จรณะ 15 และโพชฌงค์ 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
จรณะ 15 และโพชฌงค์ 7 พ่อครูว่า... หลักใหญ่คือ จรณะ 15 วิชชา 8 ของพุทธเป็นพุทธคุณ เป็นข้อ 1 ใน 9 อรหํ เป็นพระอรหันต์ สมฺมาสมฺพุทโธ ตรัสรู้เองโดยชอบ วิชฺชาจรณสมฺปนฺโน ถึงพร้อมด้วยวิชชาและจรณะ สุคโต เสด็จไปดีแล้ว โลกวิทู เป็นผู้รู้แจ้งโลก อนุตฺตโร ปุริสทมฺมสารถิ มีความรู้เหนือ และเป็นสารถีฝึกคนที่ฝึกได้ไม่มีใครยิ่งกว่า สตฺถา เทวมนุสฺสานํ เป็นศาสดาของเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พุทฺโธ เป็นผู้ตื่นและเบิกบานแล้ว ภควา ติ เป็นความจบในความเจริญ วิชชาจะระณะเป็น 1 ใน 9 ข้อนี้เป็นพุทธคุณแท้ๆ นอกนั้นไม่ใช่พุทธคุณของพระพุทธเจ้า เป็นพุทธโทษ เป็นเดรัจฉานวิชาเป็นไสยศาสตร์ไม่พาไปนิพพาน วิชชาจะระณะพาไปนิพพาน นิพพานของพระพุทธเจ้าเป็นนิพพานที่มีแสงสว่าง นิพพานที่อยู่ใน กาละสามัญ ทิฏฐะ เดี๋ยวนี้อยู่ในกาลปัจจุบันไม่ใช่อดีตไม่ได้อนาคต เรียกว่ามี ทิฏฐกาลกธรรม เป็นธรรมะที่ทรงไว้ซึ่ง กาละ เป็นเวลา เป็นขณะ มีธรรมะ มีแสงสว่าง ตื่นอยู่ มีเสียงที่ได้ยินได้ฟัง ใครไม่หูหนวกก็ได้ยิน มีกลิ่น ใครจมูกไม่เสียรับรสได้ก็ได้กลิ่น มากน้อย ไกลหรือใกล้ เก่งเท่าไหร่ก็แล้วแต่ อินทรีย์ 5 ทั้งนั้นแหละ ไม่ว่าจะรสทางลิ้น สัมผัสทางกาย ก็เหมือนกัน ก็เป็นผู้ที่เข้าใจจะรู้จักสัมผัสทั้งหมด ว่าแต่ละสัมผัสนั้น ประกอบไปด้วยเวทนา 2 หรือเวทนา 1 เวทนา 1 หรือเวทนา 2 เวทนา 2 คือ เวทนาแท้กับเวทนาเทียม เวทนาเก๊ มีสวรรค์กับมีนรก เวทนาจริงคือมันมีรูปเสียงกลิ่นรสของมันเป็นของแท้ของจริง เมื่อเราอ่านจิตของเรา มีเวทนา 2 เกิดขึ้นเราก็รู้แล้วแยกได้ แยกออกจากเวทนาแท้ว่า มันต่างกันอย่างนี้ ในเวทนาเก๊ เวทนาเทียม ผู้ที่ศึกษาตามอาตมา ก็จะรู้ว่าอันนี้ไม่ต้องให้มันมี อาการชอบ อาการชื่นใจอาการถูกใจไม่ให้มันมี คุณก็ทำด้วยวิธีกดข่มเขาก็ทำกันมาก่อนท
อ่านต่อ
ั้งนั้น อาตมาก็ทำมาก่อนจนมันเกิดปัญญาหรือว่าไม่ต้องไปกดข่ม แต่รู้ด้วยวิปัสสนา อย่างเห็นๆเลย ปัสสะ ปัสสติ เห็นอยู่ทนโท่ เห็นแล้วแยกออก มีอภิภู มีอภิภายตนะ จะเอาอะไรให้มันหายไป จะเอาอะไรให้มันเหลือหนึ่ง เป็นคู่ๆไป รู้เทวะ แต่ละคู่ๆ ไป ก็ทำ ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 ที่มันเป็นคู่ 2 นี้จัดการเวทนาให้มันเป็น 1 เวทนา เอกสโมสรณา ภวันติ ทำให้สำเร็จ ภวนฺติ ก็เป็นที่สุดของภพ ไม่มีแล้วภพ 2 ที่เป็นภพของกิเลส ไม่มี มีแต่ภพ 1 มีแต่ภพจริง เป็นวิภวภพ เป็นภพที่ไม่มีแล้ว กามก็ไม่มี ภวะก็ไม่มี นอกก่อน หมดแล้ว จะเรียกว่าใน มันก็นอกนั่นแหละ รูปภพ อรูปภพ รูปาวจร ซึ่งกามาวจร ข้างนอกมันไม่มีแล้วก็เหลือแต่ภายในของเรา รูปาวจร ตากระทบรูป หูกระทบเสียงอยู่นั่นแหละ ศาสนาพุทธปฏิบัติธรรม กามาวจร รูปาวจร อรูปาวจร ก็ลืมตากระทบสัมผัสรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสนั่นแหละ มันไม่มีข้างนอกแล้วมันเหลือแต่ข้างในก็เป็นอนาคามี มีแต่ข้างในแท้เป็นอนาคามีแท้ มีแต่กิเลสที่อยู่ข้างใน เป็นรูปหยาบ ก็ลดรูปอีกเหลืออรูป ลดอรูปหมด เป็นวิภวภพ แล้ว ก็เป็นตัณหาที่เป็นวิภวตัณหาคือ ตัณหาที่ไม่มีภพ อย่างพระพุทธเจ้าทำงานด้วยวิภวตัณหา อาตมาก็งานด้วยวิภวตัณหาของอาตมา ไม่มีภพ ไม่ได้สร้างภพชาติต่อไป เพราะกิเลสมันหมดทั้งภพนอกภพในแล้ว ที่มันหมดก็เพราะว่าเรียนรู้ เมื่อมันมีอาการกิเลส ตั้งแต่ หยาบ กลาง ละเอียด เราก็ทำให้มันเกิด ฌาน ลืมตาปกติชีวิตสามัญ เป็นฌาน ซึ่งมันยาก อจินไตยจริงๆ ฌานวิสัย นี้ คนยังเข้าใจไม่ได้ง่ายๆ อาตมาก็พยายามอธิบายให้เข้าใจว่ามันไม่ต้องไปหาสถานที่ไปทำฌาน ต้องไปนั่งหลับตาตั้งการตรงดำรงสติคงมั่น ไม่ต้อง แต่มีชีวิตธรรมดาสามัญที่ทำงานอาชีพ ทำการงานต่างๆ กัมมันตะ ยังพูดอยู่ยังคิดอยู่อย่างนี้แหละ ก็มี สัมมาทิฏฐิให้ได้อย่างที่อาตมากำลังอธิบายสัมมาทิฏฐิ แล้วก็ปฏิบัติทั้ง 4 กรรมนี่แหละ อาชีวะ กัมมันตะ วาจาและมโน ด้วยความพยายามอย่างมีสัมมาสติ สัมมาวายามะ เพื่อที่จะเรียนรู้และแยกแยะ มีโพชฌงค์ 7 วิจัยวิจาร แยกกิเลสให้ออกจากจิตได้ แล้วก็ทำกิเลสให้ลด ด้วยปัญญาอันยิ่ง เป็นฌานอันยิ่งก็ได้ ฌานคือ การสร้างพลังงานซ้อนเข้าไปเพื่อที่จะให้มันเหนือชั้นกว่าพลังงานราคะ พลังงานโทสะ พลังงานโมหะ พลังงานราคะ มันก็ต่างกันกับปฏิฆะ ตอนมีปฏิฆะก็ไม่มีราคะ โมหะ มันรู้ชัด ก็ชัดเจนในการทำอันใดอันหนึ่งก่อน อย่างที่ให้เรียนรู้เวทนา 18 ก็เคหสิตเวทนา 18 เป็นแบบสามัญคนโลกๆ ปุถุชน ชาวบ้านชาวช่องที่ไม่ได้ศึกษาธรรมะ จนคุณมาเป็นเนกขัมมสิตเวทนา ก็มาเอากามออกก่อน ในขั้นต้นแล้วก็มาเป็นปฏิฆะ ก็ทำปฏิฆะออกอีก แล้ว ไล่ไปตั้งแต่ภายนอก จนถึงโทมนัส โสมนัสภายใน ไล่เข้าไปอีก จนกระทั่งเป็นขั้นอุเบกขา มันเป็นอุเบกขาหรือยัง มีอินทรีย์เท่าไหร่ อุเบกขินทรีย์ อินทรีย์ของอุเบกขา หรืออินทรีย์ของเศษกิเลส เศษกาม เศษพยาบาท ยังเป็นโสมนัสโทมนัสอยู่ ก็ละโสมนัสโทมนัสก่อนๆได้ ที่ท่านตรัสไว้ในคำสอน ผู้แปลก็เก็บคำได้หมด ครบดี จนหมดเลย นานัตตสัญญา กำหนดรู้หมดเลยว่า ในอัตตาต่างๆ นานัตตะ คืออัตตาต่างๆ มันไม่มีกิเลสเลยเป็นอนัตตา หรือ มันยังมีเศษธุลีละอองเหลือเท่าไหร่ก็ตรวจ นานัตตสัญญาให้หมด ไม่ใช่เอาแค่ เนวสัญญานาสัญญายตนะ คือ จะว่าใช่ก็ไม่ใช่ ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ มีแต่ข้อสงสัยความไม่รู้แจ้งรู้จริงรู้จักอะไร ไม่ได้ แค่เนวสัญญา คุณก็ไม่เข้าท่าไม่รู้จักแล้ว ต้องผ่านเนวสัญญา รู้จริงก็เข้าไปหา นานัตตสัญญา เนวะคือ ใช่ก็ไม่ใช่ไม่ใช่ก็ไม่ใช่ มันยังตัดสินไม่ได้เพราะไม่มีปัญญาแยกรู้ ว่าอะไรคืออะไรกันแท้ๆ ถ้าผ่านขั้นนี้ไม่ได้ก็หัดในนานัตตสัญญา สัญญาต่างๆ ฝึกสัญญาของคุณให้มันหมด เนวะ ที่ว่าใช่ก็ไม่ได้ ไม่ใช่ก็ไม่รู้ เนวะ มันมีตัวภาคปฏิเสธอยู่ในนั้น เขาไปแปล เนวะ ว่า ไม่ คำเดียว มันก็ไม่ครบแล้ว ปฏิบัติธรรมก็ไม่สมบูรณ์ เนวะก็คือเนวะ สิ น คือไม่เลย คือ ปฏิเสธอย่างเดียว ไม่อย่างเดียวเลย เนวะ ก็ไม่ใช่นะ บาลีท่านก็เรียนไวยากรณ์ขึ้นมา นี่ อาตมาก็อธิบายวากยสัมพันธ์ของสภาวะ ไม่ได้ไปหยิบภาษา ถ้าท่านวิจัยเป็นบาลีมาเลย แต่อาตมาแจกอภิธรรมเป็นภาษาไทยสู่ฟัง อภิธรรมของจิตเจตสิกต่างๆสู่ฟัง เพราะฉะนั้นคนสามัญนี่แหละ ไม่ต้องไปหาสถานที่เพื่อที่จะตั้งกายตรงดำรงสติคงมั่นไม่ต้องไปหลับตา ไม่ต้องไปปิดหู ปิดตา ปิดเสียงปิดอะไรต่างๆหมดเลยไปอยู่ในภวังค์ มันไม่ใช่ ไอ้นั่นมันหลงทิศหลงทาง วิ่งดิ่งไปสู่อเวจีหมดแล้ว อาตมาจะเอาหอกแทงเท่าไหร่นี่ พวกนั่งหลับตาถึงจะไม่อยู่เป็นโจรทำลายศาสนา เขาไม่รู้ว่าเขาเป็นโจรทำลายศาสนา เพราะเขาเชื่อคนผิด ลงนรกอเวจีไปกัน สู่แดนธรรม... ผมเข้าใจว่าเขามี Axiom แบบของเขา Axiom แบบหลับตา ใครปฏิเสธแบบของเขาก็จะอยู่กับเขาไม่ได้ แบบของเราก็มีแบบของเรา อบรมจิตของเรา มีอายตนะเปิด มี Axiom ของอโศก ใครไม่ยอมรับทิฏฐินี้ก็อยู่ไม่ได้กับชาวอโศก ของเขาก็มี Axiom ที่ทำลายยาก พ่อครูว่า... ปฏิบัติตามแล้วมรรคก็ไม่ถูกต้อง ผลก็ไม่เจริญ ก็ต้องพยายาม ทำลาย Axiom ของเขา ต้องทำลายให้ได้ ถ้าเขายึดมั่นถือมั่นไม่เปลี่ยนแปลง Axiom แล้วไม่ต้องวิจัยอีกวิจารณ์อีกแล้วมันจบ เช่น ยึดพระเจ้าของเขา เขาก็เรียนรู้ตามหลักคำสอนของพระเจ้า อาตมาพูดไปอย่างไรเขาก็ไม่มีเข้าใจได้ เพราะเขาปิดประตูรับรู้ ขนาดต้องตั้งใจเรียนให้ดีๆยังยาก แล้วปิดประตูรับรู้ มันจะไปได้เรื่องอะไร นอกจากปิดประตูรับรู้แล้วยังสร้างกำแพงหนาปึ้กกันเข้าไปอีก เหมือนห้องอัดเสียงเลย ข้างนอกไม่ให้เข้า ข้างในไม่ให้ออก นี่อธิบายง่ายๆ อธิบายแบบสะดวก สามัญให้ฟัง 650720 อภิภายตนะ 8 จนถึงวิโมกข์ 8 พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ