Copy of 170327 อรหันต์-พ่อท่าน-แดนอโศก

โฟลเดอร์2517 TXT ถอดเสียงเป็นข้อความ รอตรวจอักษร กำลังจัดหน้า
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.google-apps.document)
ขนาดไฟล์83 KB
วันที่แก้ไข16 กันยายน 2569

เนื้อหาในไฟล์

วันนี้จะพูดถึงเรื่องที่ ออกจะเรียกว่าออกจะไม่มีใครพูดกันหรอก แต่ว่าจะพูด คือ เรื่องของอรหันต์ เรื่องของอรหันต์ แต่ที่จริงอรหันต์นั้นมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเป็นอรหันต์ เชื่อหรือไม่ ก่อนจะเข้าใจแจ่มแจ้งเรื่องราวตามหัวข้อที่ได้พูดไปแล้วเมื่อกี้นี้ ที่จริงหัวข้อที่จะพูดทั้งหมดนี้ ถ้าจะพูดกันเต็มก็จะพูดว่าอรหันต์นั้นมีอยู่เต็มโลก แม้ท่านก็เคยเป็นอรหันต์ เชื่อหรือไม่ ชื่อหัวข้อทั้งหมด แล้วกว่าจะพูดได้เต็มทั้งหมดนั้น ก็จะต้องทำความเข้าใจความแท้จริงต่างๆ ตามไปตามลำดับกันซะก่อน ไม่งั้นแล้วมันก็จะ ผู้อ่านจะต้องหาว่าไอ้ที่พูดนี้จะพูดเล่นแน่ๆ แต่ก็ขอยืนยันอย่างแท้จริงว่าไม่ได้กล่าวเล่นๆ เป็นดังนั้นจริงๆ ในคนทุกๆ คน แต่คนทุกคนไม่รู้เองต่างหาก คนทุกคนไม่รู้เองต่างหาก อรหันต์ คือ อะไรรู้ให้ได้อย่างถูก อย่างแท้อย่างชัดเจนด้วย ไม่งั้นแล้ว เราก็จะไม่รู้ว่าในโลกนี้มีอรหันต์ หรือว่าที่ควรรู้ยิ่งก็คือ แม้เราเอง ก็มีวาระเป็นอรหันต์เหมือนกันในบางโอกาส อรหันต์นั้น คนเข้าใจผิดกันมามากมายก่ายกอง เดี๋ยวนี้ผิดจากความหมายอันบ่งบอกถึงลักษณะถึงความแท้จริงโดย โดยมันเพี้ยนไป เพี้ยนไป เป็นสิ่งสูงเกินขนาดไป นั่นอย่างหนึ่ง แล้วก็เพี้ยนไปเป็นสิ่งที่ผิดความเป็นจริงไปเลย นั่นอีกอย่างหนึ่ง เมื่อเพี้ยนไปเป็นสิ่งสูงเกินขนาดไปนั้น ก็คือว่า มีผู้เข้าใจว่าอรหันตบุคคล หรือว่าพระอรหันต์ จะต้องเป็นผู้ที่สูงส่งด้วยประการทั้งปวง คำว่า สูงคำนี้ที่เขาวาดเอาไว้นี่ สูงจริงๆ สูงเขาพูดเอาไว้ เขานึกเอาว่า สูงส่งเหลือเกิน คือ ยกเอาไว้เลย เลยขอบเขตที่เรียกว่าเกิน ถ้าบอกว่าจะมาอยู่ในร่างคนนี่ เห็นท่าจะไม่เข้า มาเข้ามาอยู่ไม่ได้ เขายกให้สูงงั้นแหละ สูงแต่สูงยังไง สูงที่เรียกว่าสูง คำนี้เป็นไปได้แค่ไหน เขาไม่รู้นะ เขาไม่รู้ ผู้เข้าใจ

อ่านต่อ

เอาเองมันไม่รู้เลย เข้าใจ เข้าใจเอาเอง เข้าใจว่าสูง แต่สูงอย่างนั้นแหละ ไม่รู้ ก็น่าจะเปรียบเทียบเอาอ่ะ ต้องไม่ใช่คนธรรมดา คิดเอา มันคงไม่ใช่คนธรรมดา ก็เลยเข้าใจผิดอยู่ในใจ อยู่เช่นนั้นเองว่า ถ้าตราบใดคนยังมี 2 แขน 2 ขา มีตา มีจมูก กินข้าว เดินดิน อยู่ปนๆ กับคนธรรมดาๆ ด้วยกันอยู่ละก็คนผู้นั้นจะเป็นอรหันตบุคคลหาได้ไม่ นี่เขาคิดอย่างนั้นจริงๆ อรหันตบุคคล จะต้องแปลกไปกว่าคน จะต้องพิสดารไปกว่าคนแน่ๆ เขาคิดอย่างนั้นพอเห็นปุ๊บ จะต้องสะดุดตา หรือว่ารู้ได้ปั๊บเลยว่านี่ คือ อรหันตบุคคล เขาคิดอย่างนั้นจริงๆ คนแถวนี้ก็คิดอย่างนั้นแหละ อรหันต์ เห็นปุ๊บต้องสะดุดตาปั๊บ ต้องบอกว่ามันจะต้องพิลึก พิลึก หมายความว่า มันไม่ใช่คนน่ะ อรหันต์นี่มันคือ ชื่ออันนึงไม่ใช่คน เขาก็จะเอาว่าอรหันต์เป็นอะไรอันนึงเป็นพิเศษ พิสดาร มากมายเหลือเกิน ไม่ได้อยู่ในคนน่ะ เขาก็คิดเกินไปอย่างนั้น หรือแม้อยู่ในคนก็พอเห็นปุ๊บก็ต้องไม่ใช่คน มันจะเป็นยังไงไม่รู้ล่ะ ตามแต่เขานึกละนะ เดี๋ยวจะรู้ว่าเขาจะนึกว่าไงบ้าง แล้วเขาก็วาดไม่ออกบอกไม่ได้เหมือนกันว่าจะให้ อรหันตบุคคลนั้นแปลกไป หรือว่าพิสดารไปยังไง เพียงแต่ในจิตสำนึก นึกว่ามีอยู่ว่า ต้องแปลก ต้องพิสดารเท่านั้น แต่ตัวผู้รู้สึกอย่างนั้นเอง ก็บอก มองไม่ออก เข้าใจไม่ได้ว่า ความแปลก ความพิสดารของอรหันตบุคคลน่ะ จะแปลกจะพิสดารอย่างไร ก็อย่าเข้าใจผิดเลยนะอรหันตบุคคล หรือว่า พระอรหันต์ นั้นน่ะไม่ได้แปลกเปลี่ยนพิสดารอะไรไปจากความเป็นคน หรือไม่ได้มีร่างกาย หรือว่ามีบุคลิกปกติอะไรพิสดารไปจากความเป็นคนหรอก แต่ อรหันตบุคคล ก็คือผู้มีรูปร่างหน้าตาคงเดิม เป็นคนอย่างเดิม ยังไม่มีกระบังที่หน้าผาก ยังไม่มีชฎา ไม่มีเกือกแก้ว แล้วก็จะไม่ dark tall and handsome ด้วย แต่ก็จะไม่หล่อไม่สวยนะ ประหลาดก็จะไม่หล่อ ไม่สวย ไม่ผุดผาดอิ่มเอิบซาบซ่าเหมือนคนผู้ยังเต็มไปด้วยกิเลสแห่ง ความรักรูปสวย รักรูปงาม และรักรูปหล่อ ทันสมัยเท่ห์ สมาร์ท น่าทึ่ง เป็นอันขาดจะไม่อย่างนั้น ไม่อย่างนั้นเด็ดขาด นั่นแหละ คือ ความจริง นั่นคือ ความตรง ความถูกของลักษณะอรหันตบุคคลที่ถ้าเผื่อว่าจะนับว่าแปลก ว่าพิสดาร ก็คงจะผิดจากสำนึกที่ ผู้คาดคิดได้ คาดคิดเอาไว้ตรงนี้เอง แล้วก็เป็นมุมกลับเอาซะด้วย เพราะว่าอรหันตบุคคล ไม่มีความหลงแล้วในใจของท่าน ท่านมีร่างกายก็ย่อมไม่เหมือนไม่มี ดังนั้นถ้าจะไม่มี ไม่อินังขังขอบกับร่างกายว่า อ้วนท้วน สมบูรณ์ หล่อเหลา ได้รูปได้ร่างอย่างไรท่านจะไม่ๆ ๆ ไม่เอาเรื่องเอาราวจนเกินขอบเขตและจะมาอีนังขังงขอบกับเครื่องแต่งกายว่า จะสวย จะงาม จะทันสมัย หรือเหมาะสมกับสังคม สถานที่จนเกินควรหรือไม่ แต่ท่านจะมีร่างกาย เพียงมันทรงอยู่ได้ จะนุ่งห่มเพียงควบคุมกาย กันร้อน กันหนาว กันแมลงสัตว์กัดต่อย เท่านั้น สภาพร่างกาย หรือว่าสภาพที่คล้ายๆ จะเห็นได้จากตา จึงจะเห็นอรหันตบุคคลได้ โดยไม่ได้ผิดแผกอะไรไปจากสภาพของคนธรรมดา ที่ไร้ความหล่อ ไร้ความสวย ไร้ความสง่าโออ่า ไร้ความเท่ห์ ไร้ความทึ่ง ซึ่งคิดว่าพอเห็นปุ๊บ ก็จะสะดุดตาปั๊บ ผิดแน่ๆ นะไม่เป็นอย่างนั้นแน่ๆ ด้วยเหตุนี้เองจึงจะเห็น อรหันตบุคคลไม่ได้ง่ายๆ เพราะว่าสภาพที่เห็นได้ ไม่ได้สูงดังวาดไว้ เช่น ต้องสมบูรณ์เพียบพร้อม สง่า แต่งกายดี มีราศี หรือรัศมี มีรัศมี จนบางทีคนที่คิดเอาไว้ หรือว่าปรุงแต่ง หรือว่าวาดรูปไว้ มักจะวาดอย่างสวยสุดสวย แล้วก็แถมมีรังสี มีความพิเศษไปในทางที่เด่นๆ แบบทางโลกีย์ หรือแบบทางโลก เค้านึกคิดเอาซะด้วย ความตรงกันข้ามด้วยประการดังนี้ จึงทำให้คนไม่พบอรหันตบุคคล ลองคิดดูให้ดีนะ นี่แหละความตรงกันข้ามแบบนี้ เขาไม่นึกว่าอรหันต์นี่จะเหมือนโลกง่ายๆ สบายๆ นี่เขาไม่คิดอ่ะ เขาคิดไปในทางที่ตรงกันข้าม มันไปอีกโลก ไปอีกอย่างนึงเลยซึ่งเลยเถิดไปอีกทางนึงเลย เพราะฉะนั้นจึงเป็นการเห็นที่เห็นกลับกัน เป็นความคิดที่มันมันตรงกันข้ามเกินไป ตรงข้ามไปมันถึงไม่พบ ไม่พบ อรหันต์ได้ง่ายๆ และไม่มีโอกาสจะได้ผ่านพบ กับ อรหันตบุคคลเป็นอันขาด ถ้าเขาคิดอยู่อย่างนี้ แล้วก็ยังนึกหวัง หรือว่านึกวาดว่าอย่างนี้ ทั้งๆ ที่อาจจะได้เห็นมาแล้วหลายครั้ง อาจจะเห็นอรหันต์มาแล้ว ตั้งหลายครั้ง เพราะความสูงที่วาดไว้อย่างคน คนที่เป็นผู้เขาวาดของเขาเองนะ ที่เขาคิดเอาเองอ่ะกับความสูงที่อรหันตบุคคลมีอยู่ในตัวท่านนั้น มันเป็นความสูงกันคนละเรื่อง คนละลักษณะ มีความเข้าใจไม่ถูกไม่ตรงตาม เมื่อความเข้าใจไม่ถูกไม่ตรงกันได้อย่างที่ว่านี้แล้ว คนจึงจะพบเห็นว่าจะได้รู้จักอรหันตบุคคล หรือ พระอรหันต์กันได้ยากเหลือเกิน เนี่ย เพราะความเป็นอย่างนี้ถึงไม่ได้ ไม่ได้คิดว่า ไม่ได้ ไม่ได้มีทางที่จะได้เจอพระอรหันต์ อีกอย่างหนึ่งก็คือ คนเข้าใจความเป็นอรหันต์ผิด นอกรีต นอกรอยของอรหันต์แห่งพุทธศาสนาไปเลย อีตรงนอกรีตนอกรอยนี่ เราฟังดูจะได้เข้าใจคำว่าอรหันต์เพิ่มขึ้นอีกแยะ คือ เข้าใจว่าอรหันตบุคคลจะต้องเป็นคนเก่ง คนมีอภินิหาร เป็นคนที่สามารถเล่นแร่แปรธาตุได้ เป็นผู้ที่จะแสดงกลต่างๆ ได้เป็นนักสะกดจิต เป็นหมอดู เป็นนักบังคับฟ้า กำหนดดินได้ เป็นนักอะไรต่างๆ นานาอันผิดแผกไปจากคนธรรมดา ธรรมดา อันเป็นการเข้าใจผิด นอกลู่ นอกทางจากเรื่องของพุทธศาสนาโดยตรงเลย แล้วก็มีมากเหลือเกินที่เข้าใจผิดไปในทำนองนี้ แม้แต่นักธรรมะ และที่เป็นพระสงฆ์เองเข้าใจผิดกันแบบนี้มาก นึกว่าอรหันต์จะต้องมีค่าอะไรต่ออะไร เพราะความเป็นอรหันต์นั้น เพราะว่าความเป็นอรหันต์นั้น แต่เดิมตั้งแต่สมัยพระพุทธเจ้าโน้นน่ะ มันมีคนที่เข้าไปเรียนวิชาต่างๆ นานามาจากฤาษีชีไพรต่างๆ มาจากการเรียนจากอาจารย์ คันธารี มานวิกา อะไรต่างๆ พวกนี้เป็นฤาษีต่างๆ สอนในเรื่องเกี่ยวกับจิต แล้วก็เอาพลังจิตมาเล่น พลังจิตมันมีกำลังจริงๆ เพราะฉะนั้นก็เล่นได้ต่างๆ นานา เป็นอิทธิวิธี บ้าง เป็นมโนมยิทธิในรูปแบบต่างๆ เป็นเจโตปฏิญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ เจโตปริยญาณ มีโสตทิพย์มั่ง เป็นไปได้นานาประการ ซึ่งวิชาเหล่านั้นเป็นวิชาความรู้ทางจิตเหมือนกัน และจิตสามารถเป็นได้ แต่ไม่ใช่จุดจบของศาสนาพุทธ หรือไม่ใช่จุดหมายของศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าท่านชี้คำว่าอรหันต์นั้น ไม่ได้ชี้ที่การได้วิชาที่กล่าวมาแล้วนะทั้งหมด ไม่ได้ชี้ที่นั่น ท่านชี้ที่อาสวักขยญาณ ความเป็นพระอรหันต์ ใครจะมีอิทธิวิธี เก่งปานใด จะมีมโนมยิทธิเก่งสักประการใด จะมีเจโตปฏิญาณ รอบรู้ในเรื่องจิตลึกซึ้งได้อย่างใด ก็ตามแต่ หยั่งรู้ดิน ฟ้า มหาสมุทรอะไรก็ได้ ก็ตาม แต่ถ้าไม่มี อาสวขยญาณ แล้ว ไม่ได้เป็น ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ไม่ ไม่ได้เป็นแม้จะมี บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ ที่เป็นญาณที่สามารถที่จะเอามาใช้ในการจะระลึก จะพยายามที่จะกระทำสติของเราให้มันระลึกรู้ แม้จะเป็นสติที่ไม่ต้องมากต้องมาย เป็นแค่อนุสติ เรียกว่าบุพเพนิวาสานุสติ คือ บุพเพ คือ เก่า นิวาสา หรือ นิวาส บวกกับอนุสติ ซึ่งเป็นสติน้อยๆ ไม่จำเป็นจะต้องเป็นสติใหญ่ๆ สติมากๆ อะไร หรือว่าระลึกรู้มากๆ ใหม่ๆ อะไรหรอก รู้ความเก่า ความหลังที่เราไปยึดถือ นิเวสะสายะ หรือนิวาสสะ เนี่ยหมายความว่า เราไปยึดเข้าไปเป็นที่ยังอยู่ ที่เราเคยอาศัยอยู่ นิเวศน์แปลว่าสถานที่อาศัยอยู่ หรือ นิวาสสะ หรือ นิเวสายะ เนี่ยนี่ ที่ท่านบอกอะไร สัพเพ ธัมมา นาลัง อภินิเวสยะ เพราะว่า ธรรมะทุกอย่างนี่ ไม่ควร นาลัง แปลว่า ไม่ควร อภินิเวสายะ แปลว่า ก็คือไม่ควรที่จะไปยึดอย่างยิ่ง อภิ แปลว่าอย่างยิ่ง นิเวสายะ ก็คือยึดเป็นที่อยู่ ที่อาศัย เสียจน ไม่ยอมให้จิตถอดถอน ออกมาจากที่นั่น นิเวสายะ หรือ นิวาสายะ ก็ได้ เหมือนกัน แต่เราไม่ยึดเอาที่นั่นเป็นที่อยู่ที่ยึดที่อาศัยที่จะครองที่จะครอบอยู่ตลอดกาล เราไม่เอา เพราะงั้น ถ้าผู้ใดแม้ได้ บุพเพนิวาสานุสติญาณ ก็ตาม จุตูปปาตญาณ ที่ไประลึกความเกิด ความดับอะไร ต่ออะไรของสิ่งที่เกิด ที่ดับอยู่ในโลกนี้ แต่เราเองเราไม่สามารถที่จะทำ อาสวักขยญาณ ไม่สามารถเรียนรู้จิตของเราอย่างแท้จริง จนกระทั่งรู้แม้กระทั่ง อาสวะ คือความที่ยึดเอาเป็นต้น อาสวะ อาสวะตัวนั้นมันแปลว่าตน อันเป็นของตน สวะ สวาคตะ สวากขาโต ที่เราเคยท่องกันอยู่เสมอๆ ก็มาจากคำว่า สวะ บวก อัคคะโต หรือ อัคคะ อัคคะ แปลว่าแกน แปลว่าแก่น แปลว่าเพลา แปลว่าที่กลาง อันกลาง สวะ แปลว่าตนเอง สวากขตะ หรือ สวากขาตะธรรมจึงแปลว่าธรรมะอันเป็นแก่นกลางของตนเอง ของพระพุทธเจ้าที่ท่านได้เรียนรู้มาแล้ว ท่านเรียนรู้อะไร ท่านเรียนรู้แก่นกลางของทุกๆ สิ่ง ทุกอย่างที่เป็นหลงว่า ตน สวาคตะ ก็เหมือนกัน อาสวะ นี่ คือ อันเป็นตน ไปยึดเอาเป็นตน อาศัย ก็ไปยึดเอาอาศัยไว้ ไปอาศัย อา ตัวนี้ เป็นคำเพิ่มน้ำหนักเข้าไปอีก อาหาร หรือ อาหารละ ก็ไปยึดเป็นเครื่องอยู่ ที่อยู่เหมือนกับ นิเวศน์นี่ อาวาสอย่างเงี้ย อาวาสเมื่อกี้ ก็พูดแล้วก็ไปยึดเอา ไอ้นั่นไปที่อยู่ นวาส อาวาส อาวาสะ ที่เป็นที่อยู่ยึดเอาไอ้นั่นเป็นที่อยู่เป็นอาวาส อาสวะ ไปยึด นอนนิ่งอยู่ที่นั่นเลย สยะ แปลว่า นอน หรือว่าหลับไปอยู่ตรงนั้นน่ะ ไปยึดเอาตรงนั้น นอนเลยเป็นอาสวะ เป็น อาสยะ อนุสยะ แม้ไปยึดเอาน้อยๆ อาสยะ หรือ อาสัย นี่แหละ เราเคยพูดกันไปที่อาศัย เป็นที่ยึดอยู่ เป็นที่เราไปนอนอยู่ในอันที่อาศัย เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อว่าผู้ใดไม่เข้าใจแล้ว ก็ไปหลงกับว่าพระอรหันต์ ต้องเป็นผู้มีฤทธิ์มีเดชต่างๆ นานา นั้นก็เป็นความเข้าใจผิดทางพระพุทธเจ้าท่านเอาที่อาสวะ เรารู้อาสวะเป็นใหญ่ ก่อนจะรู้อาสวะ หรือรู้ อนุสยะ อาสวะหรืออนุสยะ นี้เราหมายถึงอันที่เป็นตน เป็นแกนของมันเลย อนุสยะ ที่ก็เข้าไปนิ่ง อาศัยอยู่เหมือนกันอันเป็นตน เอาเป็นที่อยู่เนี่ย เอาเป็นแกน นอกนั้นมันก็มี ภวะสวะ กามาสวะ หรือ จะมีไอ้ นุสัย อนุสัยต่างๆ นานา ที่เป็นตั้งแต่ละเอียด หยาบๆ มาจนกระทั่งถึง ละเอียด ละเอียดก็ตาม ซึ่งมีเยอะแยะเลย นิสัย กามานุสัย ภาวานุสัย ไปจนกระทั่งถึง ปฏิฆานุสัย หรือ อวิชชาอนุสัยไปเลยทีเดียว คือ อวิชชานุสัย คือ อนุสัย เหมือนกันนั่นแหละ อาสวะนุสัย ละ ถ้าผู้ใดไม่ได้ อาสวักขยญาณ คือญาณที่ได้ปลดปล่อย ได้ดับอาสวะ ถอนอาสวะสิ้นแล้ว อันนั้นไม่ถือว่าเป็นพระอรหันต์ ถ้าผู้ใดไม่มีฤทธิ์เดชอะไรเลยมีแต่อาสวักขยญาณ ก็นับเป็นพระอรหันต์ ที่ท่านเรียกว่า สุกขวิปัสสโกอรหันต์ สุกขวิปัสสโกอรหันต์ คือ เป็นอรหันต์ที่ทางเดี๋ยวนี้ไปเรียนเรียนกันแล้วหาว่าเป็นอรหันต์แห้งแล้งซะด้วยนะ ว่าเป็นอรหันต์ที่ไม่มีอะไรเลย ไม่มีที่ไม่มีฤทธิ์ มีเดช อะไรเลย อ้าว ก็ไม่มีเลย ไม่มีเดช ก็ไม่เป็นไรนี่นา พระพุทธเจ้าท่านไม่เน้นเอาฤทธิ์ เอาเดช อะไร นี่ ท่านเน้นอันเดียวว่า สิ้นอาสวักขยะ เป็นอาสวะหมดสิ้นได้ เป็นผู้ที่รู้จิต ที่เป็นอาสวะอย่างแท้จริง แล้วก็รู้ตัวอาสวะเนี่ย ไม่รู้อย่างไหน อย่างไหนมี อาสวะ ของมันทั้งนั้น เรารู้ ดังแท้จริงแล้วก็ดับได้ เอาตัวนี้ได้ก็เป็นพระอรหันต์แล้ว เป็น อรหัตผลจิตทุกตัว ถ้าคุณรู้จักว่าของตัวไหน ไม่ต้องไปเที่ยวได้คิดว่า จะต้องเป็นผู้มีฤทธิ์มีเดช เพราะเหตุดังนี้ด้วย จึงทำให้คนเดี๋ยวนี้นึกเอา สมัยนี้ไม่มีฤาษีสอนเหาะเหินเดินอากาศ อะไรต่อ อะไรต่างๆ นานา อิทธิวิธี เป็น บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ เจโตปริญญาณ อะไรพวกนี้ หรือ มีหูทิพย์ โสตทิพย์ อะไรพวกนี้ ไม่มี ไม่มี ฤาษีที่สอนกันเป็นโล้เป็นพาย เหมือนสมัยพระพุทธเจ้า เพราะงั้น เรื่องเหล่านี้จึง เลิก พัก ไม่ต้องเอามายุ่งแล้วไม่ต้องไปมองหาว่าพระอรหันต์จะเหาะได้เหมือนสมัยพระพุทธเจ้า ไม่มีหรอก สมัยนี้หายาก หาไม่ได้ แต่ตราบใดที่มีผู้ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ตราบนั้นยังมีอรหันต์อยู่ มีผู้ปฏิบัติเป็นอรหันต์ได้อยู่ตลอดกาล พระพุทธเจ้าก็ยืนยัน พระเจ้าจะยืนยันเอาไว้ในมหาปรินิพพานสูตร ยืนยันแน่นอน ตราบใดมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอรหันต์มีอยู่ตลอดโลก เพราะงั้น เราก็จะต้องเข้าใจให้ได้ อรหันต์เป็นอย่างไรแล้วก็ต้องเห็นให้รู้เห็นให้ได้ผู้ที่หมดอาสวักขยญาณ แม้แต่ระดับ อาสวักขยญาณในเรื่องต่ำๆ เล็กๆ น้อยๆ ปิดโลกต่ำๆ มาเรื่อยๆ ก็ไม่เหลือเชื้อ แม้แต่อบายก็ ปิดอบายได้เป็นพระโสดาบัน ไม่เหลือเชื้ออาสวะของอบาย ไม่เหลือเชื้ออาสวะของกามคุณ ไม่เหลือเชื้อของปฏิฆะ ที่ก่อเกิดกับกามคุณ ไม่เหลือเชื้ออาสวะของโลก ที่เรียกว่าโลกธรรม ไม่หลงลาภ หลงยศ หลงสรรเสริญ หลงสุข ไม่เหลือเชื้ออาสวะของสิ่งเหล่านั้น สุดท้ายไม่เหลือเชื้อแห่งอาสวะแห่งภวตัณหา จนกระทั่งรู้ละเอียดไปถึงขั้น ภวาสวะ รู้ละเอียด ไปจนถึงขั้น ภาวะตัญหา ต่างๆ ที่ยังมี รูปราคะ อรูปราคะ จนกระทั่ง มานะ อุทธัจจะ สิ้นจนกระทั่งหมดรอบ ไม่มีความสงสัย เป็นผู้ที่หมด อวิชชาสวะ ได้ ผู้นั้นก็เป็นพระอรหันต์ได้แล้ว แต่พระอรหันต์มาเป็นระดับ โสดาก็เป็นอรหันต์ ระดับนึง ระดับนึง โสดาบัน สกทา ก็อรหันต์ระดับนึง อนาคา ก็อรหันต์ระดับนึง พระอรหันต์สิ้นรอบเลย เกลี้ยงเกลาก็เป็นพระอรหันต์อีกระดับนึง และยังมี สุตตะอรหัตต์ ยังมี อนุอรหันต์ หรือว่า สุตตะพุทธะ อนุพุทธะ ปัจเจกพุทธะ สัมมาสัมพุทธัสสะ ที่เป็น อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าอีก เป็นระดับ ระดับเข้าไปอีก ที่เราจะสามารถเรียนรู้ไปตามแต่ฐานะ ขณะนี้เราต้องไม่ต้องไปเพ้อถึงขนาดจะเรียนรู้ของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็เรียนไปแค่ สุตตะพุทธะ หรือ พระอรหันตสาวก แค่นั้นก็พอ เราเอาแค่นี้ก่อนก็แล้วกันนะ

เออก็ขอยืนยันว่าอรหันต์นะ ไม่ใช่บุคคลที่ไปลงฤทธิ์ หลงเดช หรือว่าหลงอะไรต่ออะไร ใหญ่ๆ โตๆ ดังกล่าวแล้วนั้น ไม่ใช่เลย ไม่ใช่ผู้จะต้องเป็นนักอะไร ดังว่านั้นมาหมด บุคคลผู้มีอภินิหาร พิสดารเหล่านั้นไม่ใช่คนที่มีคุณสมบัติที่จะเป็นอรหันต์ ทีเดียวไม่ได้แสดง บอกว่าเป็นเครื่องหมายของอรหันต์ แต่ว่าถ้าสิ่งเหล่านั้น คือ เกี่ยวกับฤทธิ์เดชอะไรต่างๆ ที่มันเป็นฤทธิ์ดังกล่าวแล้ว จะมีในพระอรหันต์ใดขึ้นมาบ้าง ก็ย่อมจะมีได้ เป็นได้ในธรรมดา และท่านจะไม่ยินดีแสดงอวดอ้างออกมาให้ใครเห็นซะด้วย นอกจากว่ามันเกิดเองเป็นเองตามวาระตามสภาพซึ่งนานๆ ก็จะมีจะเกิดสักครั้งหรืออาจจะไม่มีไม่เกิดเลยสักครั้ง ตราบจนท่านปรินิพพานไปเลย ก็เป็นได้ ไม่ใช่ว่าจะต้องเกิด ต้องมี ต้องทำสิ่งเหล่านั้น ทุกวัน ทุกชั่วโมง ตามที่คนต้องการ หรือแม้แต่คนไม่ต้องการ ก็ยังอวดอย่างนั้น ไม่ใช่ จึงต้องขอปรับความเข้าใจกันไปขั้นต้นซะก่อน ว่า ฤทธิ์ เดช นี่ไม่ใช่สิ่งที่จะต้องอวด ต้องแสดง แม้มีแล้วก็ไม่แสดง นอกจากไม่แสดงแล้ว พระพุทธเจ้า ห้ามไม่ให้แสดงอีกด้วย ห้ามด้วยนะ ไม่ใช่ว่ามาให้แสดงด้วยนะ เพราะว่าไม่ใช่ มานั่งอวดแสดงฤทธิ์เดชอะไร ต่ออะไรกันอยู่ทุกชั่วโมง นี่ไม่ใช่ แต่อวด อาสวักขยญาณ นี่ ทุกชั่วโมง ทุกวินาที อวดเข้าไป ถ้ามี อาสวักขยญาณ อวดทีเดียว อวดทีเดียว แต่ไอ้เรื่องนอกนั้น เป็นเรื่องประกอบ เพราะไม่ใช่เรื่องที่จะต้องอวดต้องแสดงจริงๆ นะ นี่ก็ต้องกำชับกำชา เรื่องนี้ซะก่อน

ถ้าอย่างนั้นอรหันต์คืออะไรเอ่ย ถ้าอย่างนั้น อรหันต์คืออะไรเอ่ย พระอรหันต์ถ้าพูดกันโดยศัพท์เสียก่อน ก็คือผู้ทำนิพพาน ธรรมนิโรธ หรือว่าทำความดับให้แก่ตนเองได้ โดยตั้งใจ อย่าลืมคำว่า ได้โดยตั้งใจเพราะว่าทุกสิ่งทุกอย่างนั้นมีกรรม เป็นเจตนา หรือมีเจตนาเป็นกรรม เจตนาคำนี้แปลว่า ตั้งใจ มีจิตเจตนาเจตนะ มีจิต มีเจตนา เข้าไป ตั้งใจทำ นั่น คือ ความหมายของอรหันต์แท้ๆ ตรงๆ ไม่ใช่ว่ามันเป็นนิพพาน เป็นนิโรธหรือมีความดับ มันไม่รู้ มันอะไรต่ออะไร เป็นเอง เกิดเอง ไม่ใช่ อันนั้นยังไม่ใช่ทีเดียวนะ เอ้าก็จะมียังมีความละเอียดอื่นๆ อีกว่าลักษณะของคำว่า อรหันต์จะมีอะไรบ้าง อันนี้ก็มุมนึงซะก่อน ขณะใด คนผู้ใดทำตนเองให้อยู่ในสภาวะดับ หรืออยู่ในสภาวะนิพพาน หรือนิโรธ ขณะนั้นคนผู้นั้นก็เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นอรหันตบุคคล เต็มที่ ฟังให้ดีนะ ขณะใด คนผู้ใดทำตนเองให้อยู่ในสภาวะดับ หรืออยู่ในสภาวะนิพพาน หรือนิโรธ ขณะนั้น คนผู้นั้นก็เป็นพระอรหันต์ หรือเป็นอรหันตบุคคลได้เต็มที่ คำว่า นิพพาน หรือ นิโรธหรือดับนี้ไม่ได้ดับ ที่เรียกว่าข้างนอก แต่ท่านดับข้างใน นิโรธ หรือนิพพาน หรือดับ ดับที่จิต จิต จิต จิต จิตมันไม่มีการกระเพื่อมไหว นกัมปฏิ เคยพูดเสมอ จิตตัง ยัสสะ นกัมปฏิ จิตไม่มีการไหวแล้ว ไม่หวั่นไหวแล้ว ไม่กระเทือนแล้ว ไม่เอียงไปข้างโลก ไม่เอียงไปข้าง ข้างโทรสะ อาการโลภะ โทสะ ไม่มี นอกจากไม่มีโลภะโทสะแล้ว ยังไม่มีโมหะ ไม่มืดมัว หลงใหล ไม่ เห็นชัดรู้ชัด มีปัญญารู้แจ้ง เรียกว่ามี ญาณสัมปยุต มีปัญญาเข้าประกอบพร้อมอยู่เสมอ เสมอ เสมอ เสมอ เสมอ เสมอด้วย ถึงเรียกว่ารู้อยู่ เห็นอยู่ ดับอย่างรู้ ไม่ใช่ดับอย่างไม่รู้ เพราะฉะนั้นคำว่านิโรธ คำนี้ จึงไม่ใช่คำว่าดับเข้าไปทำนิโรธสมาบัติ หลับตาปิ๊ง เป็นอสัญญีสัตว์อย่างนี้ อย่างนั้น ไม่ใช่ลักษณะนิพพานของพระพุทธเจ้า ไม่รู้อะไรเลย ขาดญาณสัมประยุทธิ์ ไม่ได้ จิตตัวนั้นต้องมีญาณ สัมปยุตตัง ประกอบอยู่เสมอ จิตดวงที่ว่า จิตดวงที่เป็นของพระอรหันต์ เป็นกิริยาจิตเนี่ยจะต้องมีดวงที่รู้อยู่เสมอ แม้จะเกิดดวงที่ว่า เอาขนาดมีอนุโมทนาน้อยๆ มีปิติน้อยๆ ที่เรียกว่าสุขหรือโสมนัสน้อยๆ เรียกว่า โสมนัสสหคตัง มีปนๆอยู่ๆ มีโสมมนัสปนอยู่ นิดๆ อาจจะเป็นปนๆ ด้วยประเภทที่เรียกว่ายังยินดีอะไรน้อยๆ ยังมีการยิ้มแย้มเป็น หสิตุปปาทจิต ถ้าจิตตังคือจิตที่ยังมีอาการยิ้มแย้มตอบรับอยู่นิดหน่อยของพระอรหันต์ พระพุทธเจ้าก็เหมือนกัน ไม่ใช่หน้าตาเป็นบึ้งตึง เคร่ง ใครพูดอะไรก็เป็นหุ่น หรือไม่ใช่ ท่านมี ท่านมีลักษณะอาการยิ้มรับ ยิ้มตอบมีการอาการต่างๆ ที่แสดงความอนุโมทนา คือ แสดงความยินดีในน้อยๆ ปิติน้อยๆ แต่ว่าท่านก็รู้อาการปิตินั้น คือ โลก คือ สมมติ คือ อุปกิเลส ตัวนึงเหมือนกัน แต่ว่าท่านเองท่านมีนั่นท่านไม่ได้ติดอันนั้น แต่ถ้าทำอันนั้น เพื่อสมมุติ จิตของท่านไม่มีหรอก ที่จริง แต่ลักษณะนั้น ท่านมีอยู่ที่ตัวของท่าน เท่านั้นเอง เพราะงั้นนิโรธจริงๆ แล้วของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่า นิโรธอริยสัจ ต้องมีคนกลับหางไว้ด้วยนะว่า นิโรธอริยสัจ ไม่ใช่ นิโรธสมาบัติ หรือ นิโรธอย่างโลกๆ เดี๋ยวนี้ นิโรธเข้าใจกันฟุ่มเฟือยมากไปนะ ถ้าเป็น นิโรธอริยสัจ ของพระพุทธเจ้าแล้ว จะต้องประกอบไปด้วยจิตที่มี ญาณสัมปยุต มีปัญญารู้พร้อมจิตไม่ใช่ดับมืด ไม่รู้เรื่องรู้ราวอะไรเลย ไม่ใช่ แต่รู้ชัดรู้เจน เป็นจิตผ่องใส เป็น จิตปภัสรัง มิตตัง จิตตัง แล้วเรียกว่า ปภัสสรัง มิตตัง จิตตัง เป็นจิตที่ประภัสสร ส่องสว่างไสว รู้อยู่ เห็นอยู่ เข้าใจอย่างไม่คลุมเครือ เป็นพุทธะหรือพุทโธ เป็นจิตที่แจ่มใสเบิกบาน โปร่ง สว่างอยู่ ไม่ใช่จิตดับ ไม่ใช่จิตดับ ไม่ใช่จิตดับ เป็นจิตที่พุทโธ พุทธะ สว่างแจ่มใส ตื่นอยู่ ไม่ใช่ดับด้วย ไม่ใช่หลับด้วย พุทธะตัวนี้ไม่ได้เคยแปลว่า หลับ แล้วไม่หลับ ไม่ใช่หลับ ไม่ใช่ดับ ดับอะไร ทีนี้ ดับอะไร ที่นี่ นิโรธนี่ บอกว่าไม่ใช่ดับ จิตที่ไม่ใช่ดวงดับ รู้อยู่ แต่ดับจากโลกที่เรารู้ว่ามันเป็นสิ่งที่จะเอามาคลุกคลี หรือว่าเอามาทำให้มีอำนาจเหนือเรา ไม่ได้ เช่นอาการหรือว่าเรื่องราวของอบายมุขต่างๆ เรื่องราวของโลกธรรม ลาภ ยศ สรรเสริญ ต่างๆ เรื่องราวของกามคุณต่างๆ เนี่ย สัมผัสทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ก็ไม่มีฤทธิ์ ไม่มีฤทธิ์ สามารถที่จะมาทำให้แก่เรา ให้เราเองนี่แย่ลงไป ไม่ใช่ ดับสิ่งเหล่านี้ได้ เพราะฉะนั้นที่พูดแล้ว เมื่อกี้นี้ว่า พระโสดาบันก็เป็นอรหันต์ชั้น 1 ชั้นอรหันต์แค่โสดา คือ มีอรหัตผลจิต มีโลกุตตรจิต โลกุตตรจิตมันมีตั้ง 8 ดวง มีโลกุตระจิตแล้ว เป็นเหนือ ผู้เหนือโลกแล้ว มีอรหัตผลจิตแล้ว จิตที่ดับมาเป็นชั้นๆ ๆ ๆ พอรู้ทางเป็นปัญญาก็เรียกว่าปัญญาวิมุติ รู้ด้วยปัญญา แจ้งชัดเข้าใจ ไม่ผิดทางแน่ จะดับอันนี้ และจิตของเรารู้แล้ว จิตตัวนี้ มันเป็นอันนี้เอง จิตที่มันจะไปติดอยู่เนี่ย เล่นไพ่ สูบบุหรี่ กินกัญชา สูบอะไรกิน เกี่ยวข้องกับเรื่อง ผู้หญิงผู้ชายอย่างหนักเกินไป หรือว่าติดในเรื่องแต่อบายมุขต่างๆ นานา เนี่ย รู้จิตตัวนี้มันยังไป เนี่ย ดูสิ คนคนนี้เขายังติดอยู่ในอบาย ก็เป็นมิตรชั่ว แต่เราก็ยังอุตส่าห์รักที่จะไปคบกับเขา จนเกินขอบเขต และก็จะให้เขาจูงไป เอ้าพวกนี้ก็รู้นะ จะต้องไปเที่ยวกลางคืนจะต้องอะไรพวกนี้แม้แต่เกลียดคร้าน ท่านก็รู้จิตตัวเกียจคร้านเป็นอย่างไร รู้ชัดๆ เลย ไอ้พวกอบายต่างๆ พวกนี้ รู้ด้วยจิตที่ขี้เกียจคร้านของตัวเองชัดๆ ก็ไม่อยากทำไอ้โน่น ไอ้นี่ ไม่ได้ ไอ้จิตตัวนี้มัน ขณะที่รู้จิตตัวเอง ว่าตัวเองนี่ขณะนี้กำลังเกียจคร้านนะ ไม่ปฏิเสธตัวเอง ขณะนั้นเรียกว่ามรรคแล้วก็รู้แล้วเป็นทางแล้ว แต่ยังไม่เป็นพระโสดาบันแท้ โสดาบันแท้ ต้องมีทั้งมรรค ทั้งผลแท้ บรรลุผลตัวที่เรียกว่า ดับตัวนี้ได้ ดับจิตตัวที่รู้ว่า มันเลว มันชั่ว มันชั่ว ชั่วโดยที่เราเอาสูตรของอบายมาเทียบง่ายๆ แล้วเราจะได้ปิดอบาย เรารู้อย่างนี้ชัดๆ เพราะงั้น เราจะไม่เป็นคนขี้เกียจ สันหลังยาว ก็ไม่เป็น คบมิตรชั่วก็ไม่เป็น เป็นท่องเที่ยวในเวลากลางคืนก็ไม่เป็น ติดการละเล่นการละหัว การละเม็งละคร การละเล่นอะไรก็ตามแต่เถอะ การละเล่นที่เราเล่นไม่ใช่การจริงอ่ะ ไม่ใช่การจริงอะไร แต่เป็นการละเล่นอะไรเนี่ย ไม่ติด ไม่ยึดอะไรพวกนี้ได้ จิตร่อนจริงๆ เรื่องผู้หญิงผู้ชายก็ไม่มากไม่มายอะไร อย่างเก่งก็ ผัวเดียวเมียเดียว แล้วก็ไม่ได้บ้าถึงขนาดที่เราเรียกว่า บ้าผู้หญิงผู้ชาย หรือที่ท่านเรียกว่า นักเลงผู้หญิงผู้ชาย ไม่เล่นการพนันขันต่อเรื่อง เกี่ยวกับของเสพติดอะไรก็ไม่ ท่านรู้จิตชัดๆ เอาเข้าที่จิตนะ ฟังให้ดีนะ อย่าไปพูดถึงว่าไปรู้แต่ภาษา แล้วก็ไปรู้คนอื่นอยู่ ไม่ใช่นะ จิตของเราเองอ่ะ จิตของเรานี่ยังติดไอ้นี่อยู่ เครื่องเสพติดอย่างนี้ รู้แล้ว ก็ยังรู้อยู่ ถ้าจิตจะไปหวั่นไหว เรื่องผู้หญิงผู้ชายมากเกินไปอย่างนี้ก็รู้อยู่ มากเกินไปเรื่องผู้หญิงผู้ชาย ที่จริงมันยังไม่หมด ก็จะมีอารมณ์นิดๆ ก็ไม่เป็นไรนะ โสดาบันก็ดี ชั้นของตัวเองต้องรู้เอกภาพ รู้ขนาด รู้รอบของโสดาบัน ก็เท่านั้น จะเอาโสดาเราไปตีเป๊ะเหมือนพระอรหันต์เลย แหมเรื่องผู้หญิงผู้ชายไม่มีอารมณ์เลยสักนิดนึง ไม่ได้ อย่าว่าอารมณ์เลย โสดาบันนี้มีเมียยังได้ มีผัวยังได้เลย ไม่ใช่ว่าโสดาบันมี ผัวมีเมียไม่ได้เมื่อไหร่ มีได้โสดาบัน นางวิสาขายังมีผัวเลย ลูกต้องเป็นโขลงเลย มีลูกมากมายด้วย ไม่ประหลาดอะไร อย่าเป็นนักเลง หรือเป็นคนที่เรียกว่ามากมายจนขอบเขต จนเกินหน้า จนเกินควรน่ะมันจนกระทั่งทำให้ตัวเองเดือดร้อนตัวเองทุกข์ เพราะเข้าใจขนาดนะ ไม่งั้นเราไม่รู้เอกภาพ ไม่รู้เลยว่าเราจะเอาขนาดไหน ตีราคาขนาดไหน ว่าเรื่องกามก็ตาม เรื่องเมถุนผู้หญิงผู้ชายก็ตาม แต่เอาให้บริสุทธิ์ไหม เป็นพระโสดาบันจะต้องบริสุทธิ์หมดเลย ไม่เหลือเชื้อเลย พระโสดาบันก็ไม่เหลือเชื้อเรื่องผู้หญิงผู้ชาย ก็ไม่เหลือเชื้อเลยไม่ได้ ไม่ถึงขนาดนั้นหรอก ไม่ถึง สกิทา ก็ยังไม่หมดเลยทีเดียวก็ได้ แต่ว่าอย่างอื่น เปอร์เซ็นต์นับแล้วว่าเป็นเป็นได้ก็ไม่เป็นไร อย

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน