ฌาน คือจิตไร้นิวรณ์ ที่เข้าใกล้อรหันต์ไปเรื่อยๆ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.06 KB
วันที่แก้ไข21 กรกฎาคม 2565

เนื้อหาในไฟล์

ฌาน คือจิตไร้นิวรณ์ ที่เข้าใกล้อรหันต์ไปเรื่อยๆ พ่อครูว่า... สรุปอีกทีเข้าเป้าว่า คนเรานี่เรียนฌานนี่แหละ ฌาน ของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่ฌานฤาษี ฌาน ของพระพุทธเจ้าเรียนไปตามลำดับ ตั้งแต่ศีลข้อ 1 แล้ว ปฏิบัติ อปัณณกปฏิปทา 3 คุณต้องมีผัสสะต้องสำรวมอินทรีย์ทั้ง 6 ต้องตื่นรู้ภายนอกภายในครบ ชาคริยานุโยคะ เพราะฉะนั้น เกี่ยวข้องกับสัตว์ ที่จริงคนที่ไม่กินเนื้อสัตว์แล้ว โภชเนมัตตัญญุตา ก็ไม่ต้องพิจารณาอะไรมาก ไม่กินแล้วก็ไม่ต้องไปพิจารณาอีก ก็เหลือแต่จะใช้มัน หรือจะเกี่ยวข้องกับมัน กับสัตว์ ฟังให้ดีนะ อธิบายให้ละเอียดให้ฟัง เพราะว่ามันเป็นสัตว์ มีอยู่ในโลก สัตว์น้อย สัตว์ใหญ่ สัตว์ใกล้สัตว์ไกล สัตว์ที่อยู่ใกล้ก็มี เอามาเลี้ยงหรือไม่เลี้ยง มันก็อยู่กับเราด้วยกันมีอยู่ แต่สัตว์ที่สัมผัสจริงๆ อยู่ร่วมกัน คือคนด้วยกัน นี่แหละ ต้องเรียนรู้ กาม ปฏิฆะ ของคนด้วยกันนี่แหละ ต้องเรียนรู้ เพราะเมื่อเราเรียนรู้ดีจนกระทั่งเข้าใจแล้วละเลิกมาได้ ว่า เราไม่มีรสไม่มีชาติ ทางกามก็ไม่มี ทางปฏิฆะก็ไม่มีเลย ไม่ต้องหรี่ ไม่ต้องฟุ้ง หรี่หลับ สมถะไม่เอา ฟุ้งซ่านอุทธัจจะก็ไม่เอา ตื่นรู้เป็นฌาน มาเรียนรู้ กาม พยาบาท หยาบ กลาง ละเอียด คุณไม่มีนิวรณ์ ฌาน คือจิตไม่มีนิวรณ์ 5 ขณะใดเลย ของจิต ที่คุณปราศจากนิวรณ์ 5 ขณะนั้น คุณลืมตาอยู่ คุณทำงานอยู่ คุณทำอาชีพอยู่ คุณพูดอยู่ อย่างอาตมากำลังพูดอยู่กำลังทำกายกรรม กัมมันตะ การงาน กำลังสอนกำลังแสดงท่าที นัจจะ คีตะ วาทิตะ ให้คุณเข้าใจ พร้อมไปในตัวหมดเลย เป็น กายปาคุญญตา คล่องแคล่วว่องไวไม่ได้ช้าๆ อืดๆ พูดช้าๆเหมือนหมาง่อย เหมือนสัตว์ง่อย คนง่อยก็เหมือนกัน ไม่ใช่ แต่เป็นคนแคล่วคล่องว่องไว ปราดเปรียว ซึ่งมันตรงกันข้ามกับความเข้าใจของคนทั่วไป ความมีฌานของ พระพุทธเจ้า

อ่านต่อ

จึงเป็นจิตที่ไม่มีนิวรณ์ 5 นั่นแหละ ในทุกอิริยาบถ ในทุกกรรมการงาน ในทุกขณะ มันจึงเป็นสุดวิสัย อจินไตย ฌานวิสัยที่จะเข้าใจได้ง่ายๆ อาตมาอธิบาย คุณจะเข้าใจชัดขึ้น ก็จะได้รู้ว่าพวกที่ยังงมงายทำอยู่ก็จะเป็นไป พวกคุณเข้าใจมากขึ้น ปฏิบัติเรียนรู้ คุณก็จะได้ของจริง เมื่อได้ของจริงถูกต้อง นิวรณ์น้อยลงเรื่อยๆ มันก็ใกล้เป็นพระอรหันต์ไปเรื่อยๆ สันติเก ใกล้เข้าไปเรื่อยๆ ใกล้ความเป็นอรหันต์ไปเรื่อยๆ นี่ไม่ได้พูดเล่นนะ พวกเรานี่ เรียนรู้ดีๆ ตรวจสอบ ตรวจสอบด้วยสัทธรรม 7 ตรวจสอบด้วยฌาน 4 พอคุณปฏิบัติไป คุณก็จะรู้คุณก็จะเข้าใจ จะเห็น จะเชื่อ ศรัทธา พอคุณรู้ คุณเห็น คุณเข้าใจคุณเชื่อคุณศรัทธา ปฏิบัติไปก็จะเกิดปฏิภานปัญญาที่ลึกขึ้น แล้วจะอยู่กับอะไร ผัสสะกับอะไรอีก คุณก็จะรู้ว่า ไอ๊หยา…กามเรายังแรง ปฏิฆะเรายังมีอยู่ไม่ใช่เบา กับคนนี้ไม่มีแล้วกับคนนี้ยังมี คนพิเศษ มีเว้ย โกรธเกลียดกันพิเศษ มีปฏิฆะก็ได้ คนนี้ต้องโกรธกันไปอีก 10 ชาติ 20 ชาติไม่ยอมให้ง่ายๆ หรือรักกัน ต้องเป็นวาสิฏฐีกับกามนิต นะจ๊ะ เกิดชาติไหนชาติไหนต้องเป็นคู่กัน นี่อธิบายหยาบๆนะ หรือ มันจะเหลือละเอียดเท่าไร คุณต้องรู้ความจริงพวกนี้ นี่แหละ พวกเราเรียนไม่ได้เรียนอะไร เรียนพวกนี้แหละ ผู้ที่มีจิตสูงขึ้นมา เห็นว่าตัวเองมีกิเลสประมาณเท่านี้แล้ว พอเห็นปั๊บ สัมผัสแล้วเราเกิดกิเลสก็จะละอายตัวเอง บางที ก็มีท่าทีให้รู้ว่า อาย ให้คนอื่นเห็นได้ แต่ส่วนมาก จะทำทีไม่ให้คนอื่นรู้ คนที่มีความละอายจริงๆ เป็น เทวธรรม ละอายต่อกิเลส เป็นเทวดาแท้ เป็นอุบัติเทพแท้ ก็จะเตรียมตัวทำให้มันสะอาดเป็นวิสุทธิเทพให้ได้ พอรู้ตัวก็จะจัดการ มีสติสัมปชัญญะ มีโพชฌงค์ ประหาร มี สติปัฏฐาน 4 กาย เวทนา จิต ธรรม มีสัมมัปปทาน 4 ปหานมัน สำรวมอินทรีย์ แล้วประหาร ให้มันเกิดผล สัมมัปปธาน 4 สังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธาน นี่คือโพชฌงค์ข้อที่ 2 คนก็พากเพียรทำโพชฌงค์ข้อที่ 3 วิริยะสัมโพชฌงค์ ทำได้ก็จะเกิดปิติสัมโพชฌงค์ ทำได้แล้วมันก็จะเบาบางระงับลง ปัสสัมภยังกายสังขารัง ทำจิตสังขารังปัสสัมภยัง ระงับจิตอีก แล้ว อภิปโมทยังจิตตัง ทำจิตที่ เกิดผลดีนี้ตกผลึกให้เกิดเป็นสมาธิสัมโพชฌงค์ จบสมาธิสัมโพชฌงค์เข้าเป็นอุเบกขาสัมโพชฌงค์ สภาวะมันมีจริงๆไม่ได้มีแต่พยัญชนะ อาตมาเอาสภาวะเป็นตัวตั้ง มาอธิบายเป็นภาษาไทย ก็ยกตัวอย่างภาษาบาลีประกอบเล็กน้อย แต่แปลเป็นภาษาไทยเป็นหลัก ไม่ได้แปลเหมือนเขา ที่แปลทีละคำทีละประโยค ก็ดีที่เขาแปลแบบรักษาความตรงอันนี้ไว้ 650720 อภิภายตนะ 8 จนถึงวิโมกข์ 8 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน