ความเป็นอายตนะอยู่ที่ปัจจุบันขณะผัสสะ.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความเป็นอายตนะอยู่ที่ปัจจุบันขณะผัสสะ พ่อครูว่า... ความเป็นอายตนะ คือ เป็นสภาพธรรมชาติ ธรรมดา ของคน มันตื่นอยู่ มันก็มีอายตนะ นอนหลับไปตาหูจมูกลิ้นกายก็พัก มันก็มีแต่จิต จะเรียกว่ามีอายตนะทางจิต ธัมมายตนะกับมนายตนะ ก็มีของมัน แต่ธัมมายตนะ มนายตนะ เมื่อเราหลับตาเข้าไป มันเป็นอดีตกับอนาคต มันไม่มีปัจจุบัน ไม่เป็น ทิฏฐกาละ ไม่มีปัจจุบันชาติที่มีการเกิดอยู่ ที่เป็นปัจจุบันตากระทบรูป หูก็ได้ยินเสียง เป็นกามคุณ 5 ที่จริงต้องเรียกว่า กามาทีนวะ 5 ที่จริงแล้วมันเป็นโทษ แต่คนมันมีอวิชชาก็เห็นเป็นคุณ เป็นกามคุณ 5 กว่าคนจะหมดกามคุณ 5 นั่นมันไม่ง่าย แม้คุณจะบอกว่ารู้แล้วล่ะ เข้าใจ โดยบัญญัติภาษา มันเป็นโทษไม่เป็นคุณหรอก คุณฟังแล้วก็รู้ว่า กามนี้เป็นโทษด้วยหรือ ใช่ แล้วจริงหรือเปล่า มันไม่ได้เห็นเป็นโทษจนกระทั่งตั้งใจลดได้จริงๆเลย กาม ตาหูจมูกลิ้นกาย ทาง 5 ทวาร กามคุณ 5 อย่างสายหลับตามหาบัวไม่รู้เรื่องเลย กามคุณ 5 เขาก็ไม่รู้เรื่อง เพราะเสพติดในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส กินหมากนี้เป็นของหยาบ เป็นสิ่งเสพติด ทุกวันนี้ก็รู้อยู่แล้วว่าคนเจริญแล้วเขาไม่กินหมากแล้ว พวกที่กินอยู่ยังเป็นพวก มิลักขะ คนเถื่อน บ้านนอก ถ้าคนที่เจริญแล้วก็ไม่กินหมากหรอก แต่เขาไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนเถื่อน ไม่รู้ว่ากามคืออะไรด้วย เพราะฉะนั้นแม้แต่คำว่า กาม ซึ่งเป็นรูปตัวแรก ที่จะต้องมีนามรูป ที่ต้องไปรู้และเรียนรู้ ล้างละก่อนอื่นเลย โภชเนมัตตัญญุตา การกินการใช้ หมากก็คือการกินชนิดหนึ่ง เคี้ยวรับรส สิ่งที่เขาเห็นว่ามันเป็นอัสสาทะ เป็นรสที่ต้องเสพ เขาติดเขาก็ไม่รู้ เบื้องต้น ด่านแรก กามคุณ 5 หยาบ หมากพลูอยู่ในระดับอบายภูมิ ต่ำ ผู้ที่เจริญ ผู้รู้แล้วก็จะห่างไกล อย่างในเมืองนี้รู้แล้วกินหมากมันต่ำ แต่สูบบุหรี่เขาสูบอยู่ ท
อ่านต่อ
ั้งที่บุหรี่และหมากพลูนั้นเป็นอบายมุขเป็นระดับต่ำเหมือนกัน ระดับเดียวกัน เพราะฉะนั้นผู้รู้ว่าเป็น กาม กามคืออะไร กามคืออาทีนวะ เขาก็บอกว่าไม่ใช่ กามคือคุณ ไม่ใช่โทษ เพราะฉะนั้น ปกติธรรมดาคนที่มีอวิชชาเป็นเจ้าเรือนก็ต้องเห็นเป็นอย่างนั้น เห็นกามเป็นคุณ เสร็จแล้วก็ปรุงแต่งกามกันไป ทั้ง รูป รส กลิ่นเสียงสัมผัส แล้วแต่เขาจะทำให้มันครบเครื่องเลย กินข้าว ปรุงรส ปรุงกลิ่น ปรุงสัมผัส ปรุงรูป ไม่มีเสียง ก็เอาวงดนตรีไปเล่นประกอบให้มันครบ 5 จะได้มี รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ครบ 5 เขาไม่รู้เรื่อง แล้วถือว่าเป็นที่จะต้องไปเสียเงินไปเสพ เป็นชั้นสูง เป็นคนชั้นสูงต้องไปกินข้าวเคล้าเสียงเพลง เพราะฉะนั้นการเรียนรู้ตามลำดับก็ดี การเรียนรู้ถึงสัจธรรมที่แท้ๆ พวกนี้ก็ดี เมื่อไปเข้าใจมิจฉาทิฏฐิมิจฉาทิฏฐิตั้งแต่เบื้องต้น ไปหลับตาเสีย ที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสว่า อาจารย์สอนให้หลับตาก็คืออย่าให้เห็นรูป สอนว่าปิดหูเสีย อย่าได้ยินเสียงอย่างนี้หรือ อุตระ อาจารย์ เธอสอนอย่างนั้นหรือ พะยะค่ะ อ๋อ.. สอนให้ทำให้ตาบอด ทำหูให้หนวก อย่างนั้นหรือ อุตระก็นั่งคอตก ซบเซา หมดปฏิภาณเลย คนที่เขารู้ง่ายก็รู้ง่าย คนที่ไม่รู้ง่ายก็โง่มันไม่รู้ง่ายก็คือมันโง่ ก็โง่ พูดไปเถอะจะอธิบายอย่างไร ฉันก็ไม่เข้าใจหรือเข้าใจก็ไม่เอาเพราะมันติด มันติดมากกว่าที่จะเข้าใจเลยบังความเข้าใจ หรือจะเข้าใจ บางทีก็พอเข้าใจแต่มันติดเลยไม่ฟังต่อ ก็จะเอาอย่างนี้แหละอย่างเดิม ที่ฟังไปก็ไม่ทิ้งอันเก่าหรอกเพราะจิตมันปักมั่น นี่คืออาการของคนที่ดื้อด้านดึงดัน สารพัด ไม่ว่าจะเป็นมิติไหนหรือด้านไหน มันก็ติด พระพุทธเจ้าสอนให้เลิกติด เลิกยึด ตั้งแต่หยาบขั้นอบายหรือกามนี่แหละ ไม่รู้จริงและไม่รู้ทางปฏิบัติ แถมไปหลับตาให้ตาบอดหูหนวกอีก มันก็เลยไปกันใหญ่ เลยไม่รู้จะพูดอย่างไร อาตมาก็ต้องพูด เพราะมันเป็นความจริงก็ต้องพูดย้ำซ้ำซากเบื่อไม่ลง คนที่พอเข้าใจแล้วเลิก มาฟังอาตมามากขึ้น แม้จะติดหลับตาก็หลับตาบ้างในบางคราว ฟังไปฟังมาก็จะเข้าใจว่ามันค่อยๆลดละการหลับตาลง มันก็เป็นอุปการะสำหรับการหลับตาอย่างสัมมาทิฏฐิก็ได้ หลับตาพักผ่อน อย่างน้อยก็ทำงานโดยที่ตาไม่เพ่ง ให้มันพักผ่อนก็หลับไปสิ หรือจะหลับตาเข้าไป แล้วค่อยๆทบทวน ระลึกถึงธรรมะต่างๆ หมวดนั้น ข้อนี้ ความหมายนั้นความหมายนี้ ก็ระลึกไป เรียก เตวิชโช ลงบัญชีตรวจสอบสิ่งที่เราได้ปฏิบัติได้ผ่านมาแล้ว อะไรมันเกิดมันดับ มันได้มรรคผลไหม บุพเพนิวาสานุสติญาณ โดยมีวิปัสสนาญาณเข้าใจ มี จุตูปปาตญาณ มีญาณ ตรวจสอบธรรมะ องค์ธรรมต่างๆ ว่ามันสิ้นอาสวะหรือยัง หมดเป็นอาสวักขยญาณหรือยัง เตวิชโช ก็หลับตาก็เป็นเพียงอุปการะ ไม่ได้เป็นหลัก แต่ไปนึกว่าหลับตาเป็นหลักปฏิบัติให้เป็นอรหันต์ได้นิโรธเลยนะ มันผิด ทำอย่างหลับตาจะให้เป็นนิโรธ เป็นนิพพาน อย่างที่เขาไม่เข้าใจอุปการะต่างๆ เข้าใจผิดว่าเป็นการปฏิบัติหลักใหญ่เลย แต่ไม่เลย การหลับตาเป็นได้เพียงอุปการะไม่ใช่หลักใหญ่ 650720 อภิภายตนะ 8 จนถึงวิโมกข์ 8 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ