000 Thesis-ชัยภัทร-ชุติคามี-Final-250665.pdf
เนื้อหาในไฟล์
วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๕ ศึกษาปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม A STUDY ON THE FACTORS SUPPORTING FOR REMOVING DEFILEMENTS OF THE BUDDHIST WAY MEDICAL VOLUNTEERS นายชัยภัทร ชุติคามี วิทยานิพนธ์นี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษา ตามหลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพระพุทธศาสนา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พุทธศักราช ๒๕๖๕ (ลิขสิทธิ์เป็นของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย) ศึกษาปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม นายชัยภัทร ชุติคามี A Thesis Submitted in Partial Fulfillment of the Requirements for the Degree of Master of Arts (Buddhist Studies) Graduate School Mahachulalongkornrajavidyalaya University C.E. 2022 (Copyright by Mahachulalongkornrajavidyalaya University) A Study on the Factors Supporting for Removing Defilements of the Buddhist Way Medical Volunteers Mr. Chaiyapat Chutikamee ก ชื่อวิทยานิพนธ์ : ศึกษาปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ผู้วิจัย : นายชัยภัทร ชุติคามี ปริญญา : พุทธศาสตรมหาบัณฑิต (พระพุทธศาสนา) คณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ : รศ. ดร.เทพประวิณ จันทร์แรง, พธ.บ. (ศาสนา), ศศ.บ. (ไทยคดีศึกษา), M.A. (Buddhist Studies), Ph.D. (Pali and Buddhism) : พระครูธรรมธรชัยวิชิต ชยาภินนฺโท, ผศ. ดร., ป.ธ. ๔, พธ.บ. (พุทธจิตวิทยา), พธ.ม. (พระพุทธศาสนา), พธ.ด. (พระพุทธศาสนา) วันสำเร็จการศึกษา : ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ บทคัดย่อ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ คือ เพ
อ่านต่อ
ื่อศึกษาปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท เพื่อศึกษาปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม และเพื่อวิเคราะห์ปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ แบบการวิจัยเอกสาร ร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกและสังเกตแบบมีส่วนร่วม ผลการวิจัยพบว่า ปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท หมายถึง เหตุช่วยให้เกิดการปฏิบัติไตรสิกขา เพื่อลดความโลภ โกรธ หลง ประกอบด้วย ปรโตโฆสะด้วยการคบสัตบุรุษและได้ฟังสัทธรรมจนเกิดศรัทธา ปฏิบัติศีลร่วมกับมิตรดี ทำอปริหานิยธรรมด้วยสารณียธรรม อาศัยองค์ประกอบที่เหมาะควร สุขภาพดี ไม่เบียดเบียน ทำสิ่งเหมาะควร กินอาหารวันละมื้อ โยนิโสมนสิการ เป็นคนตรง ไม่ประมาทในกุศล มีสติสัมปชัญญะ สันโดษด้วยปัจจัยสี่ มีความเพียร มีปัญญาอ่านกิเลส มีอริยทรัพย์ ทำเหตุแห่งปัญญา และมีธรรมเป็นที่พึ่ง ปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมมีทั้งหมด ๑๘ ปัจจัย ประกอบด้วย เคารพผู้นำมีศีล มีมิตรดี เคารพมติหมู่มิตรดี อยู่ในองค์ประกอบที่ดี พึ่งตนด้านสุขภาพได้ มีศีล พัฒนาศักยภาพพึ่งตน ฝึกกินอาหารวันละมื้อ เห็นคุณค่าการเสียสละ เป็นคนตรง ขวนขวายทำประโยชน์ตนและผู้อื่น มีสติสัมปชัญญะ พอเพียง เพียรลดกิเลส อ่านสภาวธรรมเป็น มีผลการลดกิเลส เข้าหาผู้มีศีล และพึ่งธรรมในตน ปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมมีความสอดคล้องตามหลักไตรสิกขาในพระพุทธศาสนาเถรวาท ซึ่งทำให้จิตอาสาแพทย์วิถีธรรมเป็นผู้ที่มีชีวิตพอเพียงเรียบง่าย ร่างกายแข็งแรง จิตใจดีงาม และจิตใจเป็นสุขได้อย่างแท้จริง ข Thesis Title : A Study on the Factors Supporting for Removing Defilements of the Buddhist Way Medical Volunteers Researcher : Mr. Chaiyapat Chutikamee Degree : Master of Arts (Buddhist Studies) Thesis Supervisory Committee : Assoc. Prof. Dr. Thepprawin Chanraeng, B.A. (Religions), B.A. (Thai Studies), M.A. (Buddhist Studies), Ph.D. (Pali and Buddhism) : Phrakhrudhammathorn Chaiwichit Jayābhinando, Asst. Prof. Dr., Pali IV, B.A. (Buddhist Psychology), M.A. (Buddhist Studies), Ph.D. (Buddhist Studies) Date of Graduation : June 22, 2022 Abstract The objectives of this research were to investigate the factors that support removing defilements according to Theravada Buddhism, to investigate the factors that support removing defilements of the Buddhist Way Medical Volunteers, and to analyze the factors that support removing defilements of the Buddhist Way Medical Volunteers according to Theravada Buddhism principles. This is a qualitative research based on a review of the literature, in-depth interviews and participant observations. According to the findings of the study, the elements enabling the removal of defilements in Theravada Buddhism are the reason for the emergence of the Threefold Training, which include hearing from others by association with the virtuous person and listening to the true doctrine of the good until arising confidence, training morality rules together with a true friend, doing things leading never to decline but only to prosperity with virtues for fraternal living, living in configuration that is appropriate, having good health, not encroaching on any life, doing the right thing, eating one meal a day, reasoned attention, being the upright person, heedfulness in pursuit of virtue, having mindfulness and awareness, contentment with required factors, having vigorous endeavor, having the knowledge to read the symptoms of ค defilements in oneself, having noble treasures, developing the cause of wisdom and relying on the Dharma. A total of 18 factors supports the removal of defilements of the Buddhist Way Medical Volunteers, which include respecting the virtuous leaders, enjoying good friends who help to remove defilements, respecting the resolutions of good friends, living in good components, having knowledge of self-reliance on health, observing the precepts, developing potentials of self-reliance, training to consume one meal per day, appreciation the value of selflessness, being the honest person, striving to make benefit of oneself and others, having mindfulness and awareness, living in sufficiency, having perseverance to remove defilements, being able to read the symptoms of defilements in oneself, having the effect of removing defilements, approaching the virtuous person and having confidence in the results of removing defilements to occur in your mind. The factors that enable the Buddhist Way Medical Volunteers to remove defilements are consistent with the precepts of Theravada Buddhism's Threefold Training, which make the Buddhist Way Medical Volunteers become a person who has sufficient life, healthy body, beautiful mind. and happy mind. ง กิตติกรรมประกาศ วิทยานิพนธ์เรื่อง “ศึกษาปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม” เล่มนี้ สำเร็จลุล่วงได้ด้วยความอนุเคราะห์จาก รศ. ดร.เทพประวิณ จันทร์แรง และ พระครูธรรมธร-ชัยวิชิต ชยาภินนฺโท, ผศ. ดร. ซึ่งเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาและคณะกรรมการควบคุมวิทยานิพนธ์ ผศ. ดร.สยาม ราชวัตร และ ผศ. ดร.เยื้อง ปั้นเหน่งเพ็ชร์ ซึ่งเป็นคณะกรรมการตรวจสอบวิทยานิพนธ์ ที่ได้เมตตาให้กำลังใจ ให้คำปรึกษาชี้แนะแนวทางในการเรียนรู้ การดำเนินการวิจัย การตรวจสอบ และแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ ทำให้วิทยานิพนธ์มีเนื้อหาที่สมบูรณ์ และทำให้การศึกษาในครั้งนี้สำเร็จได้ด้วยดี ซึ่งผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณทุกท่านเป็นอย่างสูง ผู้วิจัยขอกราบนมัสการกราบขอบพระคุณด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งในความเมตตากรุณาจากพ่อครูสมณะโพธิรักษ์ ซึ่งเป็นนักบวชผู้นำทางจิตวิญญาณชาวชุมชนบุญนิยมอโศก ผู้ให้กำเนิดทางจิตวิญญาณแก่ผู้วิจัย คณะท่านสมณะ ซึ่งเป็นนักบวชชายชาวชุมชนบุญนิยมอโศก และสิกขมาตุ ซึ่งเป็นนักบวชหญิงชาวชุมชนบุญนิยมอโศก ที่เมตตาถ่ายทอดอบรมและแนะนำให้คำสอนพระพุทธศาสนาตามภูมิอันหาประมาณมิได้ เพื่อให้ผู้วิจัยได้น้อมนำมาปฏิบัติ “ศีล สมาธิ ปัญญา” อย่างสัมมาทิฏฐิ ขอกราบขอบพระคุณ ดร.ใจเพชร กล้าจน ซึ่งเป็นผู้นำทางจิตวิญญาณชาวชุมชนเครือข่ายจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม สวนป่านาบุญ ผู้ให้กำเนิดทางจิตวิญญาณแก่ผู้วิจัยให้มีจิตวิญญาณแห่งการพึ่งตน เสียสละ เมตตา เอื้อเฟื้อและแบ่งปัน เพื่อความผาสุกของมวลมนุษยชาติอันแท้จริง พร้อมทั้งให้คำแนะนำปรึกษาชี้แนะแนวทางในการพัฒนาสัมมาทิฏฐิตามหลัก “ศีล สมาธิ ปัญญา” อย่างถูกตรง ขอกราบขอบพระคุณ ญาติธรรมชาวชุมชนบุญนิยมอโศก จิตอาสาแพทย์วิถีธรรม และผู้ที่ร่วมให้ข้อมูลหลักด้วยการตอบแบบสัมภาษณ์ทุกท่าน ที่ได้สละเวลาให้สัมภาษณ์เชิงลึกในการเก็บรวบรวมข้อมูลสำหรับการศึกษาปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมครั้งนี้กระทั่งสำเร็จได้ด้วยดี อันจะเป็นประโยชน์ต่อมวลมนุษยชาติสืบไป ขอกราบขอบพระคุณ ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือเก็บข้อมูลวิจัยทั้ง ๓ ท่าน คือ รศ. ดร.ปรุตม์ บุญศรีตัน ผศ. ดร.สยาม ราชวัตร และ ดร.พิสิฏฐ์ โคตรสุโพธิ์ ที่อนุเคราะห์ในการให้ข้อมูล ให้คำปรึกษา และชี้แนะแนวทางการสร้างเครื่องมือเก็บข้อมูลในการทำงานวิจัยครั้งนี้กระทั่งสำเร็จได้ด้วยดี จ ขอขอบพระคุณ เพื่อนนิสิตระดับปริญญาโท สาขาพระพุทธศาสนา มหาวิทยาลัยมหา-จุฬาลงกรณราชวิทยาลัยทุกท่าน ที่มีส่วนร่วมในการสนับสนุนการศึกษาและการลงพื้นที่ภาคสนามเพื่อเก็บข้อมูลสำหรับทำงานวิจัย กระทั่งทำให้การทำงานวิจัยนี้ประสบผลสำเร็จลุล่วงด้วยดี ท้ายที่สุดนี้ขอกราบขอบพระคุณ สมาชิกในครอบครัวของผู้วิจัยซึ่งอยู่เบื้องหลัง ที่ส่งเสริม สนับสนุน ให้กำลังใจ และดูแลกันตลอดมา กระทั่งทำให้การทำงานวิจัยนี้สำเร็จลุล่วงด้วยดี รวมทั้งผู้ที่เกี่ยวข้องกับความสำเร็จของการทำงานวิจัยนี้ที่ไม่ได้กล่าวนาม โดยผู้วิจัยขอกราบขอบพระคุณทุกท่านไว้ ณ โอกาสนี้ ซึ่งคุณค่าและประโยชน์อันพึงมีจากวิทยานิพนธ์นี้ ผู้วิจัยขอมอบแด่ผู้ที่สนใจทุกท่าน เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาคุณธรรมภายในจิตวิญญาณของตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคมโลก ให้เจริญงอกงามยิ่งๆ ขึ้นไปเป็นลำดับ นายชัยภัทร ชุติคามี ๒๒ มิถุนายน ๒๕๖๕ ฉ สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อภาษาไทย ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ ข กิตติกรรมประกาศ ง สารบัญ ฉ คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ ฌ บทที่ ๑ บทนำ ๑ ๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา ๑ ๑.๒ คำถามวิจัย ๕ ๑.๓ วัตถุประสงค์ของการวิจัย ๖ ๑.๔ ขอบเขตการวิจัย ๖ ๑.๕ นิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย ๗ ๑.๖ ทบทวนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ๗ ๑.๗ วิธีดำเนินการวิจัย ๒๓ ๑.๘ ประโยชน์ที่ได้รับจากการวิจัย ๒๔ บทที่ ๒ ปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท ๒๕ ๒.๑ ความหมายของปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลส ๒๕ ๒.๒ ประเภทของปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลส ๓๕ ๒.๒.๑ ปัจจัยเกื้อหนุนภายนอก ๓๕ ๒.๒.๑.๑ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านสังคม ๓๕ ๒.๒.๑.๒ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านสิ่งแวดล้อม ๔๐ ๒.๒.๑.๓ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านสุขภาพ ๔๓ ๒.๒.๒ ปัจจัยเกื้อหนุนภายใน ๔๙ ๒.๒.๒.๑ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านศีล ๔๙ ๒.๒.๒.๒ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านสมาธิ ๕๒ ๒.๒.๒.๓ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านปัญญา ๕๗ ๒.๓ สรุปหลักธรรมที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลส ๖๔ ช บทที่ ๓ ปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ๗๓ ๓.๑ บริบทของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ๗๓ ๓.๑.๑ ความเป็นมาขององค์กรแพทย์วิถีธรรม ๗๓ ๓.๑.๒ องค์ความรู้การแพทย์วิถีธรรม ๘๖ ๓.๑.๓ การคัดเลือกเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ๘๙ ๓.๒ ปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ๙๓ ๓.๒.๑ ปัจจัยเกื้อหนุนภายนอก ๙๕ ๓.๒.๑.๑ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านสังคม ๙๕ ๓.๒.๑.๒ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านสิ่งแวดล้อม ๑๑๔ ๓.๒.๑.๓ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านสุขภาพ ๑๑๘ ๓.๒.๒ ปัจจัยเกื้อหนุนภายใน ๑๓๑ ๓.๒.๒.๑ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านศีล ๑๓๑ ๓.๒.๒.๒ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านสมาธิ ๑๓๕ ๓.๒.๒.๓ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านปัญญา ๑๔๖ ๓.๓ สรุปปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ๑๖๓ บทที่ ๔ วิเคราะห์ปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมตามหลักพระพุทธศาสนาเถรวาท ๑๗๓ ๔.๑ วิเคราะห์ปัจจัยเกื้อหนุนภายนอกในการขัดเกลากิเลสของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ๑๗๓ ๔.๑.๑ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านสังคม ๑๗๓ ๔.๑.๒ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านสิ่งแวดล้อม ๑๗๕ ๔.๑.๓ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านสุขภาพ ๑๗๗ ๔.๒ วิเคราะห์ปัจจัยเกื้อหนุนภายในในการขัดเกลากิเลสของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ๑๘๐ ๔.๒.๑ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านศีล ๑๘๐ ๔.๒.๒ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านสมาธิ ๑๘๑ ๔.๒.๓ ปัจจัยเกื้อหนุนด้านปัญญา ๑๘๔ ๔.๓ สรุปผลวิเคราะห์ปัจจัยเกื้อหนุนในการขัดเกลากิเลสของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ๑๘๖ บทที่ ๕ สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ ๒๐๒ ๕.๑ สรุปผลการวิจัย ๒๐๒ ๕.๒ อภิปรายผล ๒๐๘ ๕.๓ ข้อเสนอแนะ ๒๑๓ ซ ๕.๓.๑ ข้อเสนอแนะในการนำผลวิจัยไปใช้ ๒๑๓ ๕.๓.๒ ข้อเสนอแนะสำหรับการวิจัยครั้งต่อไป ๒๑๓ บรรณานุกรม ๒๑๔ ภาคผนวก ๒๒๐ ภาคผนวก ก หนังสือขอเชิญเป็นผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบเครื่องมือวิจัย ๒๒๑ ภาคผนวก ข แบบสัมภาษณ์เพื่อการวิจัย ๒๒๕ ภาคผนวก ค หนังสือขออนุญาตสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ ๒๒๘ ภาคผนวก ง ภาพถ่ายผู้ให้สัมภาษณ์และแรงจูงใจในการมาเป็นจิตอาสาแพทย์วิถีธรรม ๒๔๔ ภาคผนวก จ ภาพกิจกรรมของจิตอาสาแพทย์วิถีธรรมในชุมชนภูผาฟ้าน้ำ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ ๒๖๑ ประวัติผู้วิจัย ๒๖๕ ฌ คำอธิบายสัญลักษณ์และคำย่อ อักษรย่อในวิทยานิพนธ์ฉบับนี้ ผู้วิจัยได้ใช้อ้างอิงข้อมูลจากคัมภีร์พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย พ.ศ. ๒๕๓๙ ก. คำย่อชื่อคัมภีร์พระไตรปิฎก พระวินัยปิฎก คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา วิ.มหา. (ไทย) = วินัยปิฎก มหาวิภังค์ (ภาษาไทย) วิ.ม. (ไทย) = วินัยปิฎก มหาวรรค (ภาษาไทย) วิ.จู. (ไทย) = วินัยปิฎก จูฬวรรค (ภาษาไทย) พระสุตตันตปิฎก คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา ที.สี. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย สีลขันธวรรค (ภาษาไทย) ที.ม. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย มหาวรรค (ภาษาไทย) ที.ปา. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค (ภาษาไทย) ม.มู. (ไทย) = สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ (ภาษาไทย) ม.อุ. (ไทย) = สุตตันตปิฎก มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์ (ภาษาไทย) สํ.ส. (ไทย) = สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สคาถวรรค (ภาษาไทย) สํ.สฬา. (ไทย) = สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย สฬายตนวรรค (ภาษาไทย) สํ.ม. (ไทย) = สุตตันตปิฎก สังยุตตนิกาย มหาวารวรรค (ภาษาไทย) องฺ.ทุก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทุกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ติก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ติกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.จตุกฺก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ปญฺจก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ปัญจกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ฉกฺก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ฉักกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.อฏฺก.(ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย อัฏฐกนิบาต (ภาษาไทย) องฺ.ทสก. (ไทย) = สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย ทสกนิบาต (ภาษาไทย) ขุ.ขุ. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ (ภาษาไทย) ขุ.ธ. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ธรรมบท (ภาษาไทย) ญ คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา ขุ.ม. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย มหานิทเทส (ภาษาไทย) ขุ.ป. (ไทย) = สุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค (ภาษาไทย) พระอภิธรรมปิฎก คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา อภิ.สงฺ. (ไทย) = อภิธรรมปิฎก ธรรมสังคณี (ภาษาไทย) ข. คำย่อชื่อคัมภีร์อรรถกถา อรรถกถาพระสุตตันตปิฎก คำย่อ ชื่อคัมภีร์ ภาษา ม.อุ.อ. (ไทย) = มัชฌิมนิกาย ปปัญจสูทนี อุปริปัณณาสก์อรรถกถา (ภาษาไทย) องฺ.ติก.อ. (ไทย) = อังคุตตรนิกาย มโนรถปูรณี ติกนิบาตอรรถกถา (ภาษาไทย) บทที่ ๑ บทนำ ๑.๑ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา พระพุทธเจ้าตรัสว่า “อกุศลมูล ๓ คือ โลภะ โทสะ โมหะ และกิเลสที่ตั้งอยู่ในฐานเดียวกันกับอกุศลมูลนั้น ได้แก่ เวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์ สังขารขันธ์ วิญญาณขันธ์ที่สัมปยุต (ประกอบแล้ว) ด้วยอกุศลมูลนั้น กายกรรม วจีกรรม และมโนกรรม ที่มีอกุศลมูลนั้นเป็นสมุฏฐาน (เหตุ) สภาวธรรมเหล่านี้ชื่อว่ากิเลสทำให้เศร้าหมองและเป็นอารมณ์ของกิเลส”๑ ส่วนในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน อธิบายว่า กิเลส หมายถึง เครื่องทําใจให้เศร้าหมอง ได้แก่ โลภ โกรธ หลง, ธรรมเป็นเครื่องเศร้าหมอง, ธรรมเป็นเครื่องเศร้าหมองแห่งจิต, ธรรมอันยังจิตให้เศร้าหมอง, ความเศร้าหมอง ความเปรอะเปื้อน (แห่งจิต), ความลำบาก, ความเบียดเบียน, ความกำจัด, ความทำลาย, ความเผา, ความแผดเผา, ความทุกข์, ภาวะที่เกิดขึ้นในใจและทำใจให้เศร้าหมอง, มลทิน (ของใจ)๒ ความเศร้าหมองและความเร่าร้อนของจิตอันเกิดจากกิเลสนี้เอง ที่เป็นสิ่งซึ่งนำไปสู่บาปอกุศลธรรมหรือการเบียดเบียนทั้งหลาย ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “เพราะอาศัยเวทนา ตัณหาจึงมี เพราะอาศัยตัณหา ปริเยสนา (การแสวงหา) จึงมี เพราะอาศัยปริเยสนา ลาภะ (การได้) จึงมี เพราะอาศัยลาภะ วินิจฉยะ (การกำหนด) จึงมี เพราะอาศัยวินิจฉยะ ฉันทราคะ (ความกำหนัดด้วยอำนาจความพอใจ) จึงมี เพราะอาศัยฉันทราคะ อัชโฌสานะ (ความหมกมุ่นฝังใจ) จึงมี เพราะอาศัยอัชโฌสานะ ปริคคหะ (การยึดถือครอบครอง) จึงมี เพราะอาศัยปริคคหะ มัจฉริยะ (ความตระหนี่) จึงมี เพราะอาศัยมัจฉริยะ อารักขะ (ความหวงกั้น) จึงมี เพราะอารักขะเป็นเหตุ บาปอกุศลธรรมเป็นอเนก ย่อมเกิดขึ้นจากการถือท่อนไม้ การถือศัสตรา การทะเลาะ การแก่งแย่ง การวิวาท การพูดขึ้นเสียงว่า ‘มึง มึง’ การพูดส่อเสียด และการพูดเท็จ๓ ๑ อภิ.สงฺ. (ไทย) ๓๔/๙๙๗/๒๕๘. ๒ พจนานุกรมไทยฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๕๔, พิมพ์ครั้งที่ ๑, (กรุงเทพมหานคร: ราชบัณฑิตยสถาน, ๒๕๕๔). ๓ ที.ม. (ไทย) ๑๐/๑๐๓/๖๑. ๒ ฉะนั้นการขัดเกลากิเลสจึงเป็นสิ่งที่บุคคลผู้ซึ่งแสวงหาความไม่เบียดเบียนทั้งต่อตนเองและผู้อื่น พึงกระทำเป็นอย่างยิ่ง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสข้อปฏิบัติเพื่อขัดเกลากิเลสไว้ว่า “ในการเบียดเบียนกันเป็นต้นนี้ เธอทั้งหลายควรทำความขัดเกลากิเลส คือ เธอทั้งหลายควรทำความขัดเกลากิเลสโดยคิดว่า ‘ชนเหล่าอื่นจักเป็นผู้เบียดเบียนกัน จักฆ่าสัตว์ จักลักทรัพย์ จักไม่ประพฤติพรหมจรรย์ จักพูดเท็จ จักพูดส่อเสียด จักพูดคำหยาบ จักพูดเพ้อเจ้อ จักเพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น(อภิชฌา) จักมีจิตพยาบาท จักมีความเห็นผิด(มิจฉาทิฏฐิ) จักมีความดำริผิด จักเจรจาผิด จักมีการกระทำผิด จักมีการเลี้ยงชีพผิด จักมีความพยายามผิด จักมีความระลึกผิด จักมีการตั้งจิตมั่นผิด จักมีมิจฉาญาณะ(ความรู้ผิด) จักมีมิจฉาวิมุตติ(ความหลุดพ้นผิด) จักถูกความหดหู่และเซื่องซึมครอบงำ จักมีจิตฟุ้งซ่าน จักมีความสงสัย จักมีความโกรธ จักผูกโกรธ จักลบหลู่คุณท่าน จักตีเสมอ จักมีความริษยา จักมีความตระหนี่ จักโอ้อวด จักมีมารยา จักดื้อรั้น จักถือตัวจัด จักว่ายาก จักมีมิตรชั่ว จักประมาท จักไม่มีศรัทธา จักไม่มีความละอายบาป จักไม่มีความเกรงกลัวบาป จักมีการได้ยินได้ฟังน้อย จักเกียจคร้าน จักมีสติหลงลืม จักมีปัญญาทราม จักยึดติด ถือมั่นทิฏฐิของตน สลัดทิ้งได้ยาก ในเรื่องนี้ เราทั้งหลายจักไม่ประกอบอกุศลธรรมเหล่านั้น”๔ โดยผู้ที่จะปฏิบัติขัดเกลากิเลสให้สำเร็จได้นั้น ย่อมต้องอาศัยความประพฤติที่หลีกเลี่ยงจากความชั่วหรือบาปอกุศลธรรมทั้งหลาย ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสทางหลีกเลี่ยงความชั่วไว้ว่า “ทางที่ขรุขระจะพึงมีทางที่ราบเรียบอื่นเพื่อใช้เป็นทางหลีกเลี่ยง อนึ่ง ท่าน้ำที่ขรุขระจะพึงมีท่าน้ำที่ราบเรียบอื่นเพื่อใช้เป็นทางหลีกเลี่ยง แม้ฉันใด ความไม่เบียดเบียนก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นทางหลีกเลี่ยงสำหรับบุคคลผู้เบียดเบียน เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เจตนางดเว้นจากการลักทรัพย์ เจตนางดเว้นจากการไม่ประพฤติพรหมจรรย์ เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ เจตนางดเว้นจากการพูดส่อเสียด เจตนางดเว้นจากการพูดคำหยาบ เจตนางดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ความไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น ความไม่พยาบาท สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ (ความรู้ชอบ) สัมมาวิมุตติ (ความหลุดพ้นชอบ) ความเป็นผู้ปราศจากความหดหู่และเซื่องซึม ความไม่ฟุ้งซ่าน ความเป็นผู้ข้ามพ้นความสงสัย ความไม่โกรธ ความไม่ผูกโกรธ ความไม่ลบหลู่คุณท่าน ความไม่ตีเสมอ ความไม่ริษยา ความไม่ตระหนี่ ความไม่โอ้อวด ความไม่มีมารยา ความไม่ดื้อรั้น ความไม่ถือตัวจัด ความเป็นผู้ว่าง่าย ความเป็นผู้มีมิตรดี ความไม่ประมาท สัทธา หิริ (ความละอายบาป) โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวบาป) พาหุสัจจะ (ความเป็นผู้ได้ยิน ๔ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๘๓-๘๔/๗๒-๗๕. ๓ ได้ฟังมาก) การปรารภความเพียร ความเป็นผู้มีสติตั้งมั่น ความสมบูรณ์ด้วยปัญญา ความเป็นผู้ไม่ยึดติด ไม่ถือมั่นทิฏฐิของตน และสลัดทิ้งได้ง่าย เหล่านี้เป็นทางหลีกเลี่ยงจากอกุศลธรรมทั้งปวง”๕ ซึ่งทางหลีกเลี่ยงความชั่วนี้เอง ที่จะเป็นอุบายเครื่องถอนกิเลสเพื่อความดับสนิทในทุกข์อันเกิดจากกิเลสนั้น ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสอุบายเพื่อความดับสนิทไว้ว่า “เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลนั้นตนเองจมอยู่ในเปือกตมลึก จักยกบุคคลอื่นผู้จมอยู่ในเปือกตมลึกขึ้นได้ เป็นไปได้ที่บุคคลนั้นตนเองไม่จมอยู่ในเปือกตมลึก จักยกบุคคลอื่นผู้จมอยู่ในเปือกตมลึกขึ้นได้ เป็นไปไม่ได้เลยที่บุคคลนั้นตนเองไม่ฝึกตน ไม่แนะนำตน ไม่ดับสนิท จักฝึกสอนผู้อื่น แนะนำผู้อื่น ช่วยให้ผู้อื่นดับสนิทได้ เป็นไปได้ที่บุคคลนั้นตนเองฝึกตน แนะนำตน ดับสนิท จักฝึกผู้อื่น แนะนำผู้อื่น ช่วยให้ผู้อื่นดับสนิทได้ แม้ฉันใด ความไม่เบียดเบียนก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นทางเพื่อความดับสนิทสำหรับบุคคลผู้เบียดเบียน เจตนางดเว้นจากการฆ่าสัตว์ เจตนางดเว้นจากการลักทรัพย์ เจตนางดเว้นจากการไม่ประพฤติพรหมจรรย์ เจตนางดเว้นจากการพูดเท็จ เจตนางดเว้นจากการพูดส่อเสียด เจตนางดเว้นจากการพูดคำหยาบ เจตนางดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อ ความไม่เพ่งเล็งอยากได้สิ่งของของผู้อื่น ความไม่พยาบาท สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ สัมมาญาณะ (ความรู้ชอบ) สัมมาวิมุตติ (ความหลุดพ้นชอบ) ความเป็นผู้ปราศจากความหดหู่และเซื่องซึม ความไม่ฟุ้งซ่าน ความเป็นผู้ข้ามพ้นความสงสัย ความไม่โกรธ ความไม่ผูกโกรธ ความไม่ลบหลู่คุณท่าน ความไม่ตีเสมอ ความไม่ริษยา ความไม่ตระหนี่ ความไม่โอ้อวด ความไม่มีมารยา ความไม่ดื้อรั้น ความไม่ถือตัวจัด ความเป็นผู้ว่าง่าย ความเป็นผู้มีมิตรดี ความไม่ประมาท สัทธา หิริ (ความละอายบาป) โอตตัปปะ (ความเกรงกลัวบาป) พาหุสัจจะ (ความเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก) การปรารภความเพียร ความเป็นผู้มีสติตั้งมั่น ความสมบูรณ์ด้วยปัญญา ความเป็นผู้ไม่ยึดติด ไม่ถือมั่นทิฏฐิของตน และสลัดทิ้งได้ง่าย เหล่านี้เป็นทางเพื่อความดับสนิทจากอกุศลมูลอันเป็นเหตุให้เกิดอกุศลธรรมทั้งหลาย”๖ ดังนั้นการเป็นผู้ทำความขัดเกลากิเลส ด้วยการปฏิบัติกุศลธรรมอันเป็นทางเลี่ยงจากความชั่ว (อกุศลธรรม) นี้ จึงเป็นทางเพื่อความดับสนิทจากอกุศลมูลอันเป็นเหตุให้เกิดอกุศลธรรมทั้งหลายด้วย พร้อมกับส่งผลให้บุคคลผู้ซึ่งทำความขัดเกลากิเลสนั้นเกิดความสุขขึ้นในตนและสามารถช่วยคนที่ศรัทธาให้เข้าถึงความสุขจากการทำความขัดเกลากิเลสนั้นตามได้ ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ผู้ที่สงัดจากกามและอกุศลธรรมทั้งหลายได้แล้ว ย่อมมีธรรมเครื่องอยู่เป็นสุข”๗ และเป็นไปได้ที่บุคคลนั้นอันตนเองฝึกตน แนะนำตน ดับสนิท จักฝึกผู้อื่น แนะนำผู้อื่น ช่วยให้ผู้อื่นดับสนิทได้ ๕ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๘๕-๘๖/๗๕-๗๘. ๖ ม.มู. (ไทย) ๑๒/๘๗-๘๘/๗๘-๘๑. ๗ ดูรายละเอียดใน ม.มู. (ไทย) ๑๒/๘๒/๗๐-๗๒. ๔ แม้พุทธศาสนิกชนส่วนใหญ่จะทราบดีว่า “การมีศีล ๕ ก็ดี การปฏิบัติสัมมาอริยมรรคมีองค์ ๘ ก็ดี การละนิวรณ์ ๕ ก็ดี การละอุปกิเลส ๑๖ ก็ดี ความไม่ประมาทในกุศลธรรมทั้งหลาย ก็ดี หรือการปฏิบัติจรณะ ๑๕ (เสขปฏิปทา) ก็ดี” เหล่านี้เป็นการปฏิบัติกุศลธรรมเพื่อทำความขัดเกลากิเลสในตน ซึ่งจะให้ผลคือความ
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive