สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน สมุทัยมีทั้งที่เป็นทุกข์อริยสัจและผัสสะ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข26 มิถุนายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(อาริยสัจ 4) ตอน สมุทัยมีทั้งที่เป็นทุกข์อริยสัจและผัสสะ _ขอคำอธิบาย สมุทัยที่เป็นทุกข์อริยสัจกับสมุทัยที่เป็นผัสสะ พ่อครูว่า...สมุทัยที่เป็นผัสสะอยู่ในมูลสูตร สมุทัยที่เป็นผัสสะคือสมุทัยที่เป็นมรรค เป็นข้อปฏิบัติ เป็นหลักเกณฑ์ เพราะฉะนั้นการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์คุณจะต้องมีผัสสะแม้ว่าหลักเกณฑ์นี้คุณยังไม่ได้เลย แต่คุณไปนั่งหลับตาไม่มีผัสสะไม่มีแม้แต่มรรคไม่มีทางที่จะปฏิบัติ ส่วน สมุทัยที่เป็นอริยสัจคือตัวสภาวะของจิตแล้ว คุณต้องรู้ทุกข์แล้วรู้สมุทัยคือเหตุที่ทำให้เกิดทุกข์เป็นสภาวะในจิตเจตสิก เหตุมันคือ ราคะ เป็นต้น คุณก็ต้องรู้ราคะตัวนี้อาการของราคะมันเกิดในจิต จิตมันมีอาการในจิตมันเกิดในจิต คุณต้องรู้ของคุณเอง คุณไปดูของใครไม่ได้ คุณต้องอ่านตอนไหน ปัจจุบันธรรม ตอนผัสสะแล้วเกิดอะไรนี่คือตัวจริง แต่คุณไปนั่งหลับตาไม่มีตัวจริงเลยมีแต่สัญญา ไปนึกเอาว่ามีราคะตรงนั้นเหตุการณ์นั้น คนเอาขี้มาขยำมันไม่ใช่ตัวแท้ มันเป็นของที่หลุดออกไปแล้วเลิกออกไปแล้ว คุณก็ไปนั่งเอามาทบทวนมาพูดถึงมันไม่ใช่สภาวะจริง สภาวะจริงๆนั้นคือ ทิฏฐกาละ คือปัจจุบันชาติ การเกิด ณ ปัจจุบันนี้กระทบสัมผัสอยู่ในปัจจุบันนี้ นี่คืออาการของจิต นี่คือสภาวะของเวทนาอาการที่เกิดตอนนี้ นี่แหละมันกำลังมีอาการ ราคะ นี่คือของจริง เมื่อหลุดจากปัจจุบันมันก็เป็นอดีตแล้ว คุณไปนึกเอาอันนั้นแล้วคุณจะไปล้างอดีตได้หรือไม่ มันก็ไม่ได้ อดีตมันไม่มีแล้ว มันผ่านไปแล้วมันไม่ใช่ตัวจริง คุณไปล้างมันก็ไม่ใช่ตัวจริงคุณจะล้างให้ตายเป็นล้านชาติก็ล้างได้ แต่เงาของมัน มันเลิกไปแล้ว เป็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวตน เพราะฉะนั้นปัจจุบันธรรมหรือ ทิฏฐกาละ ลึกซึ้งมาก ผู้ที่ไม่ปฏิบัติมีผัสสะเป็นปัจจุบันแล้วเห็นอยู่หลัดๆ โต้งๆ จัดการมันอย่างเห็

อ่านต่อ

นคาตาเลย จัดการอย่าง อนิจจานุปัสสี วิราคานุปัสสี นิโรธานุปัสสี ปฏินิสสัคคานุปัสสี อริยสัจคือจิตเจตสิกตัวสภาวะจริง เวลาไปปฏิบัติคุณก็จะกำหนดถูก หากเริ่มต้นไม่มีผัสสะคุณก็ขาด มีผัสสะแล้วมีทางปฏิบัติแล้วแล้วค่อยเกิดจริงในปัจจุบันนั้นจริง แล้วจะเห็นเองว่านี่คือราคะกำลังเกิดอยู่หนอ ตัวนี้แหละมันกำลังเกิดอาการดูมันซิ มันจะเที่ยงอยู่ได้กี่ชั่วโมง มันจะเที่ยงอยู่ได้กี่วัน มันจะเที่ยงอยู่ได้กี่นาที มันจะเที่ยงอยู่ได้กี่วินาที เพราะฉะนั้นคุณทำได้คุณก็จะเห็นว่าตัวนี้เราเห็นหน้ามันก็ให้มันไปเลย มันไม่ถึงวินาทีมันก็ไปแล้ว คุณจะมีพลังของสติมีพลังงานของปัญญา 2 พลังนี้เป็นอำนาจสูงมาก สติคือความตื่นเต็ม 2 ตัวความรู้เป็นปัญญาเป็นตัวความรู้ที่มัน เป็นพลังงานที่ท่านใช้คำ อุตตระ แปลเป็นไทยว่ามีอำนาจเหนือ ผู้มีอำนาจเหนือก็จะจัดการกับผู้ที่มีอำนาจต่ำได้ เรามีอำนาจเหนือกว่ากิเลส กิเลสก็ถูกกำจัดออกไปนี่เป็นสัจจะ มันเป็นพยัญชนะที่แทนสภาวะ สภาวะมันเป็นไปตามที่อาตมาพูด คุณมีอำนาจเหนือมี วสวัตตี มีอำนาจจิตอยู่เหนืออกุศลจิตนั้น เพราะมันเกิดมันก็เห็นอำนาจของปัญญาอำนาจของอุตระจิตมันอยู่เหนือ มันก็ถอยไปเลยคุณมีอาการนั้นจริงไหมมีความจริงนั้นไหม เมื่อทำได้จริงก็เป็นปัจจัตตังเวทิตัพโพวิญญูหิติ ใครจะไปบอกคุณได้ คุณก็ต้องรู้ด้วยตัวเองว่ามันเป็นอย่างนี้เอง ฟังแล้วใครพอรู้ตัวนี้มีตัวนี้ของตัวเองจริงไหมยกมือขึ้นซิ ..ไม่น้อย คนที่ไม่ยกมือไม่ชัดเจนก็ยังพอมีอยู่ หรือคนที่มีแต่ไม่อยากโชว์ก็แล้วไป โชว์ให้อาตมาได้หน้าบ้างก็ไม่ได้ กลัวอาตมาจะได้หน้าเดี๋ยวมีลูกศิษย์เยอะไม่สนับสนุน สนับสนุนหน่อยไม่ได้หรือ เข้าใจแล้วนะ สมุทัยกับที่เป็นอริยสัจ โดยเริ่มต้นจะต้องมีผัสสะเป็นปัจจัยให้รู้สมุทัยอริยสัจ (พ่อครูไอ ตัดออกด้วย) สู่แดนธรรมเพิ่มมาว่า… ถ้าไม่มีผัสสะ คุณไม่มีเวทนาตัวจริงที่จะปฏิบัติเป็นความรู้จริงอาการจิตที่เป็นอารมณ์จริง เป็นอารมณ์ แม้จะเป็นอารมณ์อย่าง กลางๆเฉยๆ ที่เป็นของเคหสิตเวทนา คือเวทนาของนักปฏิบัติธรรมที่สะกดจิตได้เก่งจนเป็นกลางอันนี้ดูได้ยากตีแตกยากถ้ามันได้เสียแล้วไปติดเสร็จแล้วมันสัมผัสได้มันก็เฉยมันก็เก่งสัมผัสแล้วมันก็เฉยๆ แต่คุณแค่ กดข่มไว้ เป็นวิกขัมภนวิธีเป็นสมถะ คุณไม่เข้าใจแล้วไม่เชื่อ คุณก็จะแยกไม่ออกว่า วิกขัมภนะ แล้วเกิดสมถะจิตได้แข็งแรงคงทนนานได้พอสมควร แต่มันไม่ได้ล้างเหตุ มันไม่ได้กำจัดสภาวะของตัวกิเลสตัวเหตุแท้ๆ เหตุที่เป็นอาริยสัจ ซึ่งเป็น สักกายะที่คุณจะแยกแยะได้ชัดเจนเลย กระทบสัมผัสและคุณจะแยกแยะได้ คุณจะเก่งในการ สังกัปปะ 7 พ่อครูว่า….ตักกะ วิตักกะ สังกัปปะ สามตัวนี้พอกระทบสัมผัสและเกิดในจิตคุณก็จะเรียนรู้วิชาวิจารณ์วิจัยมันออกมันเป็นสังขาร มันเป็นการปรุงแต่งแยกออกว่า ไอ้ตัวจิตกับอาคันตุกะตัวคู่เคียงตัวเก๊ ตั้งแต่อารมณ์เก๊ จนกระทั่งเหตุมันคือราคะ โทสะ โมห แยกตัวเก๊กับตัวจริงให้ได้ตัวจริงนั้นคือรู้ความจริงตามความเป็นจริง คุณจะเห็นด้วยตาเห็นรูปเห็นสีเหมือนกันทุกคน หากลูกตาดีอยู่ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสมันก็ได้รับเหมือนกันหมดโดยสภาวะเหมือนกันหมด ภาษาเรียกต่างกันเท่านั้น ตัวจริงมันเหมือนกัน แต่อารมณ์ที่คุณยึดต่างหากไปมีความชอบความชังความผลักความดูด บางคนมีความชอบบางคนมีความชัง แรงมากแรงน้อยชอบมากชอบน้อยหรือกลางกลางขนาดกี่องศากี่ดีกรีมีน้ำหนัก คุณก็ดูของตัวเอง อ่านของตัวเองคิดของคุณจะละเอียดเองแยกได้วิเคราะห์ได้ชัดเจนขึ้นมาได้ แล้วคุณก็ใช้ปัญญาทั้งนั้นแหละ ไม่ใช่ไปกดข่ม ให้รู้ความจริงว่ามันไม่เที่ยงหรอกอารมณ์ที่มันไปสุขไปทุกข์นี้ มันจะต้องปรุงแต่งมันไม่มี เห็นไหมว่ามันมีความจริงอย่างเดียวมันไม่มี 2 มันมีความ 1 เท่านั้นมีความจริงอันเดียว อันเดียวนี้คุณยังทำไม่ได้คุณก็ไม่มีทางไปสูญได้หรอก คนทำ 2 คู่เดียวนี้คุณทำให้เหลือ 1 ตัวจริงตัวเดียวให้หมดตัวเก๊คุณยังทำไม่ได้เลยตัว 1 ตัวเดียวคุณยังทำไม่ได้เลย แล้วตัวอื่นๆอีกคนจะไปทำได้อย่างไรมีอีกเป็นล้านๆตัว ตัวเดียวนี้คุณยังทำไม่ถูกเลยชัดเจนไหม ใครมีของตัวเองตัวนี้บ้าง มันใช่ไหม แม้แต่ตัวเดียวสักตัวสภาวะอย่างนี้คุณยังทำไม่ได้เลยแล้วคุณจะไปทำอย่างอื่นกี่ล้านล้านตัว ได้อย่างไร มันเป็นนามธรรม มันไม่มีตัวตนรูปร่างแต่มันเป็นอาการที่ชัดสัมผัสเมื่อใด พูดตอนนี้ก็เป็นแต่เพียงทบทวน อาตมาพูดและสอนตอนนี้ก็เป็นการทบทวน แล้วคุณเข้าใจอันนี้ให้ได้แล้วเวลาปฏิบัติจริงสัมผัสจริงคุณทำของตัวเองทั้งนั้นคุณจะรู้ว่ามันตรงกันตามที่พ่อท่านสอนไหม เป๊ะๆไหม แต่จริงแล้วเป็นจริงอย่างนี้คุณก็จะเชื่อว่าอาตมาเป็นอรหันต์ แท้. แต่ถ้าคุณไปทำยังไม่ได้ก็ไม่มีวันเป็นอรหันต์หรอก ถ้าคุณทำไม่ได้อย่างที่อาตมาพูด ถ้าคุณฟังอาตมาไปแล้วทำได้อย่างที่อาตมาพูด เป๊ะเลยคุณก็จะรู้ว่าที่พ่อท่านพูดนี้ตรงเป๊ะเลย แล้วยิ่งคุณทำได้อีกเป็นอันที่ 2 อันที่ 3 วันที่ 4 วันที่ 5 คุณก็จะยิ่งชัดเจนจะเชื่อถือว่าใช่แล้วๆอย่างนี้เราก็ทำได้ ลดกิเลสในตัวเองได้คุณก็จะยืนยันในตัวเองคนก็จะจำนนและยอมรับ ที่พูดนี้ไม่ได้หลอกล่อให้มายอมรับอาตมานะ คุณจะยอมรับหรือไม่ยอมรับก็อยู่ที่ตัวของคุณตัดสินเองคุณไม่ยอมรับว่าอาตมา ขออภัยอาตมาก็ไม่ไปขอข้าวคุณกินหรอก ทุกวันนี้อาตมาว่ามีคนเชื่อถือยอมรับเหลือแหล่พอ อาตมาไม่กินมากเท่าไหร่หรอก อาตมาไม่กินมากใช้มากเพราะฉะนั้นไม่กลัวหรอก พูดเล่นๆนะไม่ใช่พูดจริง พวกคุณหนีอาตมาไปเหลือแค่ 5-6 คนช่วยอาตมาแค่ 5-6 คนอาตมาก็อยู่รอด คนหนึ่งปลูกผัก คนหนึ่งปลูกเผือก ก็พอกิน รับรองว่าปลูกพอเหลือกิน ปลูกผักปลูกเผือก ต้มผักผัดผักกินทุกวันอยู่รอดได้ อาหารจะครบ3หมู่หรือเปล่าก็อีกเรื่อง ไม่เห็นจะยากเลย แต่ทุกวันนี้เรามีมากกว่านั้น อุดมสมบูรณ์ มีเหตุปัจจัยที่เป็นบริขารเป็นเครื่องประกอบยังชีพทำงานเพื่อสังคมได้อีกแม้แต่เครื่องไม้เครื่องมืออะไร เหลือแหล่ ข้าวของถ้าขาดบอกแล้วก็จะมาก็เลย ถ้าอาตมาเป็นคนตะกละมากกว่านี้ไม่รู้จะขนไปกองทิ้งที่ไหน เอาแต่ของใช้นี่ ของที่มันดีเกินกว่าความรู้ความสามารถเราก็จะไปซื้อหามาทำไมเราใช้ไม่เป็น ขนาดที่ใช้เป็นยังใช้ไม่หมดเลยไม่ต้องเอาอะไรคอมพิวเตอร์เครื่องหนึ่ง อาตมาใช้มันประมาณ 5 ทั้งที่มันมี 500 มันเก่งตั้ง 500 ราคามัน 50000 อาตมาใช้แค่ 5บาท ได้แต่ทำตัวหนังสือแค่นั้นก็ไม่ครบแล้ว 620518 ธรรมะวันวิสาขบูชา โดยพ่อครูสมณะโพธิรักษ์

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน