อนุปุพพกถา 5.docx
เนื้อหาในไฟล์
อนุปุพพกถา 5 _พ่อครูว่า... อนุปุพพกถา 5 ทาน ศีล สัคคะ กามาทีนวะ เนกขัมมะ ทาน จะต้องรู้ว่า การทาน อย่างไรเป็นโลกุตระ ทาน อย่างไรเป็นโลกียะ ทาน อย่างไรเป็นบุญ ทาน อย่างไรเป็นแค่กุศล ศีล ศีลอย่างไร เป็นแค่กุศล ศีลอย่างไรเป็นบุญ ศีล อย่างไรเป็นแค่โลกียะ ศีล อย่างไรเป็นโลกุตระ ปฏิบัติอย่างไร รู้อย่างไร เกิดมรรคผลอย่างไร หุตัง หรือภาวนา คือ รู้จักการเกิดผล ภาวนา แปลว่าการเกิดผล ถ้าปฏิบัติ ทาน ศีล อย่างสัมมาทิฏฐิมันก็จะรู้จักโทษของกาม กามาทีนวะ เมื่อรู้โทษของกาม ก็ต้องเรียนรู้วิธีออกจากกามเพราะมันเป็นโทษ ต้องออกจากมันต้องเอามันออก จะเรียกว่าเอาออกหรือออกจากมันก็แล้วแต่จะเรียกว่าขาดจากกัน เนกขัมมะของ อนุปุพพิกถา เมื่อรู้ความหมายก็มาปฏิบัติ กาม ที่หยาบ ที่คุณจะต้องออกที่คุณไปคลุกคลีเกี่ยวข้อง ไปวุ่นวายอยู่กับมัน ไปเสพรสไปปรุงแต่งไปซื้อหาไปมั่วสุมอยู่กับมัน คุณรู้แล้ว ต้องออกจากมันเป็นเนกขัมมะ วิธีออกจากมันต้องเรียนรู้จิตเจตสิกต่างๆ รูปคือสิ่งที่ถูกรู้ เจตสิกที่แยกออกมาจากรูป มี เวทนา สัญญา สังขาร นี่คือขันธ์ 3 ของวิญญาณ ก็มารู้ให้ได้ว่าเวทนามันคืออย่างไร สังขารมันทำหน้าที่อย่างไร สังขารมันเป็นอยู่อย่างไร อ๋อ สังขารคือมันปรุงแต่งอยู่มีสามเส้า มีประธาน มีบวก มีลบ มี อิตถีภาวะ ปุริสภาวะ มีสิ่งต่างกันเป็น 2 แล้วเราก็ต้องรู้ 2 อย่าง 2 อย่างนี้อย่าให้มันมาร่วมเมถุน ร่วมรส ร่วมสังวาส ร่วมทำ ปฏิกิริยามีความเกิด เกิดอะไร เกิดกิเลส เกิดกาม เข้าเป้าไปสู่เป้า เกิดกาม อย่าให้มันเกิด อย่าให้มันเกิด ไม่ใช่คำพูดไปบังคับ แต่เราต้องทำให้มันไม่เกิด ไม่เกิดคือต้องรู้ รู้ว่าอาการทางจิต นิมิตอย่างนี้ หากมันดูดก็ให้มันคลายจาง วิราคะ เพราะเราจะรู้เป็นเบื้องต้นว่ามันไม่เที่ยง มันไม่อยู่ถาวร
อ่านต่อ
มันไม่มอยู่นิรันดร มันไม่เที่ยง แม้คุณจะพยายามให้มันเที่ยงอย่างไรมันก็ไม่เชื่องหรอก แม้ตัวมันเองมันก็ไม่เที่ยง หลงไปพยายามเสริมให้มันเที่ยงก็ใส่พลังงานเข้าไป ใส่สาระใส่อุปาทานเข้าไป มันก็เที่ยง แต่เราไม่ไปใส่อุปาทานเข้าไป มันก็ไม่เที่ยงให้เห็นแล้ว ยิ่งเรามีวิธีการตามที่พระพุทธเจ้าท่านพาทำ มองให้มันเห็นเป็นโทษ อาทีนวะ เมื่อปัญญามันเห็นเป็นโทษ มันก็ละหน่ายคลาย ปัญญาคือความเฉลียวฉลาด ความฉลาดอย่างโลกุตระ ไม่ใช่ฉลาดอย่างโลกีย์ ไม่รู้ว่าฉลาดหรือโง่ก็ไม่รู้ ว่าจะทิ้งกลับไปดูด เป็นมายาไม่แน่นอนกลับไปกลับมา เอ็งว่า เอ็ง จะทิ้งทำไมเองไปดูด ว่ามันอดไม่ได้ทนไม่ได้ กลับไปกลับมา อันนี้เราทำแล้วเราก็รู้ความจริงว่าเป็นโง่มีอยู่ ไปร่วมไปสังวาสไปเมถุน ก็แยกๆๆ มาเป็นตัวของเราเอง อิสระ ในอิสระเป็นคู่ใหม่ คือ 1 กับ 0 เพราะฉะนั้นมาหา 1 ไม่ต้องมี 2 ไม่ต้องมีคู่ และดีกว่านั้น ถ้าจะมีคู่มาหาสูงเป็นคู่ยาว 2 เป็นคู่ เอา 0 เป็นคู่ คุณยืนอยู่ที่ 1 พวก เดียรถีย์ สะกดจิตให้เป็น 1 ได้แต่ไม่เที่ยงเดี๋ยวคุณก็ไปเป็น 2 3 4 5 แต่ถ้ารู้เหตุว่ามัน ว่ามันไม่เที่ยง มันทำให้เป็นทุกข์ จริงๆแล้ว มันไม่เป็นตัวตนไม่มีตัวตน มันเป็น 0 มันไม่ใช่ตัวไม่ใช่ตนมันเป็น 0 ปัญญาที่รู้จักความเป็น 0 นี่แหละ จะเรียกอนัตตาก็เรียก จะเรียกนิพพานก็เรียก จะเรียกนิโรธก็ตาม มันเป็นไวพจน์ เป็นคำซินโนนีม ที่ขยายความให้รู้ด้วยภาษา ซึ่งมันไม่มี ไม่มีก็ใช่ นโหติ เป็นของที่ไม่มี มันไม่เป็นจริง เมื่อความรู้ที่เรียกว่าปัญญามันรู้แจ้งเห็นจริงอย่างนี้ มันก็มายืนอยู่ที่ 0 เพราะ 0 เป็นเป้าหมายเลย เรามุ่งเป้าเจอเป้าแล้วทะลุเป้าเลย ทะลุเป้าได้ไปเลย เราก็บรรลุผล สำเร็จ ออกได้สำเร็จ เนกขัมมะสำเร็จ เพราะเห็นโทษของกาม กามาทีนวะ แล้วเห็นโทษขององค์ประกอบว่ามันไม่เที่ยง มันเป็นทุกข์ ปัญญาที่เห็น ความจริงกับความไม่เที่ยง คุณจะเอาไว้อย่างไรมันก็ไม่เที่ยง โถมพลังงานให้มันเท่าไหร่มันก็ไม่เที่ยง 0 เที่ยงกว่า คุณจะมีปฏิภาณรู้ว่ามาอยู่ที่ 0 เที่ยงกว่า มาอยู่ที่ 1 ก็ยังปลอดภัยไม่สุขไม่ทุกข์ พอ 0 สะอาดหมดเลย หมด 2 แม้เป็น 1 ก็คือยังมีชีวะ ถ้าไม่มีชีวะก็เป็นพลังงานดินน้ำไฟลม 0 มันไม่รู้เรื่องแล้ว มันไปตามยถากรรม ไปตามธรรมชาติ แต่นี่มีธรรมะเป็นสุญญตธรรม ไม่ใช่มีธรรมชาติเป็นตัวเกิน มันสูญด้วยธรรมะเป็นธรรมะที่เป็น 0 สุญญตธรรม ถ้ายังเป็นธรรมชาติมันก็ยังเกิดอยู่ ที่บอกว่าธรรมะคือธรรมชาตินั่นคือคุณยังพูดวน อย่างท่านพุทธทาสบอกว่าธรรมะคือธรรมชาติ ท่านยังไม่มีความรู้ถึงชาติ ท่านยังวนอยู่กับการเกิด นั่นคือภูมิท่านพุทธทาส ธรรมะก็คือธรรมะ คือความสะอาด คือความเป็น 0 ถ้าได้ความเป็น 0 แล้วคุณจะมีปัญญารู้ว่าอย่างนี้แหละคือความเป็น 0 ทำได้แล้วมันก็จบในตัว นี่คือ อาทีนวะ 5 650603 แผนผังการกอบกู้โลกุตระของพ่อครู พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ