05.บทที่ 1(180461).pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์250 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 1 บทน ำ ควำมเป็นมำและควำมส ำคัญของปัญหำ เบาหวานเป็นโรคเรื้อรังที่เป็นปัญหาส าคัญทางด้านสาธารณสุขของโลก รวมทั้งประเทศไทย สถานการณ์โรคเบาหวาน มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติรายงานว่า ปี 2558 ผู้ป่วยโรคเบาหวานทั่วโลกมีจ านวน 415 ล้านคน และจะเพิ่มเป็น 642 ล้านคนในปี 2583 ปี 2557 มีผู้เสียชีวิตจากโรคเบาหวาน 1.5 ล้านคน ส าหรับประเทศไทยจากรายงานของส านักนโยบายและยุทธศาสตร์ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข พบว่าอัตราการตายด้วยโรคเบาหวาน ต่อประชากรแสนคน ในภาพรวมของประเทศในปี 2556-2558 เท่ากับ 14.93, 17.53 และ 17.83 ตามล าดับ (ส านักนโยบายและยุทธศาสตร์ ส านักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข. 2558 : 81) โรคเบาหวานที่พบส่วนมากในประเทศไทยประมาณ 90-95 เปอร์เซ็นต์เกิดจากโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีผู้ป่วยด้วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1เพียงประมาณ 5-10 เปอร์เซ็นต์ (กรมการแพทย์. 2553 : 19) โดยผู้หญิงมีความชุกสูงกว่าผู้ชาย และความชุกเพิ่มขึ้นตามอายุจากร้อยละ 6.9 ในกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไปเป็นร้อยละ 16.7 ในกลุ่มอายุ 60-69 ปี (ราม รังสินธุ์ และคนอื่น ๆ. 2554 : 3) วิธีการวินิจฉัยภาวะโรคเบาหวานสามารถประเมินจากการตรวจระดับน้ าตาลในเลือดขณะงดอาหารและเครื่องดื่ม 6-8 ชั่วโมง หรือเรียกว่า Fasting Blood Sugar (FBS) มากกว่าหรือเท่ากับ 126 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตรหรือการมีระดับน้ าตาลเฉลี่ยสะสมหรือเรียกว่า Hemoglobin A1c (HbA1c) มากกว่าหรือเท่ากับร้อยละ 6.5 ขึ้นไปเบาหวานสร้างผลกระทบต่อสุขภาพในหลายด้าน ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดทั้งขนาดเล็กและขนาดใหญ่ อาทิ ภาวะแทรกซ้อนทางระบบไต (Nephropathy) ภาวะแทรกซ้อนทางระบบประสาท (Neuropathy) ภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือดแดงส่วนปลาย (Peripheral Arterial Disease) ภาวะแทร

อ่านต่อ

กซ้อนทางระบบตา (Retinopathy) และภาวะแทรกซ้อนทางระบบหัวใจและหลอดเลือด (Coronary Vascular Disease) งานวิจัยพบว่าผู้ป่วยเบาหวานมีอัตราความเสี่ยงต่อการเสียชีวิตจากโรคหัวใจและหลอดเลือดสูงกว่าคนปรกติ 2-4 เท่า (Tandl E. 1991 อ้างถึงในสมลักษณ์ จึงสมาน. 2558 : 106) แม้ว่าปัจจุบันเทคโนโลยีทางการแพทย์แผนปัจจุบันจะพัฒนาก้าวหน้าอย่างต่อเนื่องมียาส าหรับโรคเบาหวานที่มีประสิทธิภาพ มีการรักษาที่ทันสมัย แต่โรคเบาหวานยังคงเป็นโรคเรื้อรังที่ต้องรักษาต่อเนื่องยาวนานและไม่หายขาดจึงเป็นภาระทั้งของผู้ป่วยและรัฐบาลในการจัดเตรียมค่ารักษา พยาบาลต่อเนื่องดังกล่าวส านักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติรายงานตัวเลขค่าใช้จ่ายผู้ป่วยนอกส าหรับการรักษาพยาบาลโรคเบาหวานเฉลี่ย 1,172 บาทต่อราย ผู้ป่วยในค่าใช้จ่ายส าหรับการรักษาพยาบาลเฉลี่ย 12,017 บาทต่อราย รวมค่ารักษาพยาบาลทั้งสิ้นสูงถึง 3,984 ล้านบาทต่อปี หากคนไทยป่วยด้วยโรคเบาหวาน 3 ล้านคน จะต้องเสียค่ารักษาพยาบาลทั้งสิ้นประมาณ 47,596 ล้านบาทต่อปี ซึ่งเป็นงบประมาณที่รัฐบาลต้องช่วยเหลือในการรักษาพยาบาลที่สูง อย่างไรก็ตาม หากผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 สามารถควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดให้อยู่ในเกณฑ์ปกติหรือใกล้เคียงกับปกติจะเป็นการรักษาและป้องกันโรคเบาหวานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2 การรับประทานอาหารเป็นปัจจัยส าคัญหนึ่งที่มีความสัมพันธ์โดยตรงกับการควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดจากผลการศึกษาของวัลย์ลดา เลาหกุล (วัลย์ลดา เลาหกุล. 2554 : 87) เกี่ยวกับผลลัพธ์ของโปรแกรมการควบคุมเบาหวานที่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีส่วนร่วมแบบสมัครใจพบว่าผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มทดลองที่เข้าร่วมโปรแกรมการควบคุมอาหารมีค่าระดับน้ าตาลในเลือดก่อนอาหาร (FBS) และค่าน้ าตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1c) ลดลงจากก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p-value<0.05) ในขณะที่กลุ่มควบคุมมีค่าระดับน้ าตาลในเลือดก่อนอาหาร (FBS) และค่าน้ าตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1c) เพิ่มขึ้น สอดคล้องกับงานวิจัยในสหรัฐอเมริกาเกี่ยวกับผลของการรับประทานอาหารมังสวิรัติ (A Low-Fat Vegan Diet) ต่อระดับน้ าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 พบว่าสามารถลดระดับน้ าตาลในเลือด (FBS) ได้ถึง 28 เปอร์เซ็นต์ในเวลาเพียง 12 สัปดาห์ และมีจ านวนผู้ป่วยถึง2 ใน 3 ของกลุ่มทดลองสามารถลดปริมาณการกินยาเบาหวานลง (Barnard. 2007 : 17-18) และยังคงมีงานวิจัยอีกหลายการศึกษาที่สนับสนุนถึงผลดีของการใช้โภชนาบ าบัดส าหรับดูแลและรักษาผู้ป่วยเบาหวาน กล่าวคือช่วยควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดได้ดีสามารถลดระดับค่าน้ าตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1c) ได้ประมาณ 10-20 เปอร์เซ็นต์ (เอกราช บ ารุงพืชน์. 2558 : 178) การแพทย์วิถีธรรมเป็นการแพทย์ทางเลือกหนึ่งที่ได้รับการรับรองจากกระทรวงสาธารณสุขพัฒนาขึ้นโดยใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว) มีรูปแบบการรับประทานอาหารปรับสมดุล ที่เน้นการสร้างสมดุลให้ร่างกายไม่เย็นเกิน ไม่ร้อนเกิน มีลักษณะอาหารปรับสมดุล คือ ไร้สารพิษ ไม่มีเนื้อสัตว์ ปรุงรสเล็กน้อยเท่าที่พลังชีวิตเต็ม จัดสัดส่วนของอาหารกลุ่มเย็นและร้อนให้สมดุล เคี้ยวให้ละเอียดและรับประทานอาหารตามล าดับของการย่อยง่ายซึ่งแตกต่างจากโภชนาบ าบัดส าหรับโรคเบาหวานที่แนะน าโดยทั่วไปในโรงพยาบาลกล่าวคือเน้นการค านวณแคลอรี่การดูค่า Glycemic Index ของอาหารแต่ละชนิดและเรียนรู้รายการอาหารแลกเปลี่ยน จากการเก็บข้อมูลของฝ่ายทะเบียนการอบรมค่ายสุขภาพแพทย์ทางเลือกวิถีธรรมเพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง พบว่าผู้ป่วยกลุ่มโรคต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิซึ่มที่สมัครเข้ารับการอบรมมีจ านวนเพิ่มมากขึ้นทุกปี ผู้ป่วยโรคเบาหวานซึ่งจัดเป็นหนึ่งในผู้ป่วยกลุ่มโรคดังกล่าวหลังจบการอบรมระยะเวลา 5-9 วัน พบว่ามีจ านวนผู้ป่วยเบาหวานบางส่วนที่สามารถควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดได้ดี (น้อยกว่าหรือเท่ากับ 125 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร) โดยไม่รับประทานยาเบาหวาน ผู้ป่วยที่ยังคงรับประทานยาเบาหวานปกติแต่มีความรู้สึก เบาเนื้อ เบาตัว รู้สึกสบาย มีพลัง อาการข้างเคียงจากภาวะระดับน้ าตาลในเลือดสูง เช่นชาที่ปลายมือปลายเท้า ใจสั่น ปัสสาวะบ่อย หงุดหงิดง่าย และนอนไม่หลับดีขึ้น เมื่อวัดระดับน้ าตาลในเลือด (FBS) วันสุดท้ายหลังการเข้าค่ายอบรมเทียบกับก่อนมาเข้าค่าย พบว่าผู้ป่วยหลายท่านมีระดับน้ าตาลในเลือดลดลง ประเด็นเรื่องความส าคัญของอาหารถือเป็นกุญแจส าคัญในการต่อสู้กับโรคเบาหวาน ดังการรณรงค์ขององค์การอนามัยโลกและสมาพันธ์เบาหวานนานาชาติในวันเบาหวานโลกปี 2558 ที่ใช้ประเด็นสาร (theme) คือ “Healthy Eating” (Diabetes Research & Wellness Foundation 2015 : Online) และส าหรับประเทศไทย กระทรวงสาธารณสุขและสมาคมโรคเบาหวานแห่งประเทศไทยได้ก าหนดประเด็นสาร (Theme) ที่ใช้ในการรณรงค์ ในปีเดียวกันว่า “กิน อยู่ เป็น” ผู้วิจัยในฐานะหนึ่งในทีมผู้บรรยายองค์ความรู้เรื่องอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรมได้สืบค้นรูปแบบของอาหารที่มีผลต่อระดับระดับน้ าตาลในเลือดจากงานวิจัยทั้งในและต่างประเทศ ประกอบกับได้รับ 3 ฟังประสบการณ์จากผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่2 ที่ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหารระหว่างเข้าอบรมค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมจึงเลือกศึกษาเฉพาะยาเม็ดที่ 7 (อาหารปรับสมดุล) ซึ่งเป็น 1 ใน ยา 9 เม็ดของหลักการแพทย์วิถีธรรมจากเหตุผล เพราะรูปแบบการปฏิบัติการรับประทานอาหารปรับสมดุล ฯ ที่ง่าย สามารถท าเองได้ (ไม่ต้องพึ่งนักโภชนาการ) และประหยัดโดยเน้นใช้สิ่งที่มีในท้องถิ่นเป็นหลักประกอบกับความส าคัญของการใช้อาหารและโภชนาการในการควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานดังกล่าวข้างต้น โดยสนใจศึกษาเปรียบเทียบระดับน้ าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ก่อนและติดตามผลหลังการอบรม 12 สัปดาห์ และศึกษาพฤติกรรมการรับประทานอาหารปรับสมดุลของกลุ่มผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 นี้ต่อเนื่องในระยะเวลา 12 สัปดาห์หลังจากจบการอบรมเพื่อใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาหลักสูตรและติดตามผู้ป่วยหลังการอบรมให้สามารถควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดได้ด้วยตนเองมากขึ้น ค ำถำมกำรวิจัย 1. ระดับน้ าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รับประทานอาหารปรับสมดุลตาม หลักการแพทย์วิถีธรรม เป็นอย่างไรหลังการอบรม 12 สัปดาห์ 2. ลักษณะการรับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ของผู้ป่วย เบาหวานชนิดที่ 2 เป็นอย่างไรหลังการอบรม 12 สัปดาห์ วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบระดับน้ าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรม ก่อนและติดตามผลหลังการอบรม 12 สัปดาห์ 2. เพื่อศึกษาพฤติกรรมการรับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรมของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในระยะเวลา 12 สัปดาห์หลังการอบรม สมมุติฐำนของกำรวิจัย 1. ระดับน้ าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีแนวโน้มลดลงหลังการอบรม 2. ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีพฤติกรรมการรับประทานอาหารปรับสมดุลอย่างเหมาะสม หลังการอบรม ขอบเขตของกำรวิจัย 1. ขอบเขตด้านเนื้อหา ศึกษาเปรียบเทียบการเปลี่ยนแปลงระดับน้ าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรม 2. ขอบเขตด้านประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2.1 ประชากรในการวิจัยครั้งนี้คือ ประชาชนซึ่งมาสมัครรับการอบรมค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง ในเดือนตุลาคม ณ ศูนย์เครือข่ายแพทย์วิถีธรรม สวนป่านาบุญ 1 4 จังหวัดมุกดาหาร และ สวนป่านาบุญ 3 จังหวัดปทุมธานี โดยถูกจัดเข้าอยู่ในกลุ่มผู้เข้าค่ายลักษณะ B (เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง หัวใจ อ้วน ไตเสื่อม ไตวาย) จ านวน 140 คน 2.2 กลุ่มตัวอย่างที่ศึกษาคือ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในกลุ่มลักษณะB ที่เข้าอบรมค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม ระหว่างเดือนตุลาคม 2560 โดยใช้เกณฑ์ก าหนดเป็นร้อยละ ขนาดประชากรเป็นหลักร้อยใช้เกณฑ์ก าหนดตัวอย่างที่ 25% (บุญชม ศรีสะอาด. 2535 : 38) ได้กลุ่มตัวอย่างที่ 35 คน ใช้วิธีการเลือกกลุ่มตัวอย่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) ตามคุณสมบัติเกณฑ์คัดเข้า (Inclusion Criteria) และเป็นผู้ที่ยินยอมให้ความร่วมมือ นิยำมศัพท์เฉพำะ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หมายถึง ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 40 ปีขึ้นไปได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์ว่าเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีระดับน้ าตาลในเลือดหลังงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 6 ถึง 8 ชั่วโมง มากกว่า 126มก./ดล. หรือมีระดับฮีโมโกลบินเอวันซีมากกว่า 6.5 เปอร์เซ็นต์ที่ผ่านการเข้าอบรมค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรมระหว่างเดือนตุลาคม 2560 ณ.สวนป่านาบุญ 1 และสวนป่านาบุญ 3 ระดับน้ าตาลในเลือด หมายถึง ค่าของระดับน้ าตาลในเลือดที่ได้มาจากการเก็บสิ่งส่งตรวจทางหลอดเลือดด า ก าหนดให้มีการวัด 2 ค่า คือ 1. ค่าระดับน้ าตาลในเลือดก่อนอาหารเช้า (Fasting Blood Sugar : FBS) หมายถึง ค่าของตัวเลขที่แสดงถึงระดับน้ าตาลในเลือดหลังการงดอาหารและเครื่องดื่มอย่างน้อย 6 ถึง 8 ชั่วโมงรายงานผลเป็นมิลลิกรัมต่อเดซิลิตร ค่าปกติคือน้อยกว่า 100มก./ดล. (ADA. 2010) ในงานวิจัยนี้ก าหนดให้เจาะเลือดในวันเดียวกันในแต่ละสัปดาห์ โดยเจาะช่วงเวลาเช้าหลังจากอดอาหาร 8 ชั่วโมง เจาะสัปดาห์ละ 1 ครั้ง รวมทั้งสิ้น 12 ครั้งพร้อมบันทึกค่า FBS ลงในสมุดคู่มือ 2. ระดับฮีโมโกลบินเอวันซี (Hemoglobin A1c : HbA1c) หมายถึง ค่าของตัวเลข ที่แสดงถึงการรวมตัวของน้ าตาลกลูโคสกับฮีโมโกลบินในเม็ดเลือดแดงในระยะเวลา 8 ถึง 12 สัปดาห์ที่ผ่านมารายงานผลเป็นเปอร์เซ็นต์ค่าปกติคือ 4.0-6.0 เปอร์เซ็นต์ (ADA. 2010) ในงานวิจัยนี้ใช้ ค่าHbA1c จากการรายงานผลทางห้องปฏิบัติการของโรงพยาบาลชุมชน โรงพยาบาลเอกชน หรือโรงพยาบาลรัฐบาล เพื่อบันทึกเป็นค่าก่อนและหลังการวิจัย อาหารปรับสมดุล หมายถึง อาหารที่ถูกสมดุลกับภาวะร้อนเย็นของร่างกาย ณ เวลานั้น มีลักษณะคือไร้สารพิษ ไม่มีเนื้อสัตว์ ปรุงรสเล็กน้อยเท่าที่พลังชีวิตเต็ม จัดสัดส่วนของอาหารกลุ่ม ฤทธิ์ร้อนและฤทธิ์เย็นให้สมดุล รับประทานตามล าดับการย่อยง่ายและเคี้ยวละเอียดโดยมีตัวชี้วัด คือความรู้สึกที่สุข สบาย เบากาย มีพลัง การรับประทานอาหารปรับสมดุล หมายถึง การกินอาหารตามล าดับจากการย่อยง่ายไป สู่ยากและตามล าดับการคุ้มครองเซลล์เนื้อเยื่อของร่างกายดังนี้ (1) ดื่มน้ าสมุนไพรต่าง ๆ ตามความเหมาะสมของสภาพร่างกาย (2) กินผลไม้ถ้ารสเปรี้ยวนั้นไม่เสียวฟันให้รับประทานก่อนผลไม้หวานแต่ถ้าเสียวฟันให้งดการกินเปรี้ยว ส่วนผลไม้ที่หวานควรรับประทานเพียงเล็กน้อยแค่พอสบายตัวและ มีก าลัง (3) ผักสด หรือผักผ่านไฟอาจกินเป็นสลัดผัก ย า (4) รับประทานข้าวเปล่าโรยเกลือหรือรับประทานข้าวพร้อมกับข้าวต่าง ๆ (5) รับประทานถั่วเขียวต้มใส่เกลือหรือน้ าตาลเล็กน้อย (ต้มพอสุกไม่เปื่อย ใช้ไฟปานกลาง) หรือถั่วหลากพันธุ์ที่ถูกกับสภาพร่างกาย ณ เวลานั้น 5 อาหารปรุงรสเล็กน้อยเท่าที่พลังชีวิตเต็ม หรือประมาณ 30% หมายถึง การปรุงอาหารโดยมีปริมาณเครื่องปรุงที่พอเหมาะตามความต้องการของร่างกายดังนี้ เกลือ1 ช้อนชา/วันน้ าตาล 5 ช้อนชา/วันไขมัน 4 ช้อนชา/สัปดาห์พริก 4-7 เม็ด/สัปดาห์ การอบรม หมายถึง การจัดกิจกรรมให้ความรู้ทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติในหลักสูตรการแพทย์วิถีธรรมเพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง จัดโดยมูลนิธิแพทย์วิถีธรรมแห่งประเทศไทย บรรยายโดย ดร.ใจเพชร กล้าจน (หมอเขียว)และทีมงานจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม มีระยะเวลา 5-9 วัน การแพทย์วิถีธรรม หมายถึง การแพทย์ที่น าเอาจุดดีของวิทยาศาสตร์การดูแลสุขภาพทั้ง 4 แผน คือ แผนปัจจุบัน แผนไทย แผนทางเลือกและแผนพื้นบ้าน รวมกับหลัก 8 อ. ของสถาบันบุญนิยม มาจัดการองค์ความรู้ ประยุกต์ผสมผสานบูรณาการด้วยหลักธรรมของแต่ละศาสนาตามความเชื่อถือของแต่ละคน และปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมกับสภาพสังคมสิ่งแวดล้อมในปัจจุบัน เน้นการแก้ไขหรือลดปัญหาสุขภาพที่ต้นเหตุ โดยใช้สิ่งที่ประหยัดที่สุดแต่ให้เกิดประโยชน์สูงที่สุด ด้วยวิธีที่เรียบง่าย ได้ผลรวดเร็ว สามารถพึ่งพาตนเองได้ ใช้ทรัพยากรในท้องถิ่นเป็นหลักประยุกต์เข้ากับวิถีชีวิตได้อย่างยั่งยืน ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ 1. ได้ทราบแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงระดับน้ าตาลของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หลังการอบรมหลักสูตรการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม 2. ได้ทราบรูปแบบและลักษณะการรับประทานอาหารปรับสมดุลตามที่ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ต้องก ากับตนเอง หลังการอบรมหลักสูตรการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม 3. ผลงานวิจัยที่ได้สามารถใช้เป็นต้นแบบของการควบคุมระดับน้ าตาลของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 และการก ากับติดตามพฤติกรรมการรับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักสูตรการแพทย์ทางเลือกวิถีธรรม ส าหรับผู้เข้ารับการอบรมในรุ่นต่อ ๆ ไป

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน