ฌานวิสัยของผู้ที่เป็นอภิภู.docx
เนื้อหาในไฟล์
ฌานวิสัยของผู้ที่เป็นอภิภู พ่อครูว่า... ตอนนี้อาตมาเทศน์เป็นเรื่องตื้น แต่เป็นเรื่องลึก คือมันดูตื้นๆ แต่เรื่องลึก ตื้นๆก็คือ อาตมา เทศน์ถึงเรื่องความเป็นสามัญของคน ก็คนปกติเขาเป็นอย่างนี้ธรรมดาก็เป็นอย่างนี้ สามัญก็เป็นอย่างนี้ คือคนตื้นๆ แต่ลึก เพราะคนที่อยู่ปกติอย่างนี้เป็นสามัญ คำว่า ปกติ มีตัวหลักที่ยืนยัน ก็คือคำว่า ศีล คำว่าปกติคือ ศีลเป็นปกติ ก็หมายความว่า ศีล ข้อ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ก็ตาม คุณปฏิบัติได้แล้ว แล้วคุณก็มีชีวิตมีศีลอยู่เป็นปกติธรรมดาสามัญ แล้วคนที่มีศีลเป็นปกติธรรมดาสามัญนี่แหละ คือคนมีฌาน ฌานที่สำเร็จแล้ว จบบุญแล้วด้วย เป็นสมาธิหรือสมาหิตะ แล้วชีวิตก็อยู่อย่างนั้นเป็นปกติ มีฌานเป็นปกติ มีชีวิตธรรมดา ลืมตา มี ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ มี สติสัมโพชฌงค์เต็มที่ มีธัมมวิจัย วิริยะสัมโพชฌงค์ จิตตนเอง มีวิจัยจิตอยู่ตลอดเวลา วิจัยว่ากิเลสเรามีอยู่หรือไม่มีอยู่ นอกจากกิเลสมีอยู่หรือไม่มีอยู่ แล้วมีองค์ธรรมที่ครบพร้อม เป็นอภิภายตนะ อภิภายตนะ 8 นี่ เป็นคุณวิเศษที่ เป็นฌานที่ยิ่งใหญ่ ฌานต้องมีอายตนะภายนอกภายใน ไม่ใช่ฌานมีแต่ภายใน อันนั้นไม่ใช่ฌานของพระพุทธเจ้า แต่เป็นฌานของเดียรถีย์ หลับตาไปทำฌาน ซึ่งคนเสื่อมเป็นโลกียะไปทั้งโลก ฌานไม่ได้ไปนั่งหลับตาทำ เพราะไม่มีอายตนะ ไม่มีผัสสะ ไม่มีเวทนา มันไม่ทำให้เกิดฌานได้หรอก แต่เขาฟังไม่ขึ้น เพราะเขายึดมั่นถือมั่นแล้ว เขาไม่ศรัทธาอาตมา ไม่มี ปรโตโฆษะ แต่คนที่แสวงหา ไม่มีอคติ พยายามมองความจริง สุสูสังลภเตปัญญัง ฟังว่า องค์นี้พูด ก็พอมีปฏิภาณรู้ว่า มันแปลกแต่มันดูเข้าเค้ากว่ากันหรือเปล่า ไปยึดมั่นถือมั่นอยู่ในฌานหลับตามีแต่สมถะ จม อยู่อย่างนั้นแหละ ไม่มีงอกเงย มีแต่จมหนักเข้าไปในสมถะ แล้วก็หลงตัวหลงตนว่าเป็นอรหันต
อ่านต่อ
์ อรหันต์เก๊ เหมือนอย่างที่เป็นในสายหลับตาอย่างที่ประกาศกัน ว่าองค์นั้นก็เป็นอรหันต์ องค์นี้ก็เป็นอรหันต์ สายหลับตามีเยอะ ทำทำเนียบเป็นเล่ม 50-60 รูป นั่นคือสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ชัดเจน บ่งบอกถึงความเสื่อมว่าไปยกเอาอรหันต์เก๊ไปเป็นอรหันต์จริง เสื่อมชัดเจน แล้วเขาก็ยอมรับกัน มันไม่รู้ จนกระทั่งอาตมาเป็นอรหันต์จริง มาประกาศตัวเป็นอรหันต์ เป็นโพธิสัตว์ เขาก็งงสิ ไม่เชื่อสิ ก็ไม่เหมือนกับเขาเลย มันคนละเรื่อง เพราะอาตมามีฌาน วิมุติ สมาธิ เป็นปกติชีวิตสามัญ เราก็จะเข้าใจ ฌานวิสัย ไม่ได้ง่ายๆ เป็นอจินไตย พูดอย่างไรก็ไม่ง่ายที่เขาจะเข้าใจ เมื่อจิตเป็นอรหันต์ก็มีอุเบกขาถาวร อุเบกขาคือจิตบริสุทธิ์ ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จิตบริสุทธิ์สะอาดจากกิเลส มันก็เป็นปกติ เพราะกิเลสเหล่านั้นมันไม่มาใกล้แล้ว มันใกล้ไม่ได้แล้ว เพราะว่าพลังฌาน พลังสมาธิ พลังจิต ที่มีวิมุติญาณทัศนะ ของพระอาริยะ พระอรหันต์ พระโพธิสัตว์เหล่านั้นแข็งแรงมาก มีรัศมี มีราศีที่เขาเข้ามาใกล้ไม่ได้เลย เพราะฉะนั้น ใครที่ยังงมงายไปมัวหลับตาตอนที่เขาทำกันอยู่ เลยก็ได้แต่แช่แข็งวิ่งเข้าไปเรื่อยๆ จมอยู่ในภพอยู่ในภวังค์ไปดักดาน เป็น อาฬารดาบส อุทกดาบส พระพุทธเจ้าตรัสว่า ตายไปแล้วก็จะฉิบหาย จมอยู่ในภพ อสัญญี ที่เขาหลงว่า เป็นภพที่ควรอยู่ ควรมี ควรได้ เป็นสุภะ มันก็ตายสิ กู่ไม่กลับ อยู่ในหลุมลึก ก้นบึ้ง ที่ไม่รู้จะขนขึ้นมายังไง เพราะฉะนั้น คนที่ปฏิบัติฌานของพระพุทธเจ้า ต้องมีอายตนะเสมอ คือมีสภาพ 2 ของรูปกับนามกระทบกัน ให้เป็น ฌาน จะเป็นหรือไม่เป็นก็คือ จิตขณะนั้นของคุณไม่มีกิเลสนิวรณ์ 5 หมดเลย กาม พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ วิจิกิจฉา จนชัดเจนไม่สงสัย หมดวิจิกิจฉา เป็นทั้ง 5 อย่าง กามไม่มี ปฏิฆะไม่มี อุทธัจจะกุกกุจจะไม่มี ถีนมิทธะไม่มี หมดความลังเลสงสัยวิจิกิจฉาเลย แล้วเป็นอภิภู ที่เป็นอภิภายตนะ 8 จะมีคุณสมบัติพิเศษแถมไปอีก นอกจากจะไม่มีนิวรณ์แล้ว ฌาน ของผู้ที่อภิภู คือจะต้องมีคุณสมบัติในขณะนั้นเลย พร้อมกันนั้นเลย รูปภายนอก เห็นรูปอยู่ภายใน เพราะฉะนั้นภายนอกภายในเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน รูปภายนอกมียังไง รูปภายในก็มีความชัดเจนอย่างนั้น โดยมีเป็นปกติ มีเป็นธรรมดา อาจจะ ความเร็วของจิต ถ้าใช้เป็นภาพสโลโมชั่นจะเห็นเป็นสะพานเชื่อมต่อ อันนี้รูปดอกไม้ ดอกไม้ปลอมหรือจริงหนอ คำว่า ดอกไม้ปลอมหรือดอกไม้จริงอยู่ใกล้ๆเราก็สัมผัสแล้วก็ไม่มีโสตทิพย์ คือ ไม่มีความเป็นทิพย์หรือความละเอียดพอที่จะรู้ได้ เมื่อไม่มีเสียง 2 ไม่มีเสียง 1 โสตทิพย์คือ รู้เสียง 1 เสียง 2 เสียงมาแต่ไกลก็รู้ เสียงนี้เสียงกลอง เสียงนี้เสียงบัณเฑาะก์ก็แยกออกหมด เป็นผู้ที่มีความรู้แยกออกวิจัยได้ รู้จักรูปนี้ละเอียดเป็นปริตตัง แม้รูปไกลก็รู้ได้ ได้ยินเสียง ได้เห็นรูปก็รู้ว่ารูปอะไร ดูออก เป็นรูปอะไร แล้วมีรายละเอียดกว่ารูปใคร ชื่อนั้นชื่อนี้ นามนั้นนามนี้อะไร ไกลจนกระทั่งคนที่มีดวงตาไม่ยาวเท่า แม้ที่สุดคนที่ตายาวแล้วสุดวิสัยที่จะรู้ต่อไป คนที่ตาดีนี้เกินกว่านั้นก็ยังเห็น นี่คืออภิภู นี่คือผู้ยิ่งใหญ่ หูก็สามารถได้ยินเสียงไกลลิป กลิ่นก็รับได้ บางเบาละเอียดลอออย่างไรก็ได้กลิ่น ปริตตัง นิดหน่อยย่อยเล็ก ละเอียดละออ จนหลากหลาย อัปปมาณาภา แล้วแยกแยะ วิการรูป 3 ลักขณรูป 4 วิการรูป 3 คือ ลหุตา มุทุตา กัมมัญตา ลักขณรูป 4 ก็มี กายวิญญัติ วจีวิญญัติอีก แล้วมีคุณสมบัติปรับปรุงได้เร็วไว ครบ รับได้แน่นไม่เหยาะแหยะ แน่นหนาดี มุทุตา มีคุณสมบัติที่ยอดเยี่ยม เป็นสิ่งที่ไหวได้เร็ว ในทุกเหลี่ยมทุกมิติ เพราะฉะนั้นจึงมีประสิทธิภาพทางกรรม การกระทำ จะออกไปเป็นกรรมชนิดไหนเป็น กัมมัญญา มีวิชชา มีความรู้ อัญญาหรือปัญญา คุมได้หมดเลย จัดการดูแลควบคุมบัญชาได้เก่ง เก่งข้างในทางจิต แล้วยังออกมาข้างนอกเป็น กายวิญญัติ เคลื่อนไหวได้ตามต้องการไม่ขัดข้องแม้จะอายุยาวก็ตาม วจีวิญญัติก็ได้เร็วคล่องแคล่ว ไม่เหมือนคนแก่เลย นี่เป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้แล้วเอามาให้คนศึกษา แล้วก็เป็นได้จริงอย่างที่ว่า อย่างอาตมานี้จะเป็นตัวอย่างไปเรื่อยๆ ยังไม่รู้ในอนาคตไม่รู้จะต้องพึ่งสเต็มเซลล์หรือเปล่าหรือว่า อาตมาฝืนตัวเองได้ไม่ต้องอาศัยสเต็มเซลล์ เอามาก็เอาไว้ทีหลัง เพราะเราทำได้อย่างดี ก็แล้วแต่นิสัยต่อไปว่าจะทำได้หรือไม่ อยู่เพื่ออะไร ใครตอบแทนอาตมาได้ไหมนะ อยู่เพื่อสืบต่อช่วยงาน ทำงานให้แก่พุทธศาสนา ให้แก่พระธรรมพระพุทธเจ้า เพราะเกิดเป็นคนไม่มีอะไรที่ควรได้ควรมีควรเป็น เป็นสุภะ ไม่มีอะไรน่าได้น่ามีน่าเป็น เท่ากับธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้า ต่อให้เป็นจักรพรรดิ ต่อให้เป็นสังฆราช ต่อให้เป็นโป๊ป ต่อให้เป็นใครใหญ่ที่สุดในกระบวนการศาสนาไหนก็ควรจะมาได้โลกุตรธรรมทั้งนั้น แต่เขาไม่รู้ เขาก็ไม่เห็นคุณค่า เขาไม่เข้าใจหรอกไม่รู้เรื่อง เพราะว่ามันเกินที่เขาจะรู้มันเกินภูมิ เกินวิสัยที่เขาจะรู้ ให้เขามาฟังเขาก็ไม่รู้เรื่องแล้วเขาจะไม่มีธรรมรสเลย เขาต้องเอารส อย่างที่เขาสัมผัสได้แล้วก็รู้ว่า รสนี้ หอเจี๊ยะ หอฮ่อ เขาก็จะไปเอารสนั้น เพราะฉะนั้นจุดหมายปลายทางของมนุษยชาติ ถึงขั้นบรรลุสำเร็จเป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ตาม ก็มาอยู่ที่ตรงนี้ ตรงที่มี ธรรมะโลกุตระอันสูงสุดเป็นสัมมาสัมโพธิญาณนั่นแหละ และจากนั้น ชีวิต ท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน เป็นดินน้ำไฟลมไปเลย เมื่อสำเร็จขึ้นทำเนียบเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง 1 สมัย เสร็จแล้วท่านก็ปรินิพพานเป็นปริโยสาน ก็หมดเลยทุกอย่างเลยจากที่เคยเกิดมาเป็นคน ปรินิพพานเป็นปริโยสาน แยกธาตุจิตได้ ทีนี้ ก็มีใบไม้กำมือเดียว อย่างพระพุทธเจ้าพระโพธิสัตว์มีใบไม้ทั้งป่า พระพุทธเจ้าเป็นพระอรหันต์ผ่านมาแล้วสามารถแยกธาตุจิต เป็นดินน้ำไฟลมไปได้เลย พระพุทธเจ้าท่านก็สอนไปตามลำดับ โสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี อรหันต์ อนาคามี จะไม่กลับมาก็ได้แล้ว ตายแล้วไม่เกิดมามีร่างมีขันธ์ 5 อีก อนาคามีก็ไม่กลับมามีได้แล้ว ยิ่ง เป็นพระอรหันต์ก็แน่นอน ไม่มาได้ยิ่งกว่าอนาคามีแน่นอน แต่สูงไปกว่านั้น สูงกว่าที่จะเป็นอนาคามีเป็นอรหันต์ ก็เป็นยิ่งกว่าพระอรหันต์ไปได้อีก เถรวาท เข้าใจเป็นมิจฉาทิฏฐิว่า อุจเฉททิฏฐิว่า คนที่เป็นพระอรหันต์ตายในชาตินั้นต้องสูญกายแตกดับไม่มีอะไรต่อนี่คืออุจเฉททิฏฐิของเถรวาท ผู้เป็นอรหันต์แล้ว ใครมาพูดต่อว่า บำเพ็ญต่อไปอีก เป็นโพธิสัตว์ อนุโพธิสัตว์ อนิยตโพธิสัตว์อีก เขาจะไม่ฟัง เขาก็จะว่าบ้า เกินกว่าอรหันต์ไปได้อย่างไร กิเลสหมดแล้วมาเกิดใหม่อีกนะ ชาติร่างกายมาเกิดใหม่อีกเขาก็บอกว่าไม่เชื่อไม่ใช่ไม่มี เขารู้อรหันต์รอบเดียว คนที่ไม่มีมิจฉาทิฏฐิจะเป็นอรหันต์ เรียนอะไรก็เรียนทุกอริยสัจ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรคแล้วดับได้ คนนี้ก็จบ เป็นอรหันต์รอบเดียว ไม่มีความเป็นโพธิสัตว์ ไม่มีความรู้ของรอบ 2 รอบ 3 รอบ 4 เพราะฉะนั้นอรหันต์ในรอบของ อนุโพธิสัตว์เขาก็ไม่รู้เรื่อง อรหันต์ในรอบของ อนิยตโพธิสัตว์เขาก็ไม่รู้เรื่อง ไม่ต้องพูดถึง นิยตโพธิสัตว์หรือมหาโพธิสัตว์ แต่พระโพธิสัตว์มีจริงๆ พระโพธิสัตว์ที่จะพยายามเป็นพระพุทธเจ้าจนถึงระดับ 9 มีสัมมาสัมโพธิญาณได้เลย นี่คือ ความเป็นจริงที่เป็นใบไม้ทั้งป่า มันเป็นอย่างนี้ พวกที่เกิดมามุ่ง เกิดมามุ่งจะเป็นอรหันต์ถ่ายเดียว พวกนี้ช้ามาก เพราะว่าจะตกภพ มุ่งอรหันต์ถ่ายเดียว จะไม่ได้มีเทวธรรม จะอยู่แต่ผู้เดียว กินผู้เดียว นอนผู้เดียว ไปผู้เดียว มาผู้เดียว ครองสังฆาฏิผู้เดียว ขี้ผู้เดียว เยี่ยวผู้เดียว เขาบอกว่าอยู่แต่เดียวๆ ไม่ช้าไม่นานก็บรรลุอรหันต์ คำว่าอยู่แต่ผู้เดียวไม่มีสหาย พระพุทธเจ้าก็ไขความว่า อยู่แต่ผู้เดียวนั้นคือจิตไม่มีนิวรณ์เลย ถ้ายังมีนิวรณ์อยู่ก็ยังมีสหายคือเพื่อน 2 เพราะฉะนั้นทำจิตให้ได้เป็นหนึ่งเดียวนั่นแหละ จิตเดียว ก็ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการเกี่ยวข้องกับสังคมหมู่กลุ่ม ยิ่งเกี่ยวข้อง กับสังคมหมู่กลุ่มยิ่งจะมีโจทย์ที่กระทบสัมผัสแล้วเราจะอยู่แต่ผู้เดียวโดยไม่มีเพื่อน 2 มีเพื่อนกระทบสัมผัสอยู่ 2 คน 3 คน 4 คน 5 คนแล้วมีหลากหลาย มีชั้นต่ำมีชั้นสูง สุพรรณะ ทุพรรณะอีกเยอะแยะ มีคนที่มีจากพื้นของ ปริตตะ อัปปมาณาภา ขึ้นไปเรื่อยๆเป็น พรรณะ ขั้นชั้นต่างๆของธรรมะ จนกระทั่งดีหรือไม่ดี เป็น สุ หรือเป็น ทุ ภาษาบาลีภาษาธรรมะพระพุทธเจ้าเป็นภาษาที่ละเอียดมาก อาตมาพยายามอธิบายให้ถึงสภาวะ โดยเอาภาษาไทยสื่อสารให้ฟังซึ่งมันก็ไม่ง่าย ฉะนั้นผู้ที่เลย สยังอภิญญา ระดับ 7 มาเป็นอภิภูระดับ 8 อาตมาก็เหลื่อมมาเป็นอภิภู มาเรื่อยๆ จนกระทั่งบัดนี้มันก็มีระดับ 8 พอขึ้นไปเรื่อยๆ ก็แจกแจงให้ฟัง เพราะฉะนั้นความเป็น 2 ของแต่ละคู่ๆ ธรรมะพระพุทธเจ้าเรียกว่า เทวธรรม มันสลับซับซ้อนหมุนรอบเชิงซ้อน ทั้งมวลทั้งรอบชั้นต่างๆ ทั้งภายนอกและภายใน หลายมิติมาก หลายวัฏฏะ หลายพลวัตรมากเลย ผู้ที่รู้มากและรู้เร็วทั้งรอบนอกรอบใน รู้ได้เท่าไหร่ก็ ตรวจสอบสภาพที่เป็นกิเลสละเอียด นิวรณ์ 5 ละเอียด กามก็ดี พยาบาทก็ดี ซึมเซา ถีนมิทธะ อุทธัจจะกุกกุจจะ จนไม่สงสัยตรวจสอบและชัดเจน มันเป็น คุณสมบัติของจิตทั้งปฏิภาณปัญญา ทั้งความรู้มีปัญญาอันยิ่ง พระพุทธเจ้าจึงได้สอนอย่างมีหลักเกณฑ์ให้ปฏิบัติจรณะ 15 แล้วก็จะมีวิชชา 8 มาเป็นสหายไปด้วยกัน เป็นยาดำแทรกซ้อนให้รู้ไปด้วย ศีลก็มีปัญญา ปฏิบัติแล้วเป็นอธิจิตก็มีปัญญา อธิจิต ก็เป็นสัทธรรม 7 นั่นแหละ มีคู่คือฌาน เป็นความรู้หรือเป็นปัญญาที่ละเอียด เป็นปัญญาอันยิ่ง ซับซ้อนเป็นวิชชา 8 ซ้อนกันอยู่ในนั้นเรื่อยไป 650720 อภิภายตนะ 8 จนถึงวิโมกข์ 8 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ