจิตเรา ท่านแปลว่าน้ำหมักดองในจิตเรา จะมีปฏิกิริยาของสิ่งหนึ่งที่มีแล้วจะมีเชื้อทำงานอยู่ มีน้ำเชื้อ อาสวะคือน้ำเชื้อ และเป็นน้ำเชื้อที่ดีที่เป็นโลกุตระที่ทำงานอยู่กับเรา เป็นตัวไวรัส เดี๋ยวนี้ก็เป็นโควิด 2. ถ้าเคยทำ ทำอย่างไร หลับตาหรือไม่ครับ เพราะในพระไตรปิฎก เล่มที่ 19 ข้อ 1330 กล่าวไว้ว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะเหตุนั้นแล ถ้าแม้ภิกษุพึงหวังว่า แม้กายของเราไม่พึงลำบาก จักษุของเราไม่พึงลำบาก (จะหมายถึงหลับตารึเปล่า) และจิตของเราพึงหลุดพ้นจากอาสวะทั้งหลาย เพราะไม่ถือมั่น ก็พึงมนสิการอานาปานสติสมาธินี้แหละให้ดี. [1330] ตสฺมา ติห ภิกฺขเว ภิกฺขุ เจปิ อากงฺเขยฺย เนว เม กาโยปิ กิลเมยฺย น จกฺขูนิ อนุปาทาย จ เม อาสเวหิ จิตฺตํ วิมุจฺเจยฺยาติ อยเมว อานาปานสฺสติสมาธิ สาธุกํ มนสิกาตพฺโพ ฯ พ่อครูว่า…ไม่ใช่หรอก คุณขี้ตู่อาตมา ไม่มีกิเลสต้องหลับตา นี่ตู่อย่างแรง แล้วต้องลืมตาด้วยถ้าหลับตาแล้วไม่มีกิเลสมันไม่จริง เพราะความจริงมันต้องลืมตา ความจริงเป็นปัญญา บรรลุกิเลสทางตาหูจมูกลิ้นกาย คุณจะล้างกิเลสได้จากความจำ มันไม่แท้ เพราะว่ามันเป็นอดีต อาตมาขยายความว่าเหมือนขี้มันหลุดออกไปแล้ว แล้วเอาขี้มาขยำ อย่าไปคิดอย่างนั้นมาเอาอย่างนั้น ให้เอาปัจจุบัน แม้ที่สุดเอาปัจจุบัน ก็เอาที่เป็นปัจจุบันสัมผัสทางตาหูจมูกลิ้นกาย ทำวันนี้ให้เสร็จ หากไปเอาความจำที่ไปนั่งหลับตามาคิด แม้จะเอาความจำที่คิดมันก็คือความฝันลมๆแล้งๆ ไม่ใช่ว่าคุณทำกินเลยจริงๆ เพราะกิเลสมันจะจริงสุด ต้องลืมตาเป็นปัจจุบัน ความจริงอยู่ที่ปัจจุบันเดี๋ยวนี้ซักพักอยู่แล้วก็จะมีจุดแห่งความเป็นปัจจุบันถ้าจุดนี้ต่อๆไปต่อเนื่องนี่คือปัจจุบัน มันขาดเมื่อไหร่มันก็เป็นอดีตซ้อนมาแทรก อยู่กับปัจจุบันที่ต่อไปนี่แหละคือปัจจุบัน ถัดจากการสัมผัสแล้วไม่มีปัจจุบันและไม่แท้จริงบริบูรณ์
631123_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 18