660723 สดจากปัจฉา ปักษ์หลังกรกฎาคม 2566 ความยึดมั่นของอโศกเป็นอนัตตาธรรม_บันทึกปัจฉาพ่อครู โดย ส.แสนดิน.docx
เนื้อหาในไฟล์
660723 สดจากปัจฉา ปักษ์หลังกรกฎาคม 2566
🌿ความยึดมั่นของอโศกเป็นอนัตตาธรรม ไม่ใช่อัตวินิบาตกรรม💦
ในรายการพุทธศาสนาตามภูมิ 21 ก.ค. 2566 คุณเล็ก วันนะ ได้ถามพ่อครูว่า... “อัตวินิบาต(การฆ่าตัวตาย)” ของอโศกคือ“ยึดมั่นถือมั่นในฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง”หรือไม่? ......................................................
พ่อครูตอบว่า... “คุณพูดถูกต้อง แต่ไม่ใช่“อัตวินิบาต” เป็นความ “หลุดพ้น-ลอยตัว”ของชาวอโศก เป็นความ“ลอยตัวอยู่เหนือ”แล้วหลุดพ้นแล้ว เพราะฉะนั้น การยึดมั่นถือมั่นฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถูกต้อง
เพราะรู้ว่าอะไรถูกต้องก็ต้องยึดฝ่ายนั้น อะไรไม่ถูกต้องไม่ต้องไปยึดสิ ต้องเลิก ถ้าเราไปยึดฝ่ายไม่ถูกต้องฝ่ายไม่ดีอยู่ เราก็ต้องเลิก เราก็ต้องมายึดฝ่ายดี
แต่คำว่ายึดมั่นถือมั่นนี้ ผู้ที่ยังไม่เข้าใจก็ยังต้องยึดมั่นถือมั่นก่อน ยึดมั่นถือมั่นดีให้ได้ แล้วอย่าให้ความไม่ดีนี้มันดึงลงไป พอได้แล้วก็ค่อยๆปล่อย ค่อยๆละหน่ายจางคลายวางไป ไม่ต้องไปยึดมั่นถือมั่นจนที่สุด อย่าไปยึดว่าเป็นเราเป็นของเรา” ......................................................
นี่คือลักษณะของผู้ที่มี“อนัตตาธรรม” คือ ไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่เลือกเข้าข้างสิ่งที่ถูกต้อง แล้วก็ปล่อยวางได้เพื่อยึดสิ่งที่ดีกว่า และที่สุดปล่อยวางความดีที่สุดนั้นได้ โดยไม่ยึดเป็นเราเป็นของเรา
ซึ่งแตกต่างจากผู้ที่ยึดมั่นถือมั่นตาม“ตัณหา-อุปาทาน” ตัวอย่างเช่น “พรรคก้าวไกล” ที่ยึดมั่นถือมั่นในทิฏฐิของตนเอง จะต้องแก้ไขหรือยกเลิก ม.112 ให้ได้ เอาไว้เป็นการหาเสียงจนได้คะแนนเสียง 14 ล้านเสียงมา ซึ่งเป็นการ“หาเสียงเพราะหิวแสง”ซึ่งที่สุดกลายเป็นการเอา“คอพาดเขียง” เพราะคำพูดที่ตนหาเสียงไว้มันรัดคอดิ้นไม่หลุด แทบทุกพรรคต่างไม่เอาด้วย จึงเป็น
อ่านต่อ
การกระทำที่ฆ่าตัวเองหรืออัตวินิบาตกรรมโดยแท้
แม้พรรคก้าวไกลจะได้สส.มากเป็นอันดับหนึ่ง แต่คะแนนไม่ถึงจะเลือกนายกฯได้ ก็ต้องรวมกับพรรคอื่นๆ แต่เนื่องจากความยึดมั่นถือมั่นในการแก้ไข ม.112 ถ้าเขาไม่แก้ ม.112 พรรคอื่นๆก็ร่วมเป็นรัฐบาลด้วยได้ คุณพิธาก็คงได้เป็นนายกฯคนที่ 30 ไปนานแล้ว
ทำอย่างลุงตู่คืออนัตตาธรรม อย่างที่พิธาทำคือฆ่าตัวตาย
อย่างที่คุณพิธาทำ กับอย่างที่นายกฯลุงตู่ทำ มันคนละขั้วคนละทิศทางกลับกัน 180 องศาเลย คุณพิธายึดมั่นถือมั่นเพื่อให้ประเทศชาติวิบัติ วินาศสันตโร แต่ลุงตู่ทำคือความปล่อยวางอัตตาเพื่อประเทศชาติเจริญรุ่งเรืองอย่างมีผลงานเป็นประจักษ์ต่อสายตา
คุณพิธาขนาดยังไม่ได้เป็นนายกฯก็ยกตัวยกตน ยกตนข่มท่าน ประกาศไปทั่วว่าตนคือนายกฯคนที่ 30 ซึ่งแสดงกิเลส อุปกิเลสแสดงออกมาอย่างโจ่งแจ้งอย่างหน้าด้าน ไม่ละอายเลยสักนิด แต่ก็แปลกที่ผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่ชี้นำสังคมได้หลายๆคน ก็ยังเชียร์คุณพิธาและพรรคก้าวไกล โดยไม่ดูความเป็นจริงของสัจธรรม ไม่เอาคุณธรรมเป็นที่ตั้งเลย ...................................................... ประเด็น : ผู้มีอิทธิพลทางความคิดที่ชี้นำสังคมได้หลายๆคน ก็ยังเชียร์คุณพิธาและพรรคก้าวไกล โดยไม่ดูความเป็นจริงของสัจธรรม ไม่เอาคุณธรรมเป็นที่ตั้งเลย
พ่อครูว่า... “มันเป็นกิเลสของเขา-ความยึดของเขา” แล้วมันก็แสดงออกมาเป็นปมเด่นอันนั้นอันนี้ มาจากความริษยา พวกนี้เป็น “นักคิด”ไม่ใช่“นักทำ” ได้แต่คิด ไม่ได้สร้างงาน ไม่ได้ลงมือสร้างคน สร้างสังคม สร้างหมู่กลุ่มอะไร มีแต่คิด คิดผกผันซับซ้อน
คือ ความคิดความรู้ของคนพวกนี้ มันไม่ลึกไปถึงขั้นเปลี่ยนจิตได้ จิตก็ยังคงเดิม เป็นเฉโกอย่างเดิม มันก็มีแต่หลงโลกีย์จัดจ้านเหมือนกัน มันมองง่าย มันแนวเดียวกัน เส้นเดียวกันก็เลยเห็นอย่างเดิม มันทวนกระแสยังไม่ได้ ยิ่งสภาพปฏินิสสัคคะยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เขาไม่มีทางรู้ได้แน่
“ปฏินิสสัคคะ” แปลว่าสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน มันมีหมุนรอบมีขึ้นมีลงด้วยในหลากหลายมิติ แต่มันมีอัตราการก้าวหน้าเป็นปฏิภาคทวี เหมือนวนซ้ายขวาๆ แต่มันสูงขึ้น มันซ้ำคนไม่เข้าใจก็จะเห็นว่ามันวนที่เก่านั่นแหละ คนไม่เข้าใจสภาพซ้อนละเอียด ที่ใช่อย่างที่คุณเห็นมันวน แต่มันมีนัยสำคัญที่สูงขึ้นเจริญขึ้น
อะไร?ที่เขามองไม่ออก อะไรที่สูงขึ้นเจริญขึ้น?... มันเป็นนามธรรมเป็นเรื่อง“จิตใจที่เจริญ” เช่น เขายิ่งลดกิเลสได้ เขายิ่งมีสมรรถภาพสูงขึ้น ทำแล้วก็ยิ่งทำได้มากเสียสละได้มาก ยิ่งไม่ยึดตัวยึดตนมากยิ่งทำให้คนอื่นได้มาก แต่ความไม่ยึดตัวยึดตนนี่แหละทำให้เขามองไม่ออก เมื่อไม่ยึดตัวยึดตน มันก็ไม่เป็นกอบเป็นก้อนเป็นรูปเป็นร่าง หายไปๆ เขาก็ยิ่งไม่รู้ ยิ่งละเอียด ยิ่งลึกซึ้งมากขึ้น ยิ่งไม่เห็นตัวยิ่งขึ้น ไม่เห็นตัวตนยิ่งขึ้น ยิ่งหายไป เขาก็ยิ่งไม่เห็นได้”
...................................................... พ่อครูให้ชาวอโศกดำเนินยุทธศาสตร์อย่าง “อ่อนน้อมถ่อมตน เป็นคนรับใช้” และเลือก “เข้าข้างคนดี”เพราะเราเป็นกลางอย่างมี “อนัตตาธรรม” คือ “มโนกรรม”ย่อมรู้ว่าอะไรผิดอะไรถูกโดยไม่มี“อคติ 4” “วจีกรรม”ก็กล่าวตำหนิคนที่ควรติ ยกย่องคนที่ควรยก “กายกรรม”เข้าร่วมกระทำกับฝ่ายที่ถูกต้อง(คบหาบัณฑิต) ดังนั้นชาวกองทัพธรรมจึงได้ออกไปให้กำลังใจสมาชิกวุฒิสภาในการทำหน้าที่โหวตนายกรัฐมนตรี
แถลงการณ์กองทัพธรรม เรื่อง ขอบพระคุณสมาชิกวุฒิสภา ที่ได้ช่วยกันทำหน้าที่อย่างเข้มแข็งจริงจัง โดยไม่หวั่นเกรงต่อการกดดัน ข่มขู่ คุกคาม แม้จะรู้อยู่แล้วว่าจะทำให้ตนเองและครอบครัวเกิดความเดือดร้อนในภายหลังก็ตาม
จากการที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาได้พร้อมใจกันไม่โหวตให้นักการเมืองที่มีบาดแผลอยู่เต็มตัว และอีกทั้งยังมีความ “มุ่งมั่น”ที่จะเข้าข่ายล้มล้างการปกครอง ไม่ให้ขึ้นมาเป็นผู้นำชาตินั้น ย่อมถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติตามพระบรมราโชวาท พระราชดำรัส ในหลวง ร.๙ เกี่ยวกับการบริหารประเทศ ดังมีใจความว่า
"...ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดีและคนไม่ดี ไม่มีใครจะทำให้คน ทุกคนเป็นดีได้ทั้งหมด การทำให้ บ้านเมืองมีความปรกติสุขเรียบร้อย จึงมิใช่การทำให้ ทุกคนเป็นคนดี หาก แต่อยู่ที่การส่งเสริมคนดี ให้คนดีได้ ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้ มีอำนาจไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้..."
การไม่ยอมให้กฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย ในครั้งนี้ ย่อมเป็นการตัดสินใจครั้งสำคัญที่ควรแก่การบันทึกไว้ในประวัติศาสตร์การเมืองไทย และจะเป็นตำนานให้คนรุ่นหลังได้เล่าขานกันต่อไป ดังที่อดีตผู้ว่าหมูป่าผู้นำในตำนานของสมรภูมิถ้ำหลวง (Mission Possible )นายณรงค์ศักดิ์ โอสถธนากร กล่าวไว้อย่างน่าประทับใจคือ “ตำแหน่งเป็นแค่ช่วงเวลาหนึ่งในการทำงาน ส่วนตำนานเป็นเรื่องราวที่อยู่ในใจผู้คน อย่าเป็นผู้นำแค่ในตำแหน่ง แต่ขอให้เป็นผู้นำในตำนาน”
บ้านเมืองเราอยู่รอดมาได้ทุกวันนี้ ก็เพราะในยามคับขันเรามี… “คนกล้า” ในยามมีปัญหาเราต้องการผู้นำที่เป็น… “คนจริง” (พูดจริงทำจริง) และไม่ว่าจะอยู่ในสถานการณ์ใดๆ “คนทำดีโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน”คือผู้ที่สังคมต้องการมากที่สุด
ประเทศไทยโชคดีที่เรามี คนกล้า- คนจริง - และคนเสียสละปรากฏตัวขึ้นมาช่วยปกปักรักษาบ้านเมืองให้สงบเรียบร้อย ตลอดมา ต้องขอบพระคุณ กับการที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกๆท่าน ได้เสียสละให้กับบ้านเมืองทั้งในอดีต ทั้งในปัจจุบัน และทั้งในอนาคต มา ณ โอกาสนี้ จากใจ ของสมาชิกชาวกองทัพธรรม
...กองงานปัจฉา 24 กรกฎาคม 2566