สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน วิบากกรรมกับการกินมังสวิรัติ.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์11 KB
วันที่แก้ไข27 พฤษภาคม 2562

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(กรรม) ตอน วิบากกรรมกับการกินมังสวิรัติ _3867ลุงจำลองคงเป็นนักโทษชาวมังสวิรัติคนแรกคนเดียวในโลกราชฑัณฑ์ของชาวเนื้อหนังมังสาหารทั่วไป! อยากรู้ลุงจำลองจะหาอาหารมังสะวิรัติที่ไหนทานได้ในแดนสนธยา?ขอบคุณวิบากลุงจำลองเป็นครูเตือนใจเราว่า แม้จะเป็นชาวมังสวิรัติไม่เบียดเบียนสัตว์ก็ใช่ว่าจะพ้นวิบากกรรมเก่า! พ่อครูว่า…คิดได้ไง คานธีก็เป็นนักมังสวิรัติเข้าคุกไปไม่ใช่น้อย เพราะฉะนั้นไม่ใช่คนแรกหรอก ขอแวะนิดนึง มังสวิรัตินี้หาง่ายที่สุด ใบไม้ใบหนึ่งก็เป็นมังสวิรัติแล้วผลไม้ใบไม้ไปที่ไหนก็มี ข้าวสุกขนมสด เป็นมังสวิรัติทั้งนั้นเลย ที่ไม่มีไข่ไม่มีเนื้อสัตว์ ไปที่ไหนก็มีเยอะแยะ มันอยู่ที่ว่าคุณจะกินมังฯไม่กินมังฯก็เลยหาไม่ได้ แล้วมาขู่ว่ามังสวิรัติเลี้ยงยาก ที่จริงแล้วเลี้ยงง่าย ไปหาอาหารเถอะ เนื้อหมูหมดแล้ว เหลือแต่ผัก เนื้อวัวหมดแล้วจะมีผักเหลือ ผักมีมากกว่าเนื้อสัตว์ไม่ต้องห่วงเลย กินพืชผักนี้จะอดอยากไม่ต้องห่วงเลย เขาจะเลี้ยงวัว เขาจะใช้หญ้าประมาณ 9 เท่าใช้พืช น้ำหนัก 9 เท่าถึงจะได้เนื้อ 1 กิโลกรัม อาตมาพอจำได้นะ ใครจำได้แม่นกว่าอาตมาก็แก้ไขด้วย สรุปแล้วเรื่องมังสวิรัติหาทานที่ไหนก็ได้ ในคุกจะหาเนื้อสัตว์ได้ยาก แกงฟักใส่วิญญาณสัตว์ เพราะหาเนื้อสัตว์ได้ยาก ต้มฟักใส่โครงกระดูกไก่ เขาหาเนื้อสัตว์มาทำอาหารได้ยากกว่าเยอะ คงจะเข้าใจกันได้ง่าย คนไม่ชัดเจนก็หาเรื่องไปหาพวก พ่อครูว่า…เราเป็นนักมังสวิรัติแล้วก็ไม่ใช่จะพ้นกรรมวิบาก ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งแล้วด้วยซ้ำไป ก็ไม่ได้หมายความว่าท่านจะพ้นวิบาก วิปากทุกข์ จะพ้นทุกข์ที่เป็นวิบากตามทันท่าน ก็เหลือวิบากตามทันอยู่แต่วิบากหนักลดลงๆๆๆ ก็เหลือวิบากไม่แรงร้าย ผู้ที่จะมาหาทางฆ่าท่าน ทำร้ายท่าน ตามตำนานก็จะแพ

อ่านต่อ

้ภัยตัวเองไปหมด ทำไม่ได้ทำไม่ถึง ก็เหลือเศษวิบากหนักที่สุดคือเทวทัต กลิ้งหินทับพระบาทท่านห้อเลือด นอกนั้นก็วิบากต่างๆ เช่นต้องไปรับวิบาก ต้องไปบำเพ็ญทุกรกิริยาตามเดียรถีย์ที่สมัยที่บวชใหม่ๆ ไปเป็นลิงลมอมข้าวพอง ท่านก็เล่าให้ฟังตามทีหลัง เราเป็นผู้ชื่อว่า โชติปาละ ได้เคยกล่าวกับพระสุคต พระนามว่า กัสสปะ ว่า “การตรัสรู้เป็นของได้โดยยาก ท่านจะได้จาก โพธิมณฑลที่ไหน โพธิญาณท่านได้ยากอย่างยิ่ง” ด้วยผลแห่งกรรมนั้น เราได้บำเพ็ญทุกกรกิริยาเป็นอันมาก สิ้นเวลา 6 ปี เราถูกบุรพกรรมตักเตือนแล้ว (ปุพพกัมเมนะ โจทิโต) จึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางผิด เรามิได้บรรลุการตรัสรู้โดยทางนั้น บัดนี้เราเป็นผู้สิ้นบุญสิ้นบาป(ปุญญปาปปริกขีโณ)(ล.32 ข.392) พระกัสสปะ ในยุคพระพุทธเจ้าก็ดี พราหมณ์ก็ทำนายว่าท่าน จะเป็นพระพุทธเจ้าแล้ว คนก็รู้ว่าองค์นี้จะตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าแต่ตอนนั้นยังไม่ได้ตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า ยังประกาศว่าเป็นพระพุทธเจ้าไม่ได้ ระลึกยังไม่ได้ ของเก่ายังไม่ขึ้นมา เหมือนอาตมาเกิดมาเป็นด.ช.แป๊ก มงคล รักพงษ์ นายรัก ก็ยังไม่รู้เรื่องหรอกเป็นคนแรกๆแต่เมื่อถึงเวลา ก่อนนั้นต้องไปเป็นดาราทีวี ได้วันดีคืนดี เราชักไม่ไหวแล้วเบื่อหน่ายก็มาปฏิบัติธรรม อาตมาก็ทำงานไปแล้วชักเบื่อ ก็ไปเล่นไสยศาสตร์อยู่ถึง 8 ปีก็เบื่อไสยศาสตร์ พี่จะไปเล่นไสยศาสตร์นั้นก็คือ อาตมาไปพบไปเจอ นายโคลแมน ฝรั่งคนหนึ่งเล่นสะกดจิตกัน ทางวิทยาศาสตร์แล้วก็ให้ระลึกไปตั้งแต่อายุเท่าที่เขาตอนนั้นแล้วก็ย้อนหลังไปเรื่อยๆ ตอนเข้าทรงสะกดจิต ก็ย้อนระลึกอดีตไปเรื่อยๆ ย้อนไป ถึง 20 ปี ตอนนั้นอายุ 30 กว่า ก็ย้อนไปอีก จนถึงอายุ 10 ปี 3 ปี 2 ปี 1 ปี ย้อนข้ามชาติไปอีก ก่อนจะตายจะมาเกิดชาตินี้ เขาก็พยายามย้อนไป แต่โคลแมน อาตมาจำไม่ได้แล้วว่าเขาระลึกไปชาติใด แต่ก็สะดุดใจว่าอ๋อ มันระลึกชาติได้ก็ดี ย้อนอดีตไปได้ อาตมาก็เลยสนใจ ตอนแรกที่จะไปเล่นทางจิตก็เลยพยายามค้นคว้าทางจิต แต่ดันไปเจอไสยศาสตร์ ไปเจอสมาคมค้นคว้าทางจิต หมอเชียร หมอจรัญ หมอประพันธ์(ทันตแพทย์) หมอจรูญ หมอทั้งนั้นเลย สำนักงานอยู่วัดมกุฏฯ อาตมาอยู่กับพวกนี้ก็สะกดจิตเป็น เขาก็ค้นคว้าเข้าทรง เขาสงสัยว่า สะกดจิตกับเข้าทรงอันเดียวกันหรือเปล่า เชื่อมโยมกับดร.เอียน สตีเฟนสัน อาตมาก็ชักเลือน อาตมาก็สนใจทางวิทยาศาสตร์สะกดจิต ตอนกลางวันไปกับวิทยาศาสตร์ ตอนกลางคืนก็ไปกับไสยศาสตร์ เหนื่อยกว่าจะได้นอนก็ตีสาม แวะกินข้ามต้มกุ๊ยแล้วก็ไปนอน ตื่นเก้าโมงไปทำงาน วนเวียน จนศึกษาไสยศาสตร์อยู่ถึง 8 ปี สรุปได้ว่าวิทยาศาสตร์ชัดแต่ตื้น ไสยศาสตร์นั้นลึกแต่พิสูจน์ไม่ได้ ไม่ชัดเจน เสร็จแล้วก็เบื่อไสยศาสตร์ แต่วิทยาศาสตร์ก็ชัดเจนแต่ไม่ลึก ก็เลยรู้สึกว่ามันน่าจะเล็กกว่านี้ มันเป็นเรื่องของจิตวิญญาณทั้งนั้นมันก็น่าจะรู้เรื่องนี้ อะไรที่ทำให้รู้เรื่องนี้ก็มานึกได้ว่าพุทธศาสนาไง ก็เลยหันเข้าหาพุทธศาสนา เอาหนังสือหนังหาที่ใครๆเขาเขียนเอาไว้มาอ่าน เอาเท่าที่ประดามีทั่วไป เอามาอ่านแต่ก็ไม่เห็นจะมีอะไร ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ไม่ได้อ่านอภิธรรมในตอนนั้น ก็อ่านหนังสือศาสนาพุทธทั่วไป สรุปแล้วก็มาปฏิบัติสิ เขาเขียนหนังสืออ่านดูก็มีแต่ได้แต่ภาษาบัญญัติเราก็เลยลงมือปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญาเขาปฏิบัติอย่างไร เราก็ถือศีล 5 ศีล 8 เราก็ศึกษาสบายๆ กระทั่งมากินมื้อเดียวตั้งแต่เป็นฆราวาส เราก็ไม่ได้ผิดศีล 5 อยู่แล้วเป็นฆราวาส ซื่อสัตย์ซื่อตรงดีอยู่แล้ว ขนาดธนาคารให้ใบรับรองเลย เชิญมากู้ยืมได้รับรอง อาตมากู้เงินเก่ง หมุนเวียนเงินกับธนาคาร อาตมาเป็นคนต้องหาเงินมากหาเงินหนัก ต้องมีเงินใช้จ่ายเลี้ยงน้อง 6 คน เลี้ยงลูกมีเวลาสะสมเงิน แต่เลี้ยงน้องไม่มีเวลาสะสมเงินเลย ส่งน้องคนหนึ่งเรียนอเมริกา จนบัดนี้ก็ไปเป็น american citizen อาตมาก็มาศึกษาพุทธ ก็มีบารมีเดิม ศึกษาศีลสมาธิปัญญา ดูสำนักต่างๆก็ไม่ติดใจนั่งหลับตา เขามีอย่างโน้นอย่างนี้ สำนักอภิธรรมก็มี แต่เรื่องการหลับตาเราเคยเล่นไสยศาสตร์มาเราก็ทำเป็นอยู่แล้วไม่ยาก หลับตามันก็มีสัญญาเก่าขึ้นมาเหมือนพระพุทธเจ้าท่านนั่งใต้ต้นโพธิ์แล้วก็ระลึกชาติในวันเพ็ญเดือน 6 ก็เลยปฏิบัติในร่างของฆราวาสจนร่างกายผ่ายผอมเขาก็ไล่ไปให้บวชเสีย สุดท้ายเราก็เลิก ไม่เอาลาออก ตั้ง 2-3 ครั้งกว่าเขาจะให้ออก เพราะเขาว่าจะบ้า เดินไม่ใส่รองเท้ากินมื้อเดียว หม่อมเจ้าที่เป็นผู้ใหญ่หวังดีก็บอกว่าพระพุทธเจ้าท่านสอนให้เดินทางสายกลางมัชฌิมา เราก็ว่าเราเข้าใจคำว่ามัชฌิมา ไม่เหมือนอย่างที่ท่านเข้าใจที่บอกว่าเหมือนพิณ 3 สาย มัชฌิมาคือจิตที่เป็นกลางระหว่างไม่มีขั้ว 2 ข้างกามกับอัตตา ไม่ใช่พิณสามสาย นี่ก็ลึกซึ้ง ทางสายกลางกับ จิตวิญญาณที่เป็นกลางไม่เอนไปทางซ้ายทางขวานั่นคือจิตเป็นกลางได้ไม่ใช่ทางสายกลาง มันยังมีซ้ายมีขวาคุณก็เดินไปกลางๆ อย่างนั้นไม่เกี่ยว แต่นี่มันคือผลแล้ว มรรคคือคุณก็จัดสรรให้พอเหมาะพอดีส่วนตัวหากมากเกินโต่งไปก็ไม่ดี สูงเกินก็ไม่ดี ต่ำเกินก็ไม่ดี ก็เป็นภาคมรรค แต่ผลของมันคือกลาง เราก็ปฏิบัติไปจนสุดท้าย เลิกออกมามันก็มีวิบากอีกเยอะ ออกมาแล้วก็ยังไปต่างๆนานา จนมาเจอวิบาก ออกมาแล้วจนกระทั่งมาบวช มาเจอเถรสมาคมฟ้องร้องตามตำนานผ่านมาแล้วก็มีบันทึกไว้พอสมควรยาว สรุปแล้วก็มีเรื่องของกรรมวิบากอีกเยอะที่เราจะต้องเผชิญ แม้แต่ทุกวันนี้อาตมาทำงานมาตั้งเกือบ 50 ปีแล้ว วิบากก็มาเรื่อยๆ จนถึงทุกวันนี้วิบากก็ตามมาอยู่บ้าง ไออยู่นี่ไม่โทษอะไร อาตมาโทษวิบากขันธ์ วิบากสรีระของตนเอง ก็ว่าไปสักวันหนึ่งก็คงจะมีหมอมีแพทย์ มีวิธีการดีๆสามารถกำจัดต้นเหตุจากสรีระ ก็รู้อยู่ว่ามันมีสรีระที่มี กระเปราะอยู่ที่คอ หมอไม่กล้าผ่า ผ่าแล้วเสี่ยงมาก หมอผ่าตัดก็ไม่มีใครกล้าเอื้อมมือมาทำ ก็ดีอย่างหนึ่งไอแรงอย่างไรก็ไม่เจ็บคอ เคยไอจนปวดซี่โครง ตอนนั้นไอมาก ก็ผ่านมาแล้ว ตอนนี้ก็ไอ แต่ไม่เจ็บปวดอะไร ไม่เจ็บคอ แต่ไอแรง เหนื่อยนิดหนึ่งไม่เหนื่อยหอบ ไม่รู้ว่าจะเหนื่อยหอบตายเพราะเหตุนี้รึเปล่ายังไม่รู้620513_รายการสำมะปี๋ซี่วิต บ้านราชฯ ครั้งที่ 48

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน