เวทนา 108 และเจโตปริญาณ 16.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.86 KB
วันที่แก้ไข21 กรกฎาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

เวทนา 108 และเจโตปริญาณ 16 พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นคนธรรมดาทุกคน ถ้าเป็นคนที่สามารถเข้าใจคำว่า ฌาน แล้วทำตัวเองให้มีฌานจริงๆ โดยไม่ต้องไปเต๊ะท่า หาสถานที่นั่งตั้งกายตรง ไม่ต้อง เป็นชีวิตธรรมดาที่เป็นอยู่ เราก็ปฏิบัติอ่านจิตอ่านใจ แยก รู้ ว่า อ๋อ ทำอย่างนี้เอง ภาษาก็บอกอยู่แล้วว่าต้องเอานิวรณ์ 5 ออกไปจากจิต จิตจะได้เป็นฌาน แล้วสั่งสม เป็นสมาธิ แล้วก็ต้องทำไปตามลำดับ บางคนถนัดเอา ปฏิฆะออกก่อน เพราะปฏิฆะเราแรง บางคนก็เอาราคะออกก่อนเพราะราคะแรง ธรรมชาติของคนจะมี ราคะแรงกว่าปฏิฆะ เพราะปฏิฆะมันรู้ง่าย โดยสามัญสำนึกก็ไม่ให้มันออกมามากหรอก มันก็เลยไม่มากเท่าไหร่ สามัญของคนที่ไม่พิเศษ คนมีปฏิฆะพิเศษ เข้าใกล้เมื่อไหร่ก็มีแรงดีดมาก แรงดูดน้อย แรงดูดน้อยกว่าแรงดีด จะเห็นชัดเลย คนมีปฏิฆะออกง่าย แต่โดยสามัญราคะกามออกก่อน ท่านจึงอธิบายให้เอา กามออกก่อน เนกขัมมะเอากามออกก่อน เป็นข้อหนึ่ง ก็เลยไปเข้าใจว่า เนกขัมมะแปลแต่ว่า ออกจากกาม ที่จริงต้องออกจากปฏิฆะด้วย คนสามัญจะไม่ให้มีปฏิฆะก่อน กดข่มไว้นั้นแหละ ใครมีมากใครมีน้อย โดยธรรมชาติ ถ้าเห็นได้มากคนนี้ขี้โกรธแรงกว่าราคะ โทสะแรงกว่าราคะ ซึ่งมันจะมีน้อยกว่าคนสามัญที่จะมี ราคะมากกว่าโทสะ เขาจึงแปลเนกขัมมะเป็นเพียงออกจากกาม ที่จริง ปฏิฆะก็ด้วยแหละ ทั้ง 2 ตัว กาม ปฏิฆะ จนเบาบางก็เหลื่อมไปหารูป อรูปภายใน ทั้ง 6 ทวาร มโนปวิจาร 18 ครบทั้ง 6 ทวารซึ่งมีความสุขก็ได้ทุกข์ก็ได้ ไม่สุขไม่ทุกข์ก็ได้ ทางทวารทั้ง 6 หรือ ความสุขความทุกข์ภายนอก ลดได้ก็เหลือภายใน ก็เรียก โสมนัส โทมนัส อุเบกขินทรีย์ ก็มีทั้งภายนอกภายใน คือ อินทรีย 5 ความมีอยู่ภายนอกภายในและความเบาความหนักหรือเฉยได้ทั้ง 5 อินทรีย์ ในเวทนา 108 มี กายิกเวทนา เจตสิกเวทนา เป็นคู่แรกของเวทนา

อ่านต่อ

108 เป็นเวทนา 2 เวทนา 3 ก็มี สุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ เวทนา 5 ก็มี ไล่ระดับของมัน สุข ทุกข์ โสมนัส โทมนัส อุเบกขา เวทนา 6 คือเวทนาทางทวาร 6 ซึ่งมันจะมีการเกี่ยวข้องกับสุข ทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ ทั้ง 3 อย่าง จึงเป็นเวทนา 18 ก็แบ่ง 18 นี้ออกเป็น เคหสิตเวทนา ของคนทั่วไปที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะ ไม่รู้เรื่องหรอกเป็นธรรมดาของเขาที่จะเกิดอาการเหล่านั้น เพราะไม่ได้เรียนรู้ลดละ กับผู้ที่มาเรียนรู้ลดละ เป็น เนกขัมสิตเวทนา อีก 18 อย่าง เป็นมโนปวิจาร 18 เป็นพฤติกรรมของจิต เมื่อได้ศึกษาก็เป็นเคหสิตะ ถ้าศึกษาแล้วก็จะทำเป็นเนกขัมมะได้ ออกจากกาม ปฏิฆะได้ไปตามลำดับ จนกระทั่งสามารถเนกขัมมะได้จริง ลดกิเลสลงในขณะลืมตาปฏิบัติ ในขณะทำอาชีพทำการงานต่างๆ พูดอยู่ คิดอยู่ ในมรรคมีองค์ 8 นี้แหละ ไม่ได้ออกนอกเหนือเลย แล้วจะสั่งสมจิตที่เป็นเจโตปริยญาณ 16 _1. สราคจิต (จิตมีราคะ) 2. วีตราคจิต (จิตไม่มีราคะ) 3. สโทสจิต (จิตมีโทสะ) 4. วีตโทสจิต (จิตไม่มีโทสะ) 5. สโมหจิต (จิตมีโมหะ) 6. วีตโมหจิต (จิตไม่มีโมหะ) เมื่อสามารถลดละกิเลสได้จิตมันก็จะมี 2 ลักษณะคือ 7. สังขิตฺตํจิตตํ. (จิตเกร็ง-จับตัวแน่น หด คุมเคร่งอยู่) . 8. วิกขิตฺตํจิตตํ . (จิตกระจาย-ดิ้นไป ฟุ้ง จับไม่ติด) พ่อครูว่า... สิ่งที่แข็งเป็นก้อนก็ทำให้กระจายออกมาให้เบาบางลงได้ ไม่ใช่ให้มันแข็งต่อไปแก้ไขไม่ได้ สิ่งที่ฟุ้งซ่านก็จับให้มันติดรวมตัวกันมาเป็นฟิวชั่น รวมตัวมาให้มันทำได้ ทำได้จิตก็เจริญขึ้นจะได้มากขึ้นทั้ง มหะและอัคคะ __9. มหัคคตจิต (จิตเจริญยิ่งใหญ่ขึ้น) หากทำไม่ได้ก็เป็น 10. อมหัคคตจิต (จิตไม่เจริญขึ้น) พ่อครูว่า... ถ้าเราทำได้จิตเราก็ดีขึ้นเป็น _11. สอุตตรจิต (จิตมีดีแต่ยังมีดียิ่งกว่านี้-ยังไม่จบ) พ่อครูว่า... แล้วก็รู้จิตของเราเองว่าเรายังไม่หมดอาสวะ เป็นแค่โสดาบันยังไม่ใช่สกิทาคามี เป็นสกิทาคามีแล้วก็เป็นอนาคามีต่อจนเป็นอรหันต์ก็จะรู้ตัวเองเป็น _12. อนุตตรจิต (จิตไม่มีจิตอื่นสูงยิ่งกว่า) พ่อครูว่า... ตรวจสอบทั้งสมาธิและวิมุติ สมาหิโตและวิมุติ _13. สมาหิตจิต (จิตตั้งมั่นเป็นประโยชน์ดีแล้ว) 14. อสมาหิตจิต (จิตยังไม่ตั้งมั่นไม่เป็นประโยชน์) 15. วิมุตตจิต (จิตหลุดพ้น) . . . 16. อวิมุตตจิต (จิตยังไม่หลุดพ้นสิ้นเกลี้ยง) . (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 135) พ่อครูว่า... อาตมาจึงใช้เรียกสมาธิของพุทธว่า สมาหิโต ไม่ไปเรียกสมาธิธรรมดา จิตพ้นอาสวะแล้วตาม เจโตปริยญาณ 16 จิตนั้นสะอาดบริสุทธิ์จึงตกผลึกร่วมกัน เป็นจิตตั้งมั่นเป็นสมาหิโต จิต สะอาดจริงๆ ตรวจให้เป็นวิมุติแล้วด้วย ไม่ใช่อวิมุติ ที่มีเศษธุลีละอองไม่ใช่วิมุตแท้ ทั้งคู่ ทั้งสมาหิโตและวิมุติ มันก็ได้ อุภโตภาควิมุติ ไดั สภาพนั้นทั้ง 2 ส่วน ผู้ที่ปฏิบัติธรรมเป็นฌานอย่างสมาธิเป็นฌานวิสัยสมบูรณ์แบบของพระพุทธเจ้าเลย แต่เขาไม่ทำแบบนี้กลับ 1. ไปหาสถานที่ปฏิบัติฌานนั่นก็ผิดแล้ว 2. และแถมไปนั่งหลับตาก็ผิดอีก 3. นั่งคู้บัลลังก์ตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นก็ผิดอีก แล้วก็อ่านแต่ลมหายใจเข้าออก ก็ผิดอีก เพราะคนธรรมดา อย่าว่าแต่มีแต่ลมหายใจเลย มันมีตาเห็นรูป จมูกหายใจ ลิ้นก็รับรส จมูกได้รับกลิ่น กายก็สัมผัส จะไปงมงายอยู่แต่แค่ลมหายใจเข้าลมหายใจออก แล้วบอกว่านี่แหละคืออานาปานสติ ขี้หมาไปนั่งแบบนั้น เป็นแบบ เดียรถีย์ ไปเอาอย่างมาทำไม ที่ถูกต้องไม่ต้องไปนั่งแบบนั้นทำฌาน แล้วสั่งสมเผากิเลส จิตสะอาด ตกผลึกเป็นสมาหิโต เป็นสมาธิที่แท้จริง เพราะฉะนั้นมันผิดไม่รู้กี่ต่อ แถม นั่งตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นปฏิบัติสมาธิไม่พอก็ยังหนีเข้าป่าอีก หนีเข้าป่าไปปฏิบัติเพื่อให้ได้จรณะ 15 วิชชา 8 นึกว่าจรณะ 15 วิชชา 8 อยู่กับอาจารย์ในป่า ก็ไปหาอาจารย์ในป่า ก็มีแต่อาจารย์ป่า อาจารย์เถื่อน มิลักขะไม่มีอาริยกะ อาตมาพยายามใช้พยัญชนะของบาลีเอามาพูดบ้าง คนฟังเข้าใจก็จะรู้ว่าละเอียดดี 650720 อภิภายตนะ 8 จนถึงวิโมกข์ 8 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน