เรียนรู้เวทนาทำจิตให้เป็นพืชเป็นอุตุได้ก็ถึงอรหันต์.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์12 KB
วันที่แก้ไข2 มิถุนายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

เรียนรู้เวทนาทำจิตให้เป็นพืชเป็นอุตุได้ก็ถึงอรหันต์ _สว่างแสง ขวัญดาว : น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงค่ะ ลูกกราบเรียนถามพ่อครูว่า เวทนาที่เกิดจากผัสสะ นำมาประหารเวทนาเทียมได้ พ้นทุกข์ได้ แต่ทุกข์ที่เกิดจากคิดเรื่องเก่า สัญญาเก่า หรือบางครั้งก็ไม่ได้คิด ความทุกข์เศร้ามันเกิดขึ้นมาเอง อย่างนี้เป็นสัมภเวสีไหมคะ และจะแก้ความทุกข์เศร้านี้อย่างไร น้อมกราบนมัสการพ่อครูด้วยเศียรเกล้าค่ะ พ่อครูว่า... ในขณะที่คุณไม่มีผัสสะ จิตของคุณเป็นสัมภเวสี อยู่ในภวังค์ ในขณะหลับตาไม่มีตาหูจมูกลิ้นกาย ก็จะเป็นความคิดอยู่ในภพของเราเองคนเดียว ความคิดเช่นนี้แม้ตอนเป็นๆ ก็เรียกว่า สัมภเวสี เป็นความคิดไม่มีที่ตั้ง ถ้ามีที่ตั้งหมายความว่า ตั้งอยู่ขณะนี้ทางตาออกมารับรู้สัมผัสกับภายนอก เช่นกับคนข้างนอกเขาทั้งหมดเรียกว่า มีที่ตั้ง มีฐานมีฐานะ มีฐานที่ตั้ง ฐีติ วิญญาณฐีตินี่แหละ เพราะฉะนั้นผู้ที่ไม่มีวิญญาณฐีติ ไม่มีข้างนอกรับรู้ ไม่เรียกว่า เวทนาที่เป็นปัจจุบันธรรม เป็นเวทนาที่ไม่ใช่ความจริง เป็นเวทนาที่เป็นแค่ความจำ หลับตาเข้าไปก็เป็นสัญญาความจำ ยิ่งไปหลับปี๋ เป็นสัญญาฟุ้งซ่านเป็นฝันไป หรือคิดไปในขณะหลับตาคุณก็คิด ก็เป็นสัมภเวสีทั้งนั้น ตายร่างกายแตก จิตวิญญาณก็ไม่มีที่ตั้งทางตาหูจมูกลิ้นกายแล้ว แต่มันยังเป็นอัตภาพอยู่ มันยังไม่สูญหาย มันก็เป็นสัมภเวสีที่แท้จริง มันก็จะไปหาที่เกิดตามวิบาก คนที่จะไปเข้าสู่ครรภ์ก็ลงไป คนที่ยังไม่เข้าสู่ครรภ์ก็ล่องลอยลงนรกขึ้นสวรรค์ คุณจะไม่อยากได้นรกแต่คุณจะเป็นจริงตามที่มันเป็น เสร็จแล้วก็เปลี่ยนหมุนเวียนไป เกิดดับเกิดดับไปหมุนเวียนด้วยความไม่เที่ยง ดีบ้างเลวบ้างนับชาติไม่ถ้วน นับล้านชาติ สุดน่าเบื่อแล้วตัวเองก็จำไม่ได้หรอก จำได้บ้างเป็นสัญชาตญาณ ผู้ที่

อ่านต่อ

เก่งหน่อยก็ระลึกย้อนได้ สัญญาระลึกบุพเพนิวาสานุสติญาณ ถ้าหากระลึกรู้ได้ลึกเกินกว่าสัญชาตญาณ ก็ได้เพราะมีความรู้ดีขึ้น ยิ่งถ้าหากระลึกได้มาก ก็ยิ่งเป็นผู้ที่มีบุพเพนิวาสานุสติญาณสูงขึ้น อย่างนี้เป็นต้น สิ่งเหล่านี้พิสูจน์ได้ ศาสนาพุทธพิสูจน์หมดพระพุทธเจ้าพิสูจน์มาหมดก่อน อาตมามาพิสูจน์ แล้วเอามาเปิดเผยขยายความ เอามาอธิบายยืนยันพิสูจน์ ให้พวกเรารู้ตามและพวกเราก็ได้ทรัพย์จากนั้นมา ก็เกิดการพ้นทุกข์ พ้นจากการเกี่ยวกับติดอยู่กับโลก โลกอบาย โลกกามคุณ โลกโลกธรรม 8 จนกระทั่งหมดโลกภายนอก เหลือแต่โลกภายใน ก็เหลือนิดหน่อยบางคน โลกภายในละเอียดก็ลดมันอีก ขั้นรูปราคะ ลดได้เหรืออรูปราคะ ลดได้หมดอีก ก็เป็นพระอรหันต์ จะพิสูจน์ได้เราต้องมีญาณอ่านจิตของเรา เรียกว่า กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต อ่านในจิตของเราก็คือในกาย กายคือมีภายนอกอยู่ด้วยร่วมกับจิตของเรา ภายนอกก็ดูไม่ยากตาหูจมูกลิ้นกาย แต่ภายในต้องมีญาณหยั่งรู้ เรียกว่า กายในกาย กายในกายหยาบไปเรื่อยๆ ก็มีความรู้สึกและเวทนา แต่ไม่ขาดจากกายรับรู้ภายนอกนะ เรียกว่ากายกับจิต ดูเวทนาก็รู้ถึงความรู้สึก ในความรู้สึกก็เป็นจิตนี่แหละ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) จิตที่โง่ก็มีกิเลส จิตอวิชชา (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะฟ้าไท... พ่อครูเน้นเรื่องการอ่านจิตขณะผัสสะปัจจุบัน ซึ่งสารอโศกเล่มนี้เขียนไว้ ท่านบอกว่า ถ้าคนธรรมดาสามัญไม่ดื้อดึงขนาดไม่รู้จักชั่วดี ก็จะไม่ทำชั่ว นั่นคือโลกีย์ ส่วนโลกุตระคือรู้จักสุขทุกข์และไม่ติดในสุขและทุกข์ก็เป็นความสูงสุด ได้มีความติดยึดที่เรียกด้วยภาษาวิชาการว่า อุปาทาน จำจนติดตัวเป็นอัตโนมัติ เราก็ต้องรู้ให้เท่าทันว่าอาการของใจเราเป็นอย่างนี้เป็นอาการชั่วนะ ผู้ที่อ่านอาการของตัวเองได้เรียกว่าผู้ที่รู้ สักกะ แยกได้ว่า อันนี้เป็นอาการชั่ว ไม่ใช่อาการดี เรียกว่า รู้กาย รู้สักกายะ พระพุทธเจ้าสอนให้รู้สังโยชน์ข้อที่ 1 คือ ให้พ้นสักกายะทิฏฐิ พ่อครูว่า... ขยายไปฟังไป เหมือนคุณสว่างแสงถามมา สัญญาเก่า คิดเรื่องเก่า สัญญาคิดเรื่องเก่านี้ พระพุทธเจ้า บอกพระอานนท์เหมือนกันว่า เรื่องที่จะวางได้ยาก บรรลุพระอรหันต์แล้วบางทีสัญญาก็ยังพิรี้พิไรอยู่ บางทีก็มีเศษ อย่างที่เขาถามมาบางครั้งคิดได้ความทุกข์เศร้า มันเกิดขึ้นมาเอง อย่างนี้มันเป็นสัมภเวสีหรือไม่ ต้องพยายามกำหนดให้แม่น มันไม่ง่ายหรอกแต่เรามาทางนี้ชัดเจนแล้วว่าทางนี้เป็นทางหลุดพ้น ไปโลกีย์อยู่เราก็ชัดเจนนะ มันก็หมุนเวียนสุขๆทุกข์ๆดีๆชั่วๆดีๆนรกสวรรค์สวรรค์นรก ถ้าไปโง่เทวนิยมยิ่งไม่รู้เรื่องเลย ถูกพระเจ้าสอนผิด ตายแล้วไปอยู่กับพระเจ้า ไม่ต้องคิดอะไรหรอก ไม่รู้อะไรต่อ เกิดอีกจะมีเหตุ นิทาน สมุทัย ปัจจัย เป็นนิยายล้านเรื่อง ไม่รู้เรื่องเลย ปิดประตูไปอยู่กับพระเจ้า ยืนหยัดแค่ยืนยันอยู่ว่า ถ้าได้อยู่กับพระเจ้าและเป็นสุข จึงพยายามไปอยู่กับพระเจ้าให้ได้อ้อนวอนประจบประแจงพระเจ้าไป แล้วก็เชื่อคำสอนของพระเจ้า ท่านให้หยุดทำชั่วประพฤติดี ก็ยังดี พยายามประพฤติแต่ดีก็ได้อาศัยความดี แต่มันก็ไม่เที่ยงหรอก ก็ไม่เข้าใจ ก็หมุนไป จนกว่าจะรู้จักดีชั่วที่เป็นเรื่องโลกียะ แล้วเราก็ทำดีให้มั่นคงแข็งแรง ไม่ทำชั่ว สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) ทำกรรมอะไรก็มีแต่ดีไม่มีชั่วเลย คือกุสลสูปกำลังสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) นั่นคือความจริงที่เราจะต้องถึงขั้นนั้นอย่างรับรองตัวเองได้ อยู่กับตัวเอง ตัวเองรับรอง อยู่กับผู้อื่นคนอื่นรับรองได้ด้วย กรรมใดที่เกิดจากเราทำนั้นมีแต่ดี ส่วนลึกเข้าไปถึงเวทนาความรู้สึกสุขทุกข์เป็นโลกุตระ อันนี้เทวนิยมไม่รู้เรื่องบอกว่าเป็นสุขนิยม เป็นพวกติดยึดความสุขอยู่กับพระเจ้าไม่เคยคิดจะดับความสุข แต่ว่าสุขกับทุกข์เป็นมายาที่เขาไม่รู้ว่าเป็นคู่ฉีกออกกันไม่ได้ เป็นเทวะที่ยึดเป็นหนึ่ง แยกเทวไม่ได้ แล้วเทวะนั้นอยู่แบบหน้าเดียวคือหน้าความสุข ก็เลยมืดอยู่กับสุขนั่นแหละ มืดตึ๊ดตื๋ออยู่กับสุข แล้วหลงหมกมุ่นอยู่กับสุข ไม่มีแสงสว่างที่จะรู้เรื่องความทุกข์ การเกิดการตายการหมุนเวียนมีกรรมกิริยามีเหตุปัจจัยสัมผัสตาหูจมูกลิ้นกาย ปรุงแต่งสังขารใดๆ ไม่รู้เรื่อง อวิชชาที่ไม่รู้จักสังขาร ก็ไม่รู้จักวิญญาณ ก็แยกวิญญาณนามรูปไม่ออก ก็มาปฏิบัติแบบนี้มีอายตนะมีผัสสะ แล้วก็เกิดเวทนาในปัจจุบันธรรม เวทนาเกิดในปัจจุบันธรรมที่มีตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัสอยู่ ไม่มีภายนอก ไม่มีตาหูจมูกลิ้นกายสัมผัส ไม่มีที่ตั้ง ไม่มีเวทนา เวทนาไม่มี ต่อเมื่อคุณรู้จักธรรมนิยาม 5 เวทนาที่ไม่มี นั่นคืออวิชชา แต่เวทนาที่สามารถศึกษาฝึกฝนทำจิตให้กลายเป็นพืชได้ มันไม่ง่ายแต่มันต้องทำถ้าไม่ทำก็บรรลุอรหันต์ไม่ได้ ต้องวนเวียนอยู่ในวัฏสงสารอีกเท่าไหร่ ถ้าจะมาเอาทางนี้ ก็ควรรู้ ธรรมนิยาม 5 คุณต้องรู้อาการของจิตว่า ตอนนี้เป็นอุตุ เป็นดินน้ำไฟลม ไม่มีความรู้สึกนะ ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่มีบาปไม่มีบุญ เด็ดขาด พอมามีชีวะ ชีวะระดับพืชหรือที่คนเราก็รู้อยู่ว่า ผู้ที่เป็นมนุษย์พืช ภายนอกตาหูจมูกลิ้นกายผิวหนังถูกใครสัมผัสแตะต้องก็ไม่รับรู้ อยู่แต่ในจิตตนเอง อันนี้เขาเรียกมนุษย์พืช แต่พระพุทธเจ้า สอนให้เป็นมนุษย์พืชอย่างตื่นๆ กระทบทางจมูกลิ้นกายไม่รู้สึก แต่รู้ รู้ความจริงตามความเป็นจริง ตาเห็นรูปก็รู้อันนี้กลม มะนาวนะ ก็รู้รูป รู้ภาพ รู้สีสันตามคุณลักษณะของตา ที่จะบอกได้ หูได้ยินเสียงเป็นเสียงอย่างนั้นอย่างนี้เสียงต่างๆสารพัดก็รู้ได้ จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รับรส สัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งอย่างไรก็รู้ อย่างนี้เป็นต้น กระทั่งไปถึงจิต แล้วกิเลสมันก็มาร่วมปรุง มีราคะ โทสะ โมหะ เราก็แยกราคะ โทสะออกได้ ว่า ตระกูลนี้อาการโทสะ ตระกูลนี้ราคะ ตระกลูนี้โมหะ แยกราคะ โทสะ โมหะได้ ก็ลดมันไป ปฏิบัติจนอาการราคะโทสะลด ก็มี เจโตปริยญาณ 16 แล้วก็สามารถที่จะรู้สภาวะจิตของเรา สภาวะกิเลสมัน มีขึ้นมา พวกเราทำให้มันไม่เที่ยง ทำให้มันลดลงไปได้ ไม่เที่ยงมี 2 ประการ 1. ไม่เที่ยงเพราะว่ากิเลสเพิ่มขึ้นๆๆ กับมันก็ไม่เที่ยง มันไม่อยู่กับที่หรอกมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆเราก็รู้ได้ จะลองทำให้มันลดได้มันก็ไม่เที่ยง ไม่เที่ยงเพราะมันจางคลาย จนกระทั่งถึงดับ จนถึงนิโรธดับ เพราะฉะนั้นถ้าปฏิบัติอย่างรู้ๆ เรารู้เลยว่าเราทำได้ด้วยปัญญา พลังปัญญาหรือพลังงานฌาน ทำให้พลังงานราคะ โทสะ โมหะ ลดลง ส่วนผู้ที่ไม่มีวิชชาของพระพุทธเจ้าก็ไปกดข่มทำลืม มันมาเราก็ไม่เอา ไม่เอา ไม่เอา รู้ นิ่ง เฉย ๆๆ รีบทิ้ง มันก็มีความชำนาญเหมือนกันนะ ฝึกเอา ตอนที่อยู่ตักกศิลา วัดมหาธาตุทางโน้น พอวันอาทิตย์ก็มีนักธรรมะมา มีคนชื่อหลวงอัตถ์ มีสูตรฝึกว่ารู้นิ่งเฉย มันก็เป็นสมถะแบบลืมตา ไปทางสายทางท่านพุทธทาสใช้ปฏิภาณไหวพริบ แต่ว่ามัน เฉโก ไม่ได้เป็นโลกุตระ ไม่ได้เป็นปัญญา มันก็ทำได้ ชำนาญได้เหมือนกัน เรียกว่าสมถะลืมตา ส่วนสมถะหลับตา เข้าป่าเขาถ้ำ ไม่เข้าก็ไปนั่งหลับตาสะกดจิตไปจนชำนาญเป็น อาฬารดาบส อุทกดาบส สังเขปคร่าวๆ สิ่งเหล่านี้ในภาคปฏิบัติ เพราะฉะนั้นผู้ที่สัมมาทิฏฐิและปฏิบัติอย่างที่อาตมาพามาทำ มันก็จะพิสูจน์ แล้วก็จะเข้าใจที่เขาว่า แม้เราไม่ได้ผ่าน ไม่เข้าใจเขา ก็ไม่ประหลาดใจอะไร เห็นได้ว่าเขาเป็นมิจฉาทิฏฐิก็ไม่เป็นไร เราไม่เป็นก็ใช้ได้แล้ว ก็เรามาเป็นอย่างนี้ให้จบสมบูรณ์เลย จบสมบูรณ์แล้วคุณเป็นพระอรหันต์แล้ว กิเลสของคุณหมด กระทบสัมผัสอะไรตาหูจมูกลิ้นกายแม้เหลือในใจคุณก็ไม่มีกิเลสออก เพราะว่าเป็นอรหันต์แล้ว จบ เป็นอรหันต์แล้วสามารถจะปรินิพพานเป็นปริโยสานได้ ตายแล้วก็แยกธาตุจิตเป็นดินน้ำไฟลมไปได้เลย ไม่เหลืออัตตา เพราะเรารู้ว่าธรรมนิยาม 5 เป็นอย่างไร เราก็แยกเป็นดินน้ำไฟลม เป็นอุตุไปได้เลย แม้แต่เป็นพืชอยู่ก็ไม่ต้องทำ เพราะฉะนั้นคนที่มาเรียนรายละเอียดของความรู้พระพุทธเจ้า ที่ขยายความไปอย่างนี้ ซึ่งสามารถพิสูจน์ได้ถึงจิตวิญญาณ อัตตาต่างๆเราทำให้แตกสลายแยกได้ด้วยตนเอง ด้วยปัญญาอันยิ่งของตนเอง ไม่มี เป็นอนัตตา จึงพิสูจน์ว่า อัตภาพหรือวิญญาณ เราเป็นเจ้าของไม่ใช่พระเจ้าเป็นเจ้าของ อันนี้แหละ มันจะเป็นเรื่องใหญ่ ฝั่งตะวันตก ตะวันออกกลาง อินเดียที่เป็นเทวนิยมทั้งหลายแหล่ โลกก็ยังมีอีกเยอะ ความรู้ในยุคพระพุทธเจ้าที่มีพลเมืองประมาณนั้นในโลก ในยุคโน้นท่านก็ได้เยอะ จัดเปอร์เซ็นต์แล้วท่านได้เยอะ ของศาสนาพุทธ แต่มาในยุคนี้มันเสื่อมหมด แม้ว่าคำว่าพุทธก็เหลืออยู่ แต่มันเหลือแต่ชื่อ ว่าศาสนาพุทธ แปลศัพท์จากความรู้ความจริง มันเสื่อมจนกระทั่งไม่มีโลกุตระ ตามที่พระพุทธเจ้าท่านทรงพยากรณ์เอาไว้แล้วตั้งแต่ท่านมีชีวิตใน อาณิสูตร กลองอานกะ ว่ามันจะหมดโลกุตระ อาตมาก็ต้องมาฟื้นใหม่ 650601 คุณสมบัติผู้กอบกู้ศาสนาพุทธในยุคกึ่งพุทธกาล พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน