เตวิชโชไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตาทำ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์8.57 KB
วันที่แก้ไข24 พฤศจิกายน 2563

เนื้อหาในไฟล์

เตวิชโชไม่จำเป็นต้องนั่งหลับตาทำ _อโศกสัมปวังโก…สื่อธรรมะของพ่อท่านในอดีต เมื่อกล่าวถึงนั่งหลับตาสมาธิ มักโยงความสัมพันธ์เข้าหาเตวิชโช และให้ถือเป็นเพียงอุปการะแก่หมวดธรรมะดังกล่าวเท่านั้น แต่ในปัจจุบันพ่อท่านได้ลดความสำคัญของนั่งหลับตาสมาธิลงด้วยคำว่า “ตีทิ้งได้เลย” กระผมอยากถามว่า “การสอนธรรมะของพระท่านในอดีตนั้นอยู่ภายใต้บริบททางสังคม” ที่จำเป็นจะต้องอะลุ่มอล่วยกับชาวพุทธในหมู่ใหญ่ในขณะนั้น ใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็แสดงว่าการปฏิบัติ เตวิชโช โดยแท้จริงไม่ต้องไปนั่งหลับตาเลยก็ได้ใช่หรือไม่ พ่อครูว่า…ตอบอันท้ายเลยว่า เตวิชโช แท้จริง ไม่ต้องนั่งหลับตาเลยใช่หรือ ...ได้ ใช่เลย เตวิชโช หมายความว่า เต แปลว่า 3 วิชโช คือ ความรู้ เป็นความรู้ของพระพุทธเจ้าที่เป็นวิชชา จะระลึก เต 3 ระลึกอะไร 1. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การย้อนระลึกถึงการเกิดกิเลสเก่าก่อน มารู้อริยสัจจะจนหายโง่จากอวิชชา) 2. จุตูปปาตญาณ (รู้เห็นการเกิด-การดับของจิตที่ดับเชื้อกิเลส แล้วเกิดเป็นสัตว์เทวดา หรืออาริยะสัตว์) . 3. อาสวักขยญาณ (ญาณที่รู้การหมดสิ้นอาสวะของตน) บุพเพนิวาสานุสติ คือ ระลึกถึงอดีตที่ผ่านมาแล้ว อดีตที่จะระลึกได้คือสิ่งที่เราผ่านมาเอง สิ่งที่ผ่านมากับตัวเราสิ่งที่เราได้สัมพันธ์ สิ่งใดที่เราได้สัมผัสผ่านมา ยิ่งเป็นชาติที่แล้ว เรียกว่าชาติแต่ปางก่อน เรานี่เกิดมาไม่รู้กี่ชาติแต่ปางก่อนกว่าจะมาได้ฟังธรรมะที่อาตมาพูด โลกุตระระดับนี้ ไม่รู้กี่ล้านชาติมาแล้ว เกิดเป็นคนเป็นอเวไนยสัตว์ก็มี เต็มโลก จะไม่มีสิทธิ์บรรลุธรรมะพระพุทธเจ้าเลย กว่าจะได้มารู้ศาสนาพุทธนั้น ยากแสนยาก คนในโลกนี้ 7 พันล้าน จะได้ยินเรื่องศาสนาพุทธไม่มากนักหรอก แต่ไม่รู้ว่าเท่าไหร่ แต่น้อยกว่าศาสนาอื่นๆเช่น อิสลาม คริสต์ หรือฮินดูยังมากก

อ่านต่อ

ว่าพุทธเลย เพราะฮินดูนี้เก่าแก่มาก ก็เตวิชโช ไม่จำเป็นต้องมาหลับตาแต่ละนึกถึงอดีตได้ แล้วเจาะลงสู่ จุตูปปาตญาณ มีญาณรู้การเกิดการดับ เกิดเป็นตัวตน เกิดทางความนึกคิด เกิดเป็นความรู้ก็ได้ เมื่อมันเกิดขึ้น เราก็ตรวจสอบได้ว่าเคยเกิดเป็นอย่างไร เกิดเป็นความคิดเกิดเป็นความจำทุกคนได้ความจำนี้ได้ที่ใช้อันนี้โดยสัญชาตญาณจากความจำทั้งนั้นของตนเอง เป็นสัญชาตญาณ ที่รู้ขึ้นมาโดยฝังไว้ในสัญญาในความจำ จึงเรียกว่าสัญชาติ เกิดจากความจำได้เป็นคลังความรู้ของสัตว์ สัตว์เดรัจฉานก็มีสัญชาตญาณ เป็นคนก็มีสัญชาตญาณ เมื่อมาเป็นคนที่มีธรรมะของพุทธ แคบเข้าไปอีกโดยเฉพาะโลกุตระ เป็นความรู้โลกุตระผู้ที่มีแล้วในตน ถ้ายังไม่มากยังไม่แน่น ก็จะระลึกเอาคืนมายาก จนกระทั่งมีมากพอสมควร หากมีมากๆก็จะระลึกขึ้นมาได้ง่ายขึ้น ในชาติปัจจุบันขณะปฏิบัติ อย่างอาตมามาประกาศตัวว่าเป็น สยังอภิญญา เป็นผู้ที่มีความรู้ธรรมะเองในชาตินี้ ไม่มีครูบาอาจารย์ไม่มีศิษย์พี่ศิษย์น้องไม่มีสำนัก เกิดมา เป็นหัวหน้าสำนักเป็นเจ้าสำนัก ความรู้นี้อาตมาเป็นต้นธรรมเป็นไก่ตัวพี่ ออกมาจากอาตมา ความรู้ของอาตมานี้แหละพอมาเกิดในชาตินี้ เอาความรู้ของตัวเองมาประกาศมาพูดมาบอก มันก็ไปขัดแย้งกับคณะใหญ่ คณะที่รู้กันทั่ว ในเถรสมาคมก็ตาม มันเสื่อมไปแล้วมันมีความถูกต้องไม่มีโลกุตระ อาตมาได้เอาโลกุตระมาพูดมันก็ เขาก็รับไม่ติด เขาก็ขัดแย้ง อาตมาก็ตั้งหน้าตั้งตามุ่งมั่นไม่ยอมหยุด เขาก็เลยเห็นว่าไอ้นี่มันดันทุรัง แต่ที่จริงไม่ใช่ อาตมาดันสุรัง อาตมาไม่ได้ดันอย่างผิดๆ อาตมาเอามาประกาศ ก็ค้านแย้งกับที่เขายึดถือกันแล้ว แต่เดี๋ยวนี้ก็ยังยึดมั่นถือมั่น พยายามตีให้แตก อาตมาฆ้อนหักไปมากมายแล้ว แต่ไม่ท้อ

631123_รายการโสเหล่โลกุตระ ออนไลน์ ครั้งที่ 18

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน