พราหมณ์มหาศาลสมัยพุทธกาล ก็คือพระมหาศาลในยุคนี้.docx
เนื้อหาในไฟล์
พราหมณ์มหาศาลสมัยพุทธกาล ก็คือพระมหาศาลในยุคนี้ _พ่อครูว่า... วันนี้มาเข้าสู่ประเด็นที่เราต่อเนื่องกันอยู่ใน อัมพัฏฐสูตร พระพุทธเจ้าขึ้นต้นเมื่ออัม พัฏฐะยอมรับแล้วว่าเขามีแต่เปลือกคือภาษาว่า วิชชาจรณะ เขามีแต่ตรรกะบัญญัติ เหมือนกับสมัยนี้ที่ไม่เข้าหาเนื้อแท้ ไม่เข้าหาสภาวะธรรม แล้วก็ให้พระพุทธเจ้าทรงอธิบายขยายความจรณะ 15 วิชชา 8 พระพุทธเจ้าก็เริ่มเลย ว่าธรรมะในโลกนี้มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นมาเป็นผู้ตรัสรู้ชอบเป็นอะไร ท่านก็ว่าไปตามพุทธคุณ 9 แล้ว หลังจากนั้น คนมาได้พบพระพุทธเจ้า ได้ฟังธรรมะ ก็ศรัทธาเลื่อมใสออกบวชตาม เมื่อออกบวชตามก็พากเพียรศึกษา เมื่อศึกษาแล้วก็บรรลุธรรมตาม เกิดศาสนาพุทธขึ้นมา เพราะฉะนั้นศาสนาพุทธก็เจริญงอกงาม เมื่อเจริญงอกงาม ตั้งอยู่ประมาณหนึ่งแล้วก็ต้องเสื่อม ความเสื่อมเป็นความเสื่อมจริงๆ คือเดินลง เสื่อมเอามากๆก็ลงไปมากไกลลิบเลยไกลไปจากความจริง ความเสื่อม พระพุทธเจ้าก็อธิบายให้ อัมพัฏฐะฟังว่า ศาสนาพุทธก็มีความเสื่อมเหมือนกัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปเหมือนกัน นั่นคือความเสื่อมของจรณะและวิชชา เกิดเป็นฆราวาส เกิดเป็นกษัตริย์ เกิดเป็นนักบวช เป็นพราหมณ์ มันก็ไม่เที่ยงอยู่แล้วมันก็เสื่อม แต่มันยึดมั่นถือมั่นเป็นรูปธรรม เหมือนอัมพัฏฐะยึดมั่นถือมั่นว่าตัวเองเป็นนักบวชเป็นพราหมณ์ ทั้งๆที่เป็นพราหมณ์มีเมีย มีข้าวของ มีทรัพย์ศฤงคาร เป็นพราหมณ์มหาศาล นักบวชขี้หมาอะไร มีลูก มีเมีย มีผู้สืบสกุล เหมือนกับศาสนาพุทธทุกวันนี้ในญี่ปุ่น เป็นเจ้าของศาสนาพุทธเลย มีลูก มีเมีย มีธนาคารของตัวเองเลย มีทรัพย์ศฤงคาร มีสมบัติอะไรต่ออะไรพร้อม พุทธศาสนาอยู่ในญี่ปุ่น เป็นพราหมณ์มหาศาล มหาศาล หมายถึงว่า สะสมมากมาย ร่ำรวย สมัยนี้ก็เป็นพระมหาศาล อย่างร่ำรวยเยอะแยะ ขนาดพระป่าอย่างหลว
อ่านต่อ
งปู่แสงก็มีเงินตั้ง 100 ล้าน พระพุทธเจ้าก็สรุปว่า อัมพัฏฐะ ความเสื่อมนั้นมี 4 ประการ คือ เมื่อไปเชื่อ ไปคิด ไปเห็น ไปเข้าใจว่า จรณะวิชชา สมบัติ จะต้องอยู่กับพระป่า เพราะฉะนั้นใครจะได้จรณะวิชชาสมบัติ จะต้องออกไปหาอาจารย์ในป่า แล้วก็ไปเรียนรู้ถ่ายทอดวิชชาจรณะกับอาจารย์ที่มีวิชชาจรณะในป่า นี่คือความเสื่อม คนไปเข้าใจว่าถ้าจะเอาจรณะวิชชาสมบัติ อาจารย์ผู้ที่มีวิชชาจรณะสมบัติ ต้องเป็นอาจารย์ในป่า เสร็จแล้วเธอก็จะเข้าป่า ไปเจอใครเข้าก็ไม่รู้ ตั้งตนเป็นอาจารย์ทางศาสนาพุทธ บอกว่าเป็นผู้ที่มีวิชชาจรณะ แต่แท้จริงแล้วไม่มีหรอก สอนแล้วไม่มีวิชชาจรณะ แต่คุณก็หลงกันว่านี่แหละเข้าใจวิชชาที่เป็นเดียรถีย์ ฌานก็แบบเดียรถีย์ สมาธิก็แบบเดียรถีย์ วิมุติก็แบบเดียรถีย์ แล้วไปเข้าใจว่า เดียรถีย์ นั่นแหละคือพุทธะ แล้วไปบำเรออาจารย์ในป่า เหมือนกับเดี๋ยวนี้หลงใหลพระป่า ว่าถูกต้องถ้าจะบรรลุอรหันต์ต้องปฏิบัติแบบพระป่า แม้แต่เป็นพระบ้าน ทุกวันนี้ก็ยังมีความคิดเชื่อว่า จะต้องปฏิบัติอย่างพระป่า ตัวเองอยู่บ้านก็จะต้องนั่งหลับตาสะกดจิต เดินจงกรม ย่างหนอก้าวหนออยู่เหมือนกัน ไม่ได้ปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 เลย (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สู่แดนธรรม... เป้าหมายของวิชชาจรณะ คือ ทำให้เกิดความสงบ พ่อครูว่า... พระป่า เขาก็มีความสงบบ้างเหมือนกัน ยิ่งพระบ้านไม่มีความสงบเลย เมื่อเข้าใจผิดเช่นนั้น เป็นความเสื่อมในประเด็นที่พระพุทธเจ้าท่านย้ำกับอัมพัฏฐะคือ ไปอยู่ป่ากัน ท่านแยกเป็นความเสื่อม 4 ประการ ซึ่งพระพุทธเจ้าพยากรณ์เอาไว้ว่าจะมีความเสื่อมเกิดขึ้นในอนาคต ซึ่งก็เกิดจริงเพราะว่าศาสนาพระพุทธเจ้าผ่านมา 2,500 กว่าปี กึ่งหนึ่งของศาสนาพุทธแล้วมันก็เสื่อมถึงขีด อาตมาจึงต้องมาเพราะเป็นผู้สืบทอดมาสถาปนาศาสนาพุทธขึ้น ที่พูดนี้พูดความจริงเพราะอาตมาพูดเท็จไม่เป็น ใครจะฟังแล้วเชื่อ เข้าใจขึ้นก็ดี ใครฟังแล้วไม่เชื่อ เข้าใจไม่ได้จริงๆ มันก็เป็นสิทธิ์ของเขา ไม่รู้จะไปบังคับกันอย่างไรนะ มันต้องเป็นอย่างนั้น เพราะฉะนั้นเมื่ออาตมาอุบัติขึ้นมานั้น โลกุตระไม่มี มีภาษาคำว่า โลกุตระ อยู่ในพระไตรปิฎก มีบ้าง ก็ยังดี ยังมี แบ๊บติส คือท่านพุทธทาส เหมือนแบบที่นำมาก่อน นำมาก่อนแล้วก็จะมีผู้ที่ตามมาอธิบายทีหลัง เปิดฉาก จะมีคนมานะ ผู้ทรงคุณธรรมมาเกิดนะ ของทางศาสนาคริสต์เขาก็มีแบ๊บติส อาตมาอุบัติขึ้นมาก็มีท่านพุทธทาสเป็นแบ๊บติส อุบัติขึ้นมาก่อน ท่านพุทธทาสก็ยังไม่มีตัวจริง นำเอาคำว่าโลกุตระมาแต่ไม่ได้สาธยาย เขาสาธยายไม่ออก แต่รู้แล้วโลกุตระเป็นของพระพุทธเจ้า ก็เอาภาษาคำพูดขึ้นมาว่าเป็นโลกุตระ จากนั้นก็มีผู้ที่เห็นว่าคำว่า โลกุตระ มันเหนือโลกโลกีย์ก็เข้าท่า แต่ก็ไม่ได้มีใครขยายได้ นำเนื้อหาสาระของโลกุตระขึ้นมาสถาปนาขึ้นในมนุษย์จริงๆ ในจิตวิญญาณ ในกายในจิตในตัวบุคคลจริง อาตมามาทำ มาอธิบายมาพาทำ จนเกิดจนเป็นได้จริง ยืนยันได้ว่าเป็นโลกุตรธรรม ตามหลักฐานอ้างอิงยืนยัน มากมายหลากหลายสารพัด ซึ่งจุดที่เข้าเป้าที่สุดก็คือ บอกว่าโลกุตรธรรมนั้นคือ มีญาณปัญญา มีสติสัมปชัญญะ มีสติสัมโพชฌงค์ ธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ หรือขยายเป็นโพธิปักขิยธรรม 37 มีกาย เวทนา จิต ธรรม รู้ข้างนอกข้างใน รู้เข้าไปถึงข้างใน ในเข้าไปหากายใน ในเข้าไปหาจิต จิตก็ในเข้าไปหาธรรมะเป็นโลกุตรธรรม โลกุตรธรรมก็คือมารู้จักเจโตปริยญาณ 16 รู้จักราคะ โทสะ โมหะ แยกราคะ โทสะ กับไอ้ที่มันไม่เป็น เป็นจิตสะอาดจากราคะ โทสะ โมหะ คือ วีตราคะ วีตโทสะ วีตโมหะ แยกให้ออกระหว่างลักษณะที่มีกิเลสกับไม่มีกิเลส มันลิงคต่างกันนะ ต่างกันอย่าง หยาบ กลาง ละเอียด ก็ต้องเรียนรู้ความจริง ต้องเอาให้หมด ละเอียดก็ไม่เอา เอาจนกว่าจะหมดเป็น 0 หรือละเอียดเป็นอรูปอยู่ ก็ไม่เอา เอาให้หมด ให้ไม่มีเลย นี่พยัญชนะภาษาง่ายๆ จนทำได้เป็นขั้นๆ สังขิตฺตํจิตตํ วิกขิตฺตํจิตตํ เป็นคู่ๆไป จนเป็นมหัคต อมหัคตะ จนเจริญเป็นอนุตระ สอุตระ จนเป็นสมาหิตะ อสมาหิตะ เป็นวิมุติ อวิมุติ เพราะฉะนั้น โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าคือ รู้จักจิต เจตสิก รูป นิพพาน อธิบายเจตสิกต่างๆได้ โดยเฉพาะเจตสิกที่เป็นเวทนา เวทนา 108 แล้วก็แบ่งออกเป็น โลกียะคือ เคหสิตะ เวทนา ทำให้กิเลสออกได้เรียกว่า เนกขัมมะสิตะเวทนาอีก 18 จนสำเร็จถึงอุเบกขาทุกทวาร สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ 3 อย่างกับอีก 6 ทวารเป็น 18 ตาก็ 3 สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ หูจมูกลิ้นกายก็ 3 ทุกข์ไม่สุขไม่ทุกข์ เพราะฉะนั้นกิเลสเกิดใน 6 ทวาร แล้วก็ไปยึดเป็นสุข ไม่เอาทุกข์ไม่ชอบทุกข์ แต่ไม่มีวิธีทำให้ทุกข์หมด ไปเข้าใจว่าทุกข์ เอาความทุกข์ออกแล้วจะเอาความสุขมันผิดมันเป็นมายา นี่คือประเด็นที่เข้าใจผิด ไม่เข้าใจว่าสุขทุกข์นี้แยกไม่ออกมันเป็นมารตัวเดียวกัน มารตัวหลอกว่าสุข แท้จริงแล้วตัวเองเป็นตัวทุกข์ หลอกว่าเป็นสวรรค์แต่แท้จริงตัวเองเป็นนรก ไปหลอกว่า ตัวเองเป็นพระเจ้า แต่ตัวเองเป็นซาตาน มันแยกไม่ออกว่าเป็น 2 คือเทวะ 2 ฉะนั้นแยกไม่ออกก็เลยตีทิ้งมันทั้ง 2 อันเลย นี่คือศาสนาพุทธ 650530 ทางเสื่อมวิชชาและจรณะ 4 ประการ รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 40