660609 สดจากปัจฉาปักษ์แรก มิถุนายน 2566 ธัมมิกราษฎร์ผู้ประกาศโลกุตรธรรมในยุคกึ่งพุทธกาล_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
660609 สดจากปัจฉาปักษ์แรก มิถุนายน 2566 : 🌿 ธัมมิกราษฎร์ผู้ประกาศโลกุตรธรรมในยุคกึ่งพุทธกาล 💦
💧 พยาธิทุกข์คือทุกข์ที่เลี่ยงไม่ได้ สุขภาพพ่อครูในช่วงหน้าร้อนจัดปลายเดือนพฤษภาคมถึงต้นเดือนมิถุนายน 2566 ยังขึ้นๆลงๆ เนื่องด้วยอากาศร้อนจัดทำให้พ่อครูไม่ค่อยได้ออกไปเดินออกกำลังกาย ใช้เวลาทั้งวันในการนั่งเขียนหนังสือที่ห้องทำงานเป็นหลัก ทำให้สุขภาพอ่อนแอลงบ้าง สอดคล้องกับค่าผลตรวจเลือดเดือนพฤษภาคม ที่แย่ลงนิดหน่อย ค่าโปรตีนสีแดงที่จับออกซิเจนในเลือดหรือ Hemoblobin (Hb) เมื่อ 2 เดือนก่อน =12.7 mg/dI มาปลายเดือนพฤษภาคมได้ Hb =10.3 mg/dI
ฤดูฝนนำพาเทศกาลอโศกรำลึกเวียนมาอีกครั้ง อากาศเย็นลงสดชื่นพ่อครูได้ออกไปเดินออกกำลังกายมากขึ้นสุขภาพก็ดีขั้นตามไปด้วยเป็นลำดับ พ่อครูพาเดิน Adventure ในวันที่ 2 ของงานอโศกรำลึก เดินได้ถึง 7,172 ก้าว อย่างสบายๆไม่เหนื่อยไม่หนักแต่อย่างใด
💧 สถาปนาหัวใจของศาสนาคือโลกุตระเข้าไปสู่การเมือง พ่อครูให้โอวาทในการประชุมใหญ่พรรคสัมมาธิปไตยครั้งที่ 1 เมื่อวันที่ 9 มิถุนายน 2566 ตอนหนึ่งไว้ว่า...
หัวใจสำคัญของที่เรากำลังจะมาสถาปนาลงไปในการเมือง เรียกว่า “โลกุตรธรรม” ซึ่งเป็นธรรมะที่ไม่เห็นแก่ตัว ละล้างความอยากได้มาให้แก่ตัวเอง มีแต่ความต้องการความประสงค์ที่จะทำเพื่อมวลมนุษยชาติ มันตรงกับอุดมคติของคำว่าประชาธิปไตย คือเพื่อมวลมนุษยชาติ เราไม่มีตัวตน ไม่มีตัวเราเอง แต่เรามีความรู้ เรามีกรรมกิริยาต่างๆ ที่เราจะประพฤติปฏิบัติสร้างสรรทำประโยชน์ให้แก่ประชาชน
และเราก็ไม่ได้เป็นการบังคับหว่านล้อมด้วย ใครจะมาก็มาด้วยอิสระเสรีภาพ เห็นดีเห็นงามก็มาเป็นมวลเป็นสมาชิก แล้วมันก็จะแน่นมันจะจริงจังเป็นหนึ่งเดียวกันเป็นเนื้อหาโลกุตระ มันจะแข็งแรงไปในอนาคต
อ่านต่อ
เรื่อยๆ แข็งแรงและโตอย่างเป็นสัจจะ อาตมาว่าไม่น่าจะถึง 50 ปีไม่จำเป็นต้องถึงร้อยปี ทำไปดีๆอีกสัก 50 ปีจะเห็นผล
พรรคสัมมาธิปไตย จะไม่ไปประกาศหาสมาชิก แต่เราจะมีหลักเกณฑ์คัดเลือกใครจะมาเป็นสมาชิก ต้องมีคุณสมบัติอย่างนี้จึงจะเป็นสมาชิกได้ ด้วยความสมัครใจด้วยความลึกซึ้งของโลกุตรธรรม ว่า พรรคนี้ ใครได้เป็นสมาชิกเป็นยอด เป็นบุญหัวเลย ซื้อไม่ได้ขายไม่ได้
ถ้าไม่มีคุณธรรมพอเขาไม่รับ ถ้าใครมาสมัครแล้วเขารับ เท่ากับการรับรองว่าคนนี้ใช้ได้คนดีแน่นอน ถึงอย่างนั้นเลย อย่าเอาเงินมาซื้อให้ยาก ซื้อไม่ได้ เอาเงินทองคำเอาดอลลาร์ก็ไม่ได้ เพราะดอลลาร์คือเศษกระดาษชำระยิ่งไม่ได้ใหญ่
💧 ธัมมิกราษฎร์ผู้ประกาศโลกุตรธรรมในยุคกึ่งพุทธกาล พ่อครูเทศนาในงานอโศกรำลึกปีนี้...ตอนหนึ่งว่า อาตมาจึง“จำเป็น-จำนน-จำยอม-จำต้อง”เอา “ตนเอง”นี้แหละ“ตัวแท้”ที่จะยืนยันเป็นหลักฐาน เพื่อเปรียบเทียบกับ“ความไม่จริง”ที่คนยุคนี้ไปหลงงมงายเข้าใจเชื่อผิดๆ หลงเชื่อถือผิดๆ อยู่กับ“อรหันต์ปลอม-อรหันต์เก๊”กันอย่างน่าสงสารสุดสงสารยิ่งนัก ซึ่งมันก็รู้“ความจริง”กันได้ยากสุดแสนยากยิ่งยอดอีกด้วย ว่า อย่างไหนจริง อย่างไหนเก๊ หรือยังไม่แท้!!!
อาตมา “จำเป็น-จำนน-จำยอม-จำต้อง”แสดงตัวขึ้นมาให้ปรากฏ ให้คนพิสูจน์“ความจริง”ที่แท้ เปรียบเทียบกับ“ความเก๊” ตามที่อาตมากล่าวผ่านมาเมื่อกี้นี้ให้สัมผัสกัน ให้มาใช้เรียนรู้“ถลกหนัง-ลอกคราบ”กันจริงๆ ว่า อาตมานี้แหละคือ ตัวตน“อรหันต์จริง”ยืนยัน อ้างอิงกันได้ ทั้งตัวเอง ทั้งคำพูด คำอธิบาย ทั้งการปฏิบัติ ทั้งการเกิดผลขึ้นมาในตนเอง ว่า ตรงตามพุทธธรรมของพระพุทธเจ้า
ซึ่งมีประชาชนคนทั้งหลายที่มาเข้าใจตามที่อาตมานำเสนอ ก็มีผู้รู้ตามได้ มาปฏิบัติตามจริง กระทั่งเกิดมรรคผล มีหมู่กลุ่มสังคมคนพุทธเกิดปรากฏขึ้นท่ามกลาง“ความเสื่อม”ของพุทธ เรียกคนกลุ่มนี้ว่า “ชาวอโศก”หรือชาว“สันติอโศก” ซึ่งก็เป็นชาวพุทธที่เกิดมีกันขึ้นในโลกยุคนี้สมัยนี้ดำเนินชีวิตอยู่เป็นสังคม“สาราณียธรรม 6”มีวัฒนธรรมขั้น“สาธารณโภคี” ยืนยันให้พิสูจน์กันว่า ตรงตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ไหม?
💧 สัมพันธ์แต่ไม่ผูกพัน 29 พฤษภาคม 2566 ...พ่อครูเทศน์หน้าศพของคุณประทับใจ(บี) รักพงษ์อโศก ตอนหนึ่งไว้ว่า....
วันนี้เรามีศพ อยู่ข้างหน้าอาตมานี่ตั้งอยู่ข้างหน้าอาตมานี่เป็นศพของ นางสาวประทับใจ รักพงษ์อโศก ซึ่งเพิ่งเสียชีวิตไป เมื่อวานนี้ ถูกรถจักรยานยนต์ชนในขณะที่ไปทำงาน แล้วรถมันเสียน้ำมันหมด แล้วลงมาจากรถ เอาไฟมาส่องถนน มันเป็นที่มืดๆ รถมอเตอร์ไซค์มาจากไหนไม่รู้ ซัดตูมเดียวซี่โครงหัก ขาหัก แล้วก็เลือดตกใน ช่วยกันไม่ทัน ก็สิ้นชีวิตไปเสียก่อน
กำลังจะทำปริญญาเอก กำลังจะได้ปริญญาเอกแล้ว ก็บอกอาตมาอยู่ว่า อย่างไรปีนี้ก็คงได้จบปริญญาเอก อาตมาก็ถามเขาอยู่เสมอ เขาก็ตั้งใจทั้งทำงาน ทั้งปฏิบัติธรรมทั้งสอนหนังสือ ครบครัน(ดูแลพ่อที่ป่วยเป็นอัลไซเมอร์,เป็นคุรุสอนเด็กนักเรียน,ทำกสิกรรม,ทำสื่อบุญนิยม) เพราะฉะนั้นจึงมีความสำคัญ สัมพันธ์กับพวกเราจนกระทั่งพวกเราได้เผลอ ไปมีความผูกพัน
สัมพันธ์กับผูกพันนี้ต่างกัน ผูกพันคือสังโยชน์คือความติดยึดผูกพันกัน จะไม่พรากจากกันว่างั้นเถอะ สัมพันธ์คือการเกี่ยวข้องกันทำงานร่วมกันอยู่ด้วยกัน ส่งเสริมกัน ขัดเกลากัน ทำประโยชน์แก่กันและกันจนกระทั่งมีประโยชน์มากขึ้น สร้างสรรมีประโยชน์ต่อผู้อื่นทั้งวัตถุทั้งพฤติกรรม กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ทั้งความรู้ความคิด ปัญญา เชื่อมโยงกันอยู่ไม่ขาดตลอดเวลา
ฟังดีๆนะพวกเรายังมีทุกข์อยู่ มี โศก ปริเทว ทุกข ยังมี โทมนัส ยังมี อุปายาสะ อยู่ นี่คือคนที่ยังไม่รู้ความจริงยังมีโศกอยู่ ทั้งๆที่พวกเราคือพวกที่ไม่โศกแล้ว บรรลุความโศกเป็นอโศกแล้ว แต่ก็มีผู้ที่ยังไม่บรรลุมีความโศกอยู่ ยังมีแค่พิรี้พิไรอยู่
แหมนี่! มาพรากจากกันตายจากกัน เรามีชีวิตเคยร่วมทุกข์ร่วมสุข ร่วมประโยชน์ร่วมสร้างสรร ร่วมเรียนรู้ ร่วมอาศัยซึ่งกันและกัน มีความสัมพันธ์ด้วยกันมา แต่เสร็จแล้วมาตายจากกัน... มีใครจะไม่ตายจากกัน มีไหม ใครจะไม่ตายจากกันเลยตลอดนิรันดร ยกมือ! เด็กก็เข้าใจ ผู้ใหญ่ก็เข้าใจ ไม่มีใครจะไม่ตายพรากจากกัน
....กองงานปัจฉาสมณะ 10 มิถุนายน 2566