คุณสมบัติผู้กอบกู้ศาสนาพุทธในยุคกึ่งพุทธกาล.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข2 มิถุนายน 2565

เนื้อหาในไฟล์

คุณสมบัติผู้กอบกู้ศาสนาพุทธในยุคกึ่งพุทธกาล _สู่แดนธรรม....กราบนมัสการพ่อท่านครับ ผมขอส่งคำถามที่ถามทิ้งท้ายไว้จากรายการ ตุ้มตะลุ่มฯ #40 ว่า “ผู้ที่จะมาบำเพ็ญกอบกู้พระพุทธศาสนาที่มีโลกุตรธรรมและโลกียธรรม เพื่อให้เกิดประโยชน์สุขแก่มวลมนุษยชาตินั้น จะต้องมีคุณสมบัติเป็นอย่างไรบ้างครับ พ่อครูว่า... อาตมายืนยันว่าอาตมาจะมากอบกู้ คุณก็ถามอาตมาตรงๆนี่แหละ จะมีคุณสมบัติอย่างไร ตอบ มีคุณสมบัติอย่างโพธิรักษ์ ตอบอย่างกำปั้นทุบดินถูกแล้ว ก็ต้องขยายความกันต่อ แล้วโพธิรักษ์มีอะไรอย่างไรดูไม่ค่อยออก ก็ต้องบอกกันบ้าง ขยายความอีก โพธิรักษ์มีโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมที่ไม่ใช่โลกียธรรมแล้ว โลกุตรธรรมซ้อนอยู่ในโลกียะ ซ้อนอยู่ในลาภยศสรรเสริญ โลกียสุข ซ้อนอยู่ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ไม่ได้หนีจากรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ตากระทบรูปก็เห็น หูเปิดก็ได้ยินเสียง จมูกก็ได้รับกลิ่น ลิ้นกระทบรสก็รับรู้ เหมือนคนเป็นๆตอนตื่นๆ ไม่ได้หลับตาไม่ได้หนีโลก แต่มีคุณสมบัติไม่มีกิเลสแล้ว ในจิตใจไม่มีกิเลสมาร่วมปรุงแต่งกับสิ่งที่กระทบ ทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ หรือลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ไม่มีในจิต คนนี้เป็นพระอรหันต์แน่นอน เป็นพระโพธิสัตว์ ที่รู้กรอบรอบของความปรุงแต่งของตน และความปรุงแต่งของคนอื่นๆในโลก อย่างแท้จริง คือรู้ใบไม้กำมือเดียว เหมือนพระสมณโคดมท่านสอนแต่ เรื่องใบไม้กำมือเดียว คือ ความเป็นพระอรหันต์เท่านั้นแล้วท่านก็อายุ 80 ปี ท่านปรินิพพานเป็นปริโยสานให้ผู้สืบสานติดต่อมา อาตมาก็ต้องรับเต็มๆ เพราะอยู่ในยุคพระพุทธเจ้าก็อยู่ด้วย แล้วท่านก็เชิญมอบหมายให้ด้วย ว่าเธอไปเกิดเป็น สยังอภิญญา แล้วมากอบกู้มารับผิดชอบนะ พูดมาหลายทีก็ย้ำ คนเขาฟังที่ไม่เชื่อถือก็บอกว่าอวดดี ตัวเขาไม่รับรู้ ไม่มีปฏิภาณรับรู้ ไม่มีสัญชาตญาณไม่ม

อ่านต่อ

ีเจโตปริยญาณจะรับรู้ได้เลย เขาก็ไม่รู้ แต่คนที่รู้อย่างพวกเรารู้ แม้จะระลึก เป็นรูปธรรม เป็นบุคคล เป็นตัวตนไม่ได้ แต่ไม่มีปัญหาเพราะเข้าใจถึงสภาวะธรรม ตั้งแต่ อรูปธรรม จนเป็นรูปธรรม จนเป็น มโนมยอัตตา โอฬาริกอัตตาใหญ่โต เป็นลาภยศสรรเสริญโลกียสุข ก็ปรุงแต่งอยู่ แต่ว่าการอยู่เหนือการหลุดพ้นเป็นจริง อาตมาทำงานมา 50 ปี พวกคุณก็พิสูจน์มาว่า จริงหรือเปล่า หลุดพ้นจริงหรือเปล่า หลุดพ้นจริงคืออะไร อย่ามีเล่ห์เหลี่ยม อย่ามีการแอบเสพ (นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ) สมณะฟ้าไท... พวกเราก็พิสูจน์ตั้งแต่หัวจรดเท้า ตั้งแต่หัว หัววิมุติไหม หน้าวิมุติไหม พ่อครูว่า... ไม่ต้องแต่งคิ้วแต่งปากแต่งผิวหนัง หมด หัวหลุดพ้น หน้าพลุดพ้น ปากคอคิ้วคางหลุดพ้น พวกเราพูดกันรู้เรื่องเข้าใจ ว่า มันหลุดพ้น มันอ่านไปถึงจิตของเราหลุดพ้น จิตเราไม่ได้ติดยึดว่าจะต้องติดยึดในรูปโฉม รูปร่าง ติดยึดในสารพัดรส มันจะเป็นโลกียรสอย่างไรมันก็เข้าใจชัดเจน ที่ สู่แดนธรรม... ถามว่า จะเป็นผู้ที่มีคุณสมบัติอย่างไร จะเป็นผู้ที่ยืนยันว่าเป็นผู้ที่หลุดพ้นจริงๆ แล้วก็มีสมรรถนะมีความสามารถ ที่จะทั้งอธิบาย จำแนกธรรม แยกแยะ ให้ผู้ที่ไม่รู้ได้เรียกว่า ปรับวาทะ คือ ประ(อื่น) กับวาทะ คนอื่นที่เขาไม่รู้เรื่องก็ใช้วาทะมาย้อนแย้ง คนที่ยังไม่มีอัญญะ ยังไม่มีความรู้ที่เป็นอื่น ธาตุรู้ที่มีความเป็นอื่นเรียกว่า อัญญธาตุ หรือปรธาตุ มันรู้แต่ของที่ตนเองรู้ในกรอบกะลาครอบ ที่ตัวเองเป็นโลกียะมา โลกุตระเขาไม่รู้ จนกระทั่งสามารถรู้ได้เรียกว่า ปรับวาทะสำเร็จ ค่อยๆเข้าใจมาเรื่อยๆก็สำเร็จมาเรื่อยๆ จนเป็นผู้มารวมกัน มีวัฒนธรรม มีความเป็นอยู่ มีเศรษฐกิจสังคม สุดยอด มีการเมืองมีรัฐศาสตร์สุดยอด พวกเราบริหารโดยไม่ต้องบริหารยากเลย ดูแลกัน ยังชีวิต มีอาชีพ ไม่ต้องไปสั่งการจนเกินการ คนนี้ต้องบังคับให้ทำงานนี้ คนนี้ต้องบังคับให้ งานนี้ไม่ต้อง รู้ควร แล้วแบ่งเบากันรู้ มีปฏิภาณไหวพริบไม่เห็นแก่ตัว เห็นแก่ส่วนรวม เห็นแก่หมู่กลุ่ม มันมีคุณสมบัติที่เป็นคุณธรรม เลิศยอด มันเป็นจริง คนแต่ละคนในชาวอโศกจะมีปฏิภาณลึกซึ้ง มีไหวพริบลึกซึ้ง รู้อย่างนี้โลกุตรธรรม ไม่ใช่โลกียะแล้ว อย่างนี้โลกุตรธรรม แต่จิตยังไม่เต็มที่ จะเข้าไปร่วมกับโลกุตรธรรมก็จะรู้ตัวเอง ก็จะไม่เอาไม่เป็นอย่างโลกียะ ไม่เชื่อ เราจะต้องลดเลิก ไม่ทำจะตายหรืออย่างไร แต่อันนี้มีความจำเป็นความควรที่จะต้องทำก็ต้องทำ จะไม่เอาแต่หลับจะนอนจะไม่เอาแต่อยู่ว่างๆเฉยๆเอาแต่ขี้เกียจ ไม่เอา ก็รู้ทั้งนั้นแหละอกุศลคืออะไร เลิกแล้วไม่เอาอกุศล แม้แต่ติดสุข จะสุขโลกีย์อย่างไรก็แล้วแต่ไม่เอา ลดเลิกมา จนเกิดคนที่เป็นโลกุตรธรรม เป็นอาริยธรรมขึ้นมา แล้วอาตมาก็เกิดมามีสมบัติมีคุณสมบัติพวกนี้ เรียกตามศัพท์เต็มๆว่ามีจรณะ 15 วิชชา 8 มีสิ่งเหล่านี้ก็เอาสิ่งเหล่านี้มาแจกแจงมาขยาย ตั้งแต่ไม่ลงพยัญชนะ ในคำว่าจรณะ 15 วิชชา 8 มาก่อน จนกระทั่งมาถึงวันนี้ เริ่มต้นขยายความจรณะ 15 วิชชา 8 เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ก็เมื่อไม่นานมานี้ จะถึง 10 ปีหรือเปล่าก็ไม่รู้พูดผ่านๆก็มีอยู่ จนกระทั่งมาขยายความไม่นานมานี้ จรณะ 15 วิชชา 8 มาจากศีล อปัณณกปฏิปทา 3 เกิดสัทธรรม 7 เกิดฌานนะ ตอนหลังก็ค่อยมาอธิบาย แต่ว่าปักหลักศีลก่อน ฌานต้องมีศีล มี อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วสัมธรรม 7 ตกผลึกเป็นฌาน แล้วเป็นบุญ ที่จริง เปิดยุคบุญนิยม มาถึง 3 เล่มแล้ว ก็หลายสิบปีมาก่อนแล้ว กว่า 20 ปี จะถึง 30 ปีหรือเปล่าคอลัมน์เปิดยุคบุญนิยมก็ทำมา เขียนอยู่ในหนังสือเราคิดอะไร เปิดคอลัมน์นี้มานานจนกระทั่งมารวมกันเป็นเล่ม ก็เรียกว่าเปิดเผยคำว่าบุญมาเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงทุกวันนี้ก็ละเอียดลึกซึ้งก็ยังจะต้องเปิดเผยต่อ เพราะว่าลึกซึ้งมากเลยคำว่าบุญ เข้าใจคำว่า บุญ ผิด เพราะฉะนั้นพระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า เธอแสวงบุญนอกขอบเขตพุทธ ประโยคนี้ แสวงบุญ หมายความว่าจะต้องทำบุญให้ได้ ทำบุญให้เป็น ทำบุญให้สำเร็จแสวงหาบุญให้ตน แต่นอกขอบเขตพุทธ มันคนละโลก คนละเรื่องมันเป็นโลกียะ ไม่เข้าสู่โลกุตระ เพราะทำไม่ถูก คุณลักษณะที่เรียกว่าบุญ บุญเป็นวิบัติ ไม่ใช่สมบัติจะต้องให้สะสมอะไรเลย บุญมีแต่วิบัติ มันไม่มีสมบัติ ทำสำเร็จมันยิ่งวิบัติสมบูรณ์เลย ไม่ได้มีสมบัติอะไรให้สะสมเลย นี่ ก็ชัดเจนขึ้น เพราะฉะนั้นคนที่ศึกษาบุญคือสมบัติที่ต้องสะสม ต้องได้บุญมากๆ บุญเยอะๆ อย่างธัมมชโย เจ้าประคุณเอ๋ยนอกนั้นก็เท่านั้นแหละมิจฉาทิฏฐิกันอยู่ คำว่าบุญคำเดียวนี้ แสวงบุญนอกขอบเขตพุทธกัน ถ้าหากอาตมาไม่มาเปิดเผย ไม่มายืนยัน หมด ไปไม่เหลียวหลังเลย ไปเลยไม่กลับมา มิจฉาทิฏฐิหายวับไปเลย อาตมาขึ้นมาทำสิ่งเหล่านี้ สรุปที่ สู่แดนธรรม... ถามมาก็คือต้องมีคุณสมบัติต่างๆเหล่านี้ เอามายืนยัน มี จรณะ 15 วิชชา 8 อย่างนี้เป็นต้น แล้วก็มี การจำแนกธรรม การสาธยายธรรมให้คนเข้าใจได้ เป็นสารถีฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ คนที่ฟังแล้วเข้าใจรับได้ ก็มาเรียนรู้ตาม จนกระทั่งเกิดมรรคผล แล้วก็เอาตัวเองเข้ามารวมตัวกันเป็นชุมชน เป็นหมู่บ้าน เป็นสังคม สังคมชาวอโศก ยืนยันปรากฏผล ให้คนมาดูได้ เอหิปัสสิโก เชิญให้มาพิสูจน์ได้ มีความจริง ความจริงของมนุษยชาติที่มีตัวตนบุคคล ทั้งรูปภายนอก ทั้งพฤติกรรม ทั้งจิตวิญญาณ ที่เป็นจิตวิญญาณลดละ หน่ายคลาย จากโลกที่เป็นโลกุตตรธรรม เป็นของจริงที่พิสูจน์ได้ ยืนยันได้ และมันกำลังเจริญมากขึ้นเรื่อยๆอยู่ ยังไม่มีอัตราการก้าวหน้าที่มากนัก พยายามจะให้มันมากอยู่ แต่มันก็จะมีปฏิภาคทวีขึ้นไปเรื่อยๆ เพราะอาตมากล้าพูดได้ว่าคนทั้งโลกจะต้องมาเรียนรู้โลกุตรธรรม แต่เขาไม่เห็นค่าก็เลยไม่มาเอา คนที่แสวงหามาเรื่อยๆไม่ว่าจะเป็นเทวนิยม โดยเฉพาะพวกชาวพุทธที่ไม่ใช่เทวนิยมทีเดียว แต่ก็มาเป็นเทวนิยมอยู่ในนี้ เป็น เดียรถีย์ มาแสวงบุญนอกเขตพุทธอยู่ในนี้ จนกระทั่งเกิดปฏิภาณใหม่รับรู้ว่า อย่างโพธิรักษ์คือความถูกต้อง เป็นอาริยธรรมของพระพุทธเจ้า เขาจะค่อยๆเริ่มรู้ แม้แต่ชาวพุทธที่มิจฉาทิฏฐิไปแล้ว เขาอาจจะค่อยๆเริ่มรู้ ข้างนอกจะค่อยๆมารู้ก็ค่อยๆรวมตัวกันเพิ่มมากขึ้น เพราะจุดสุดยอดของยอดพีระมิดนั้นคือพระพุทธเจ้า คือธรรมะพุทธศาสนา นี่เราพูดในพวกเรา ที่อื่น ก็เป็นศาสนาของเขา แต่ของพุทธเรา อันนี้เป็นโลกุตระธรรม จนกว่าคนจะมีดวงตา มีภูมิปัญญา มีไหวพริบ ว่าอันนี้เหนือกว่าอย่างไร พิสูจน์ว่าอันนี้ล้มล้างพระเจ้าเลยนะ โอ้โห! คนจะยอมล้มล้างพระเจ้านี้มันง่ายที่ไหน แต่จนกระทั่งเขาเข้าใจ อ๋อ! พระเจ้าก็ไม่เที่ยง เราไปยึดถือว่าพระเจ้าเที่ยง พระเจ้าก็รู้ในเรื่องความดี ไม่ได้ปฏิเสธ แต่แม้ดีก็ไม่ยึดมั่นถือมั่นว่าเป็นเรา สูงกว่านั้นมีสภาวะ พ้นจากความสุขความทุกข์ด้วย เข้าใจความสุขความทุกข์เพิ่มขึ้น อ๋อ! ไอ้สุขนี่ มันเป็นจอมมายาเหรอ โอ้! เราเสพสุขอยู่อย่างหยาบๆ เช่น ปูติน โจไบเดน อะไรที่เขายึดถือว่าสุข เขาจะต้องเป็นเจ้าโลก จะต้องเป็นใหญ่เป็นโต แม้แต่สีจิ้นผิง เขาก็ยังมีสุขอยู่ แต่ความสุขของเขาค่อนข้างไปทางความสงบ เพราะว่าพลเมืองอยู่กันอย่างเรียบร้อยสงบ สงบอย่างคอมมิวนิสต์บังคับด้วยกฎหมาย เหมือนอย่างเกาหลีเหนือ ถ้าหากค้านแย้งก็จัดการฆ่าเลย มีอำนาจบาตรใหญ่ขนาดนั้น ยิ่งกว่าสมบูรณาญาสิทธิราชย์อีก เพราะมันบวกเอาทั้งสมบูรณาญาสิทธิราชย์กับประชาธิปไตยเก๊ ต้องใช้คำเช่นนั้นไปร่วมอยู่ในนั้น สมบูรณาญาสิทธิราชย์กับประชาธิปไตยเก๊ อยู่ที่เกาหลีเหนือ มีสิทธิ์ขาด เด็ดขาดยิ่งกว่าพระเจ้า สั่งประหารชีวิตได้หมด แล้วก็มอมเมาว่า พวกคุณน่ะ มีสิทธิ์ แต่ว่าต้องช่วยประเทศชาติ โดยเอาชีวิตเข้าแลก มันซับซ้อนหลายชั้น ก็เป็นตัวอย่างของโลก ยกตัวอย่างเกาหลีเหนือ นอกนั้นก็ยังไม่เข้าใจอะไร เป็นเรื่องของ magical อย่างมีพลเมืองมาก เช่น ในตะวันออกกลาง หรือในแอฟริกาก็ยังไม่รู้อีโหน่อีเหน่ อย่างแอฟริกา พระเจ้า ยังไม่เป็นตัวตน แต่เป็นอะไรอย่างอื่นไปแล้วแต่อุปาทาน เป็น ผีสาง เป็นสิ่งลึกลับมีอำนาจพิเศษสั่งการ แล้วก็ไม่ได้ยึดถือแรงเหมือนตะวันออกกลางที่ยึดถือพระเจ้าองค์เดียว แล้วต้องตามคำสอนนี้อย่าออกนอกคำสอน แล้วต้องหาบริวาร แผ่มา พยายามหาบริวารต่างๆนานา เพราะฉะนั้นผู้ที่จะอิสระเสรีภาพและรู้จักว่าไม่ต้องยึดอำนาจบาตรใหญ่ มีแต่เมตตา มีแต่ช่วยเหลือผู้อื่น รู้จักการเกิดการตาย การเกิดการตายนั้นไม่ใช่เรื่องใหญ่เลย คนเราอายุ 100 ปีอย่างมากไม่ถึง 100 ปีดีนักก็ตาย ในยุคนี้แล้ว เพราะฉะนั้นไม่มีปัญหา ตายแล้วคุณก็ต้องมาเกิดอีกตามวิบาก วิบากดีคุณก็มาต่อวิบากดี วิบากชั่วคุณก็มาต่อวิบากชั่ว กัมมัสโกมหิ กัมมทายาโท กัมมโยนิ กัมมพันธุ กัมมปฏิสรโณ กัมมังสัตเตวิภัชติ กัมมุนาวัตตติโลโก อ่านสภาวะให้จริง ให้รู้จักสภาวะ 2 เทียบกันทีละคู่ คุณจะรู้รายละเอียดของเทวะนี้มากเลยทีละคู่ อะไรควรหรือไม่ควร แล้วมันไม่เที่ยงด้วย ความควรหรือไม่ควรมันไม่เที่ยงด้วย ตามมหาปเทส 4 ไม่เที่ยง มันขึ้นอยู่กับองค์ประกอบ กาละ เทศะ ฐานะ ใช้พยัญชนะเหล่านี้ย้ำยืนยันอธิบายแล้วก็จะรู้ว่า ความไม่เที่ยงนี้ยิ่งใหญ่อย่างนี้นะ แม้แต่ความเป็นเทวะ แล้วความเที่ยงคืออะไร คือ 0 สูญ อย่างผู้รู้เป็น อนุปคัมมะ เป็นผู้รู้แล้วรู้ความเป็น 0 รวมความไม่มี แล้ว เราก็ยังไม่ดับสูญเรายังมีชีวะ เราก็รู้ก็เห็นแต่เราเหนือมัน แล้วก็เข้าใจเห็นใจพวกที่มีด้วย เขายังมีอย่างอยากใหญ่ก็เห็นใจ เข้าใจเขา ช่วยได้ก็ช่วย ผู้ที่ยังช่วยไม่ได้ก็ให้ไปตามวิบากก่อนนะ เพราะพูดอย่างไรคุณก็ไม่รู้เรื่องโลกุตระ มันเป็นสัจจะของคนที่ยังไม่มีภูมิถึง ก็ต้องปล่อยเขาไป ดีไม่ดีอย่าไปยุ่งกับเขา เขาจะเอาเราตาย อาตมาระมัดระวัง อย่าไปแตะเข้าเดี๋ยวตาย ตายก็ไม่ได้ทำหน้าที่เท่านั้นเอง เราก็ไม่ได้ไปพยาบาทเขาหรอก เพราะเขาไม่รู้ เขานึกว่าไปแตะต้องสิ่งที่ยิ่งใหญ่ที่เขายึดถือ ไม่ได้หรอกเขาเอาตายเลย ไปเอาหัวใจเขามาไม่ได้ ไปแตะให้หัวใจบอบช้ำ ให้หัวใจเขากระเทือน เขาก็ไม่ยอมอย่างนี้เป็นต้น เราก็ต้องรู้หลบเป็นปีกรู้หลีกเป็นหางบ้าง แล้วก็ทำอย่างพอสมควรที่พอเหมาะ เพราะฉะนั้นผู้ที่จะมากอบกู้ ต่อยอดศาสนาพุทธได้ จึงต้องรอบรู้ อาตมาเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 มีสิ่งเหล่านั้นพอ มีสิ่งที่จะกอบกู้พอ อาตมาขยายความไว้ไม่หมด ทั้งเวลาและความรู้ก็ไม่พอ ก็ขยายความไว้ประมาณนี้ก็แล้วกัน อาตมาไม่ได้ถ่อมตน ไม่ได้ยักไม่ได้กักไว้เลย ทำเต็มที่ เท่าที่กาละ เทศะ ฐานะ อันควรจะทำมาเรื่อยๆ จนมาเกิดผล เกิดมรรคผลมาได้ขนาดนี้ก็ขอยืนยันว่าสิ่งที่ได้ ที่มี ที่เป็น จากคนมาประพฤติบรรลุมรรคผล จนเกิดชุมชน เกิดสังคมสารานียธรรม 6 เพราะมีคุณธรรมของวรรณะ 9 หรือพุทธพจน์ 7 อย่างแท้จริง มีคุณธรรมคุณวิเศษเหล่านั้นจริงๆ คุณมาเป็นคนเลี้ยงง่ายก็เป็นคุณวิเศษ มาเป็นคนบำรุงง่ายก็เป็นคนวิเศษ มาเป็นคนมักน้อยเป็นคนกล้าจนหรือคนมีสมบัติ 0 เลย ก็เป็นคุณวิเศษ ใจมันพอ มันสันโดษ แล้วเป็นคนที่ขัดเกลาตนเอง สัลเลขะ ก็เป็นคนมีคุณวิเศษ คนไม่มีคุณวิเศษจะไม่ขัดเกลาตนเองหรอก มีแต่อยากใหญ่ อยากเบ่ง เหมือนทักษิณ ไม่ได้คิดจะขัดเกลาตัวเองเลย มีแต่ตะแบง ที่เข้าใจหาทางเลี่ยงได้ก็เอาแล้ว พ่นออกมา แล้วอันใดยังไม่มีคารมโวหารแย้งได้ก็เอาไว้ก่อน อันใดแย้งได้ก็เปิด club house กว่าแกจะรู้ตัวก็ยาก สู่แดนธรรม... มีอยู่คำนึงที่ผมรู้สึกว่า พ่อท่านว่าแม้เป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 หรือ 8 ก็ยังต้องสั่งสอนความเป็นสารถีฝึกบุรุษที่สมควรฝึกได้ อันนี้คนภายนอก อย่าไปคิดว่าพ่อท่านไปยกตนเท่าพระพุทธเจ้านะ แต่คือพ่อท่านเหมือนครูน้อย พ่อครูว่า... เราก็เป็นครูน้อยสุดฝึกได้เท่าที่เราเป็น ระดับ 8 จะขึ้นหรือยังก็ยังดูไปว่าไป เพราะฉะนั้นก็อยู่ที่สัจจะความจริงว่าเราเป็นได้ เป็นได้อย่างเป็นสัจธรรมอันนั้น เราขึ้นถึง เรามีคุณสมบัติ มีคุณธรรมอันนั้นอย่างแท้จริงหรือไม่ ถ้ามีจริงก็จริง ยังไม่จริงเราหลงก็หลง เราไม่หลงแล้วเราเป็นจริง แม้แต่ที่เราได้เป็นจริงแล้วเราไม่หลง เราได้แล้วเรามีความสูงแต่เราหลงว่ายังเตี้ยก็ดีกว่า แต่ที่เรายังเตี้ยเราก็หลงว่าเราสูงนั้นก็จะบ้าเอา เพราะฉะนั้นความจริงที่พิสูจน์อันนี้ก็เป็นสัจธรรมที่มนุษย์ ผู้แสวงหาในโลกจะต้องแสวงหานิพพาน ได้นิพพานแล้วคุณจะต่อยอดเป็นโพธิสัตว์ช่วยมนุษย์โลกอีก กตัญญูกตเวทีต่อธรรมะ ต่อศาสนาไป ก็ทำ ไม่ทำคุณก็ไม่เป็นไรหรอก ปรินิพพานได้คุณก็เอาตัวรอดไปคนเดียว แยกธาตุเป็นดินน้ำไฟลมได้คุณก็ปรินิพพานเป็นปริโยสานไป ก็ไม่มีใครว่าอะไรใคร อาตมามันหนักก็ตรงที่ว่าพระพุทธเจ้าท่านทิ้งอาตมาไว้ เพราะท่านสอนแต่ใบไม้กำมือเดียว อาตมาก็เลยจะต้องมาขยายใบไม้ทั้งป่า ไปตามลำดับ สู่แดนธรรม... ตอนแรกผมเข้าใจผิดว่า พ่อท่านจะต้องรับนโยบายของพระพุทธเจ้าว่าสอนใบไม้กำมือเดียว เป็นโพธิสัตว์ก็สอนใบไม้กำมือเดียวเหมือนกัน พ่อครูว่า... ไม่ใช่ ต้องสอนให้คนที่ช่วยตัวเองได้แล้วสอนคนอื่นต่อ ท่านเพาะพุทธชอบจะเอาประโยคนี้ไปพูดต่อ หากเอาตัวรอดคนเดียวก็ปรินิพพานแล้วก็ 0 ไปเลย สอนเท่าที่ตัวเองสามารถ อย่าไปทำเป็นเตี้ยอุ้มค่อม อย่าประมาท เพราะฉะนั้นเผื่อพอเอาไว้ เราจะช่วยก็ต้องเผื่อไว้นะ เรามีแรง มีความสามารถน้อย เราต้องพยายามที่จะทำ ประมาณ 70 80 เผื่อไว้ว่า อีก 20 นั้น มันยังไม่เต็มที่ยังไม่ดีพอ เอาเต็มที่แค่ 80 เราต้องประมาณเผื่อพอเอาไว้อย่างนั้น ต้องถ่อมตนไว้ สู่แดนธรรม... ทำให้เหลือคงคลังไว้ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ประมาทไม่ได้ ถ้ามี 100 ก็จ่ายหมด 100 มันก็ไม่เหลืออะไร สัจธรรมมันก็ว่ากันไปได้เรื่อยๆ ก็ขยายไปเรื่อยๆ 650601 คุณสมบัติผู้กอบกู้ศาสนาพุทธในยุคกึ่งพุทธกาล พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน