a10.บทที่ 6.pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์120 KB
วันที่แก้ไข27 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

164 บทที่ 6 ความเชื่อมโยงระหวางสุขภาพกับศาสนา(จิตวิญญาณ) Larson Dr. David หนึ่งในคณะนักวิจัยที่ศึกษาความเชื่อมโยงระหวางสุขภาพกับศาสนาของ NIHR เจาของสมมติฐานที่วา คนที่ไปปฏิบัติศาสนกิจสม่ําเสมอจะมีสุขภาพที่ดีกวาคนที่ไมเคยไปปฏิบัติศาสนกิจเลย กลาวถึงรูปแบบการรักษาที่มีประสิทธิภาพวา “ในวงการแพทยตอนนี้ ถาพูดถึงเรื่องสุขภาพตองพูดใหไกลเกินกวาเรื่องทางกายภาพเพียงอยางเดียวแลว เพราะสมดุลทางรางกายตองอาศัยจิตใจเปนตัวขับเคลื่อนดวย”โดยคําวาจิตใจที่ Larson หมายถึงนี้ก็คือ Spirituality หรือ จิตวิญญาณ นั่นเอง ไดมีการสํารวจโรงเรียนแพทยจํานวน 70 แหงในสหรัฐฯ ของ NIHR พบวามีการเพิ่มหลักสูตรที่เกี่ยวกับ spirituality เขาไปในการเรียนการสอนแทบทุกแหง โดย Dr.Christina M. Puchalskiผูชวยศาสตราจารย แหง George Washington University School of Medicine and Health Sciencesเห็นวา แนวโนมการศึกษาลักษณะเชนนี้ควรไดรับการเผยแพรเปนวงกวางในวงการสาธารณสุขเปนอยายิ่ง นั่นเพราะความรูสึกทางจิตวิญญาณไมไดมีประโยชนในแงการสอนศาสนาเทานั้น หากแตมันยังมีผลตอพฤติกรรมและสุขภาพของแตละคนอีกดวย อีกทั้งในบทความวารสาร Health Education and Behavior ที่เขียนโดย Dr. Peter Gott เมื่อป 1998 ไดใหความสําคัญกับเรื่องดังกลาวเพิ่มขึ้น โดยเขาชี้ใหเห็นถึงความสําคัญในเหตุผลที่หนวยงานทางการแพทยควรจะสงเสริมและสนับสนุนการทําวิจัยเกี่ยวกับความสัมพันธระหวางสุขภาพกับศาสนาเพราะวาคนที่นับถือศาสนามักจะมีสุขภาพและการตัดสินใจการดําเนินชีวิตที่ดี ศาสนามีสวนรวมในการชวยสงเสริมความรูใหคนเห็นคุณคาในตัวเอง ซึ่งสงผลตอความเชื่อมั่น การมีศรัทธาดานบวกจะชวยใหผูศรัทธาสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของ

อ่านต่อ

ชีวิตไดเปนอยางดี และการนับถือศาสนาสามารถกอใหเกิดอารมณทางบวกที่อยูในเกณฑดีมีผลตอรางกาย สงผลตอระบบภูมิคุมกัน และหนังสือเลมลาสุดของ Levin ที่ชื่อ God, Faith, and Health ไดเขียนอธิบายวา การปฏิบัติศาสนกิจสงผลดีตอสุขภาพอยางเปนรูปธรรมมากมาย เชน การหลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล การบริหารรางกายและจิตใจพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เปนตน Levin มองวาการมีสวนรวมทางศาสนาจะสามารถปองกันไมใหเจ็บปวยและสงเสริมสุขภาพมีความเปนอยูที่ดีขึ้นได เนื่องจากสิ่งเหลานี้จะทําใหศาสนิกชนมีมุมมองทางจิตวิทยาเชิงบวกเกี่ยวกับภาพลักษณของตัวเองมากขึ้นความศรัทธาในศาสนายังกอใหเกิดความรูสึกมีความหวังในชีวิตซึ่งเปนเสมือนรูปแบบการเชื่อมโยงระหวางสุขภาพ อารมณ และจิตวิญญาณ ไดเปนอยางดีอีกดวย (สํานักสงเสริมสุขภาพตําบล. กระทรวงสาธารณสุข. 2554[ออนไลน]. เขาถึงไดจาก : http:www.hph.moph.go.th/?modules=Health Culture & action = View Health culture & id=3. สืบคน 17 ธันวาคม 2258) 165 ดังนั้นแนวคิดในการแกปญหาทางสุขภาพไมใหสลับซับซอนนั้น จะแกไขปญหานั้นดวยกระบวนการที่มีความทันสมัยและมีประสิทธิภาพไดตองแกปญหาที่ตนเหตุตามคําสอนทางพุทธศาสนา คือ “อริยสัจ 4” อันประกอบดวย ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค และการปฏิบัติอยูในชีวิตประจําวัน ดวยการรักษาศีลในการดํารงชีวิต เนื่องจากศีลในทางพระพุทธศาสนานั้นเปนกฎแหงความประพฤติที่เปนปกติของมนุษยเรา เชน การถือศีล 5 อันประกอบดวย การละเวนการเบียดเบียนและทําลายชีวิตตาง ๆ ละเวนจากการถือเอาของผูอื่นที่เขาไมไดให ละเวนจากการประพฤติผิดในกาม (ความอยากได อยากมี อยากเปน ไมใชเฉพาะทางเพศสัมพันธเทานั้น) ละเวนจากการพูดเท็จ พูดคําหยาบ พูดเพอเจอ พูดสอเสียด และ เวนจากการหลงมัวเมาในพิษโทษภัยตาง ๆ หากวาเรายึดถือปฏิบัติศีล 5 ในการดํารงชีวิตแลว พฤติกรรมเสี่ยงดานสุขภาพตาง ๆ ก็จะไมเกิดขึ้น หรือเกิดขึ้นก็ไมมีปจจัยเสริม เมื่อไมเกิดพฤติกรรมเสี่ยงตั้งแตตน แมปญหาที่เกิด ก็จะไมเกิดขึ้นดวยเชนกัน ตามหลักการเหตุและผล ที่เรียกวาวิบากกรรม อันเปนผลของการกระทํานั้น (ภวัต เลิศสุธน. (2555) พุทธศาสนากับการจัดการปญหาสุขภาพที่สลับซับซอน. จุลสารสาขาวิชาวิทยาศาสตรสุขภาพ. [ออนไลน].เขาถึงไดจาก : http:www.stou.ac.th/Schools/Shs/booklet/book55-4/culture.html. สืบคน 17 ธันวาคม 2558.) แกนแทของศาสนาคือ การละเวนความชั่ว ทําแตความดี ทําจิตใจใหผองใส เบิกบาน บริสุทธิ์ไมขุนมัว และยอมรับในผลของการกระทํา หรือการจะปฏิบัติสิ่งใด ๆ นั้นยอมสงผลตอผูปฏิบัติ จากผลสํารวจชี้วาไทยเปนประเทศที่มีผูคนเครงศาสนามากที่สุดในโลก สะทอนศาสนามีอิทธิพลทุกมิติชีวิตของคนไทยโดยเฉพาะในวิถีชีวิตประจําวัน จากการสํารวจลาสุด Gallup และ WI ไดสัมภาษณชาวโลก 63,898 คน ใน 65 ประเทศ ความเชื่อและศรัทธาของคนไทยจึงเปนองคธรรมสําคัญที่ทําใหคนมีหลักในการปฏิบัติ ในการดําเนินชีวิต ชวยเหนี่ยวรั้งไมใหสูทางที่ผิด ไมใหทําชั่ว ดวยการยึดมั่นและตั้งใจที่ลด ละ เลิก กิเลส ทั้งกามและอัตตา การมีศาสนา เปนที่พึ่งทางใจ จะทําใหเกิดความสงบคลายทุกขได ถาปฏิบัติตามหลักธรรมคําสอนของพระพุทธเจาหรือพระศาสดาของตน (สมณะโพธรักษ. 2558 : 77) การปฏิบัติในศีล 5 ในพระไตรปฎกเลม 9 ที่ตอจากพระวินัย 8 เลมนั้น คือพระสูตร 1 ชื่อวา “ พรหมชาลสูตร” วาดวยเรื่อง “ศีล” ศีลเปนเรื่องตนเปนหลักเกณฑที่ผูศึกษาศาสนาพุทธตองนํามาศึกษาและปฏิบัติ คือ จุลศีล มี 26 ขอ มัชฌิมศีล มี 10 ขอ และมหาศีลมี 7 ขอ ซึ่งจุลศีลเปนศีลหลักปฏิบัติในสวนตน สวน มัชฌิมศีล คือนํามาขยายจุลศีล และมหาศีลเปนศีลที่บงบอกลักษณะของศาสนาพุทธ ซึ่งจะตองไมมีการประพฤติอยูในชาวพุทธนั้นเด็ดขาด เพราะไดกลาวถึงความไมรู หรืออวิชชา ถือเปนเดรัจฉานวิชา คือความไมรู ถาไดปฏิบัติจะนําพาสูความทุกข นี้คือเนื้อหาแหงธรรมที่ปรากฏอยูใน 166 “ศีล”ที่พระพุทธเจาทรงตักเตือนและสอนไว ดังนั้นอยางนอยสุด พุทธศาสนิกชนควรมีอยางนอยคือศีล 5 ยึดไวปฏิบัติในชีวิตประจําวันใหเปนปกติ เพราะศีล 5 จะเปนตัวมาขัดเกลาจิต จนเกิดสมาธิที่ตั้งมั่นแลวจะทําใหเกิดปญญา เปนปญญาที่รูชัดเจนในทุกขโทษภัย แตปญญาจะเกิดไดตองหมั่นปฏิบัติใหจริงอยูเปนประจําสม่ําเสมอ แตเนื่องจากสังคมโลกปจจุบันมีการมอมเมาใหเกิดแตความอยากและสนับสนุนการใหเบียดเบียนกันทํารายกัน โดยนําความเจ็บปวยหรือความทุกขของมนุษยมาทําธุรกิจหากินโดยอางวาเพื่อชวยเขา ดังนั้นเมื่อเจ็บปวยและหาที่พึ่งไมไดสุดทายตองหันมาที่ศาสนาเพราะเปนสิ่งสุดทายสิ่งเดียวที่พึ่งได โดยนํามาปฏิบัติและพากเพียรปฏิบัติใหไดจริง ก็สามารถพนจากทุกขไดดวยใจที่ยินดีอยางผาสุก ในศีล 5 ที่ควรละเวน ขอแรกคือการไมฆา ไมทํารายสัตว เมตตาตอกัน เอ็นดูตอสัตวโลก ทั้งปวง ขอสอง การไมลักทรัพย หรืออยากไดของคนอื่นที่เขาไมเต็มใจให ขอที่สาม ไมผิดลูกเมียใคร หรือไมหมกมุนในเสพเมถุน ขอสี่ การไมพูดสิ่งที่เปนโทษ ไมมีประโยชน เชน พูดสอเสียด พูดเพอเจอ พูดปด พูดคําหยาบ ขอที่หา ไมมัวเมาในอบายมุขที่หยาบ ๆ จนถึงไมมัวเมาในรูป รส กลิ่น เสียง หรือสัมผัสใด ๆ จนหลงวาดีแลวยึดวาเปนสุข ดั่งปรากฏในพระไตรปฎก วาพระพุทธองคทรงปฏิบัติเปนแบบอยางที่ดีในชีวิตปกติประจําวัน อันเปนที่ประจักษแกสายตาในหมูชนสมัยนั้น ไดกลาวสรรเสริญพระองคในเรื่องของศีล อยางในพระไตรปฎก เลมที่ 9 “พรหมชาลสูตร” ขอที่ 2 จุลศีลกลาววา..... “ ดูกรภิกษุทั้งหลายก็เมื่อปุถุชนกลาวชมตถาคตจะพึงกลาวดวยประการใด ซึ่งมีประมาณนอยยังต่ํานัก เปนเพียงศีลนั้น เปนไฉน” และ “ดูกรภิกษุทั้งหลายอีกอยางหนึ่งเมื่อปุถุชนกลาวชมตถาคตพึงกลาวเชนนี้วา พระสมณโคดมละเวนขาดจากการฆาสัตว วางทัณฑะ วางศาสตรา มีความละอาย มีความเอ็นดู มีความเมตตา มีความกรุณา หวังประโยชนแกสัตวทั้งปวง” ดังนั้นการปฏิบัติอยูในกรอบของศีล 5 จึงเปนเรื่องปกติที่ทําไดดวยความพากเพียร ที่จะอยูรวมกันในสังคมของคนหมูมากเพื่อเกิดความสงบและสันติ เปนการปฏิบัติธรรมไดจริงในชีวิตประจําวัน ไมตองปลีกตัวไปทําคนเดียว อยูกับสังคม อยูกับผูอื่น ทํากิจกรรมการงานรวมกันเปนปกติ ดวยการคิด พูด ทํา ในปจจุบัน ดวยมรรคองค 8 ที่เปนทางเดินสูทางพนทุกขได คือ มีความคิดเห็นที่ถูกตรง มีความคิดที่ไมมีกิเลสครอบงํา มีวาจาที่ดีมีประโยชน มีการทํากิจกรรม ตาง ๆ ที่ไมกอทุกขโทษภัยตอตนเองและผูอื่น มีอาชีพการงานที่ไมสรางความเดือดรอนตอสังคมและประเทศชาติ มีความเพียรที่จะทําสิ่งดี ๆ เพียรลางความโลภ โกรธ หลงของตน มีสติระลึกรูตัวอยูเสมอวากําลังทําอะไร รูดีชั่ว และเมื่อทําดี ไดดี ก็จะทําดีไปเรื่อย ๆ จนมีสมาธิที่ตั้งมั่น และสะสมเปนปญญาที่แข็งแกรง เมื่อเจออุปสรรค หรือปญหาใด ก็จะผานไปไดดวยใจที่ผาสุก 167 ไตรสิกขา (ศีล สมาธิ ปญญา) พระผูมีพระภาคเจาตรัสวา “ดูกรมาภิกษุทั้งหลาย ภพ 3 ภพนี้ควรละ ควรศึกษาใน ไตรสิขา ภพ 3 เปนไฉนคือ “กามภพ รูปภพ อรูปภพ” ภพ 3ภพนี้ควรละ ไตรสิกขาเปนไฉนคือ อธิศีลสิกขา อธิจิตสิกขา อธิปญญาสิกขา ควรศึกษาในไตรสิกขานี้ เมื่อนั้นภิกษุนี้เรากลาววา ไดตัดตัณหาขาดแลว คลายสังโยชน (กิเลสที่ผูกมัดจิตไวกับทุกข)ไดแลว ไดทําที่สุดแหงทุกขเพราะละ “มานะ” (ถือดี) ไดโดยชอบฯ (พระไตรปฎกเลม 22 “ภวสูตร ขอ 376) แสดงวา ไตรสิกขาไดแก “ศีล สมาธิ ปญญา” เปนการปฏิบัติเพื่อการพนทุกข “ศีล” คือ การละเวน (เวรมณี) บาป เวร ภัย สิ่งที่ไมดี ความเดือดรอน การเบียดเบียนตนเองและผูอื่น (ในศีลแตละขอพระพุทธเจาจะระบุสิ่งที่ไมดี เปนภัยตาง ๆ แลวตามดวยเวรมณีแปลวา การละเวน) ในเบื้องตนเปนมรรค คือการปฏิบัติละเวนสิ่งที่เปนภัย ปฏิบัติจนสําเร็จ (บรรลุ) ก็จะเปน “ผล” คือ พนภัย นอกนั้นแลว “พระพุทธเจา” ยังไดวางกําหนดเรื่องการถือศีลนั้นถาปฏิบัติแลวจะตองทําใหถึงความเมตตา ซึ่งมีหลักการอยูรวมในพระไตรปฎกเลม 22 “สาราณียสูตร” ขอ 282 คือ ใหระลึกถึงกันดวย 1. เมตตากายกรรม (เมตตัง กายกัมมัง) 2.เมตตาวจีกรรม (เมตตัง วจีกัมมัง) 3. เมตตามโนกรรม (เมตตัง มโนกัมมัง) 4. แบงปนลาภแกกันเปนสาธารณโภคี (ลาภธัมมิกา) 5. ศีลบริบูรณเสมอกัน (สีลสามัญญตา) 6. ความเห็นอยางอริยะเสมอกัน (ทิฏฐิสามัญญตา) “สมาธิ” ที่เปนมรรคคือ ความตั้งมั่นในการปฏิบัติ ละเวนสิ่งที่เปนภัย ปฏิบัติจนสําเร็จ (บรรลุ) เปน “ผล” คือสงบจากภัยอยางตั้งมั่นดวยการปฏิบัติศีลพรอมกาย วาจา ใจ ซึ่งทางกาย วาจาคือการคิด พูด ทําในปจจุบันอยู ขณะเดียวกันทางใจคือ การชําระลางความโลภ ความโกรธ ความหลงที่มีขึ้นในจิตใจออกไป เปนการปฏิบัติศีลไปพรอมกันครบพรอมกาย วาจา ใจ เปนการปฏิบัติมรรคทั้ง 7 องค เพื่อสูมรรคองค 8 คือการไดสัมมาสมาธิ ที่เปนสมาธิพุทธ ตามหลักธรรมคําสั่งสอนของ องคพระสัมมาสัมพุทธเจา “ปญญา” ที่เปนมรรค คือ การพากเพียรปฏิบัติใชปญญาลางทุกขภัย ปฏิบัติจนสําเร็จ (บรรลุ) เปน “ผล” คือ ทุกขลดหรือดับไปและมีปญญารูสภาพดับทุกข วาเปนประโยชนสุขสงบ อันเปนปญญาแท ปลอดภัยอยางดีที่สุดและประเสริฐที่สุด (ใจเพชร กลาจน. 2556 : 364) ความศรัทธาในองคพระศาสดา พระพุทธเจาปฏิบัติตนอยูใน “ศีล” ดังนั้น มีศีล คือมีศาสนาพุทธ จุลศีล มัชฌิมศีล และมหาศีล พระองคตรัสไวในในพรหมชาติสูตนั้น ใครปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ที่เปนจริง จะเห็นผลของการปฏิบัติที่ดีจริงได จะเห็นวาปจจุบัน คนไทย 95 % เปนพุทธศาสนิกชนและและปฏิบัติเปนพุทธมามกะมาเปนเวลายาวนาน เกือบ 800 ป ไดเดินตามรอยบาทพระศาสดา เนื่องจากศรัทธาคําสั่งสอนของพระองค 168 การมีความเชื่อและศรัทธาในศาสนาและนํามาปฏิบัตินั้น ซึ่งความศรัทธาที่เปนความเชื่ออยางสัมมาทิฏฐิ คือ ศรัทธา 4 ในพจนานุกรมพุทธศาสตร “ประมวลธรรม” ป.อ.ปยุตโต “ศรัทธา 4 ขอ 178 คือ กัมมสัทธา (เชื่อมั่นวากรรมมีจริง) วิปากสัทธา (เชื่อมั่นวาผลของกรรมมีจริง) กัมมัสสกตาสัทธา (เชื่อมั่นวาสัตวโลกมีกรรมเปนของ ๆ ตน และตถาคตโพธิสัทธา (เชื่อมั่นความรูแจงของพระพุทธเจา) ดังนั้น ความเชื่อและศรัทธาเปนองคธรรมสําคัญ ที่ทําใหคนมีหลักที่จะปฏิบัติและพยายามอยูในกรอบของคุณธรรม เชน การยอมรับการปฏิบัติตนในศีล 5 เปนแนวทางในการดําเนินชีวิต เพื่อชวยเหนี่ยวรั้งไมใหยอมตามสิ่งชักจูงในทางที่ผิด ไมใหทําชั่ว การมีศาสนาเปนเสมือนรองน้ําไหลประจําความคิด เมื่อไดรับรูอารมณอยางใดอยางหนึ่งซึ่งไมเกินกําลังศรัทธาที่มีอยู กระแสความคิดก็จะแลนไปตามเรื่องหรือแนวทางที่ศรัทธา ทําใหไมคิดไปทางอื่นหรือผิดศีลธรรม (พระธรรมปฏก. 2539) ความศรัทธาตอพระพุทธเจา จึงเชื่อในกฎแหงการเวียนวายตายเกิด เชื่อกรรมและผลของกรรม (การกระทํา) พระไตรปฎกเลมที่ 22 ฐานสูตร ขอ 57 พระพุทธเจาไดตรัสวา “ดูกอนภิกษุทั้งหลาย ฐานะ 5 ประการนี้ อันสตรี บุรุษ คฤหัสถ หรือบรรพชิตพิจารณาเนือง ๆ 5 ประการเปนไฉน คือสตรี บุรุษ คฤหัสถหรือบรรพชิต ควรพิจารณาเนือง ๆ วา เรามีความแกเปนธรรมดา ไมลวงพนความแกไปได 1 เรามีความเจ็บไขเปนธรรมดา ไมลวงพนความเจ็บไขไปได 1 เรามีความตายเปนธรรมดา ไมลวงพนความตายไปได 1 เราตองพลัดพรากจากของรักของเจริญใจทั้งสิ้น 1 เรามีกรรมเปนของ ๆ ตน เราเปนทายาทของกรรม เรามีกรรมเปนกําเนิด เรามีกรรมเปนเผาพันธุ เรามีกรรมเปนที่พึ่งอาศัย จักทํากรรมอันใดไวดีก็ตามชั่วก็ตาม เราจะเปนผูไดรับผลของกรรมนั้นอยางแนนอน1ฯ” พระไตรปฎกเลม 14 “มหาจัตตารีสกสูตร” ขอ 257 พระพุทธเจา พบวา ผลวิบากกรรมที่ทําดีทําชั่วแลวนั้นมีอยู(พระไตรปฎกเลม 14 “มหาจัตตารีสกสูตร” ขอ 257) พระพุทธเจาไดตรัสวา “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เราไมกลาวความที่กรรมอันเปนไปดวยสัญเจตนา ที่บุคคลทําแลว สะสมแลวจะสิ้นสุดไป เพราะมิไดเสวยผล แตกรรมนั้นแล จะใหผลในทิฏฐธรรมเทียว (ภพนี้) หรือในภพถัดไป หรือในภพอื่นสืบ ๆ ไป (พระไตรปฎกเลม 37 ขอ1698) พระไตรปฎกเลมที่ 30 ขอ 219 “กรรมชั่วอันบุคลทําดวยตนเองแลว จักเศราหมองดวยตนเอง กรรมชั่วอันบุคลไมทําดวยตนเองแลว ยอมบริสุทธิ์ดวยตนเอง ความบริสุทธิ์ ความไมบริสุทธิ์เฉพาะตน ผูอื่นจะชวยชําระผูอื่นใหบริสุทธิ์หาไดไม” 169 ความหมายของกรรมและวิบากกรรม “กรรม” คืออะไร? “กรรม” คือ บทบาทหรืออาการแหงกิริยาของคน ซึ่งเรียกเปนภาษาไทยวาการกระทําของคน อันมีไดเพียง 3 อยาง ไดแก กายกรรม - วจีกรรม – มโนกรรม “กรรม” หรือ “การกระทํา” ที่เกิดขึ้นของ “เจาของชีวิต” ใด ๆ เมื่อทําลงไปดวยเจตนาทุกกรรม ก็จะสั่งสมลงเปน “ทรัพยของตน ๆ” (กัมมัสสกะ) แตละบุคลในโลก และมีอํานาจบันดาล “ชีวิต” ของผูนั้นๆ ไปตราบ “ปรินิพพาน” ทีเดียว เพราะ “กรรม” คือผูบันดาล หรือคือ “พระเจา” และคือ “ซาตาน” แทจริงที่สัมผัสไดและพิสูจนไดดุจเดียวกับวิทยาศาสตร ทวาลึกซึ้งเปนนามธรรมยิ่งกวา และ “กรรม” กับ “ผลของกรรม” ที่ไดสั่งสมมาทุก ๆ ชาติ (วิบาก) นี้ที่มีอํานาจทําใหชีวะดําเนินไป ใครจะประสบกับดีหรือรายก็ลวนเกิดเปนไปตามความจริง ที่มาจาก “กรรม” หรือ “การกระทํา” ของตนเองทั้งสิ้น หากใครไดสั่งสม “กรรม” ไมวาเชิงดีหรือเชิงชั่วนั้น ๆ มาจริง มีวิบาก (ผลแหงกรรมมาก) ถา “กรรม” เชิงดีมากจนกระทั่งเปนพลังหรือฤทธิ์พิเศษก็จะเปน “บารมี” จริงของผูนั้น ไมใชเรื่องแปลกหรือเรื่องไมจริง ซึ่งจะมีไดอยางมากมาย แมจะประหลาดพิสดารนามหัศจรรยปานใดก็เปนเรื่องจริงสําหรับ “ผูมีบุญบารมี” ถึงขั้นนั้นจริง ๆ (บุญก็เปนพลังเสริมในเชิงบุญ บาปก็เปนพลังเสริมในเชิงบาป) “อํานาจพิเศษ” ความนัยดังกลาวนี้ที่มนุษยนับถือวาเปน “สิ่งศักดิ์สิทธิ์” ตาง ๆ หรือวาเปนอํานาจของ “พระเจา” หรือแมแตอํานาจของซาตาน ยอมมีจริงเปนจริงของผูมี “บารมี” แหง “กรรมวิบาก” คนที่ไมมี “ผลบุญ” (ผลของกรรมดี) ของตนจริง ก็ไมสามารถมี “อํานาจพิเศษ” หรือสิ่งศักดิ์สิทธิ์หรือไมมีพระเจา ที่จะบันดาลอะไรได สําหรับผูมี “ผลบาป” (ผลของกรรมชั่ว) ของตนจริง ก็จะมีซาตาน ผีราย (ความทุกข ความเลวรายในชีวิต) ที่จะดลบันดาลใหแมเจาตัวจะไมอยากได ก็จะไดจะเปนไปตามฤทธิ์แรงแหง “ผลบาป” ของผูนั้น ๆ ซึ่ง “กรรม” ยิ่งใหญและสําคัญดวยเหตุวา “กรรม” เปนความสําคัญสําหรับชีวิตมาก “พระพุทธเจา” ทรงตรัสทั้ง 5 ไววา “กัมมัสสโกมหิ – กัมมทายาโท – กัมมโยนิ – กัมมพันธุ – กัมมปฏิสรโน (พระไตรปฎกเลมที่ 14 ขอ 581) “กัมมัสสโกมหิ” หรือคําตรง ๆ วา “กัมมัสสกะ” นั้นมีความหมายเดียวกัน หมายความวา “ กรรม” ใดใครทําก็เปนทรัพยของตนทั้งหมด ไมวา “กรรม” นั้นทําในที่ลับหรือในที่แจง “กรรม” ไมวาจะนอยจะเล็กละอองธุลีขนาดไหน แมแคเกิดเปน “ธาตุริเริ่มดําริ” ขึ้นในใจ (อารัมภธาตุ) หากดํารินั้นพรอมไปดวย “เจตนา” ก็นับไดทันทีวา คือ “กรรม” สั่งสมเปน “วิบาก” (ผลของกรรม) นับเปน “มโนกรรม” แลวที่เดียว อันเปนทรัพยหรือสมบัติแทของผูนั้น ๆ (คําบาลีวา “กัมม” ที่นําหนาคําตรัสทั้ง 5 นั้น ก็คือ “กรรม” ที่คนไทยรูจักนั้นเอง) ดังนั้น ณ ปจจุบันจึงหมั่นกระทําแตกรรมดี เพราะจะเปนวิบากใหมที่ถูกเก็บสะสมไวกอใหเกิดความสุขความเจริญ นั้นหมายถึง มาชําระกิเลสลางวิบากเกาและทํากรรมดีเปนวิบากใหมเพราะกุศลกรรมสามารถหยั่งอกุศลกรรมได เนื่องจากอกุศลธรรมเจริญขึ้น กุศลธรรมเสื่อมลง อกุศลธรรมเสื่อมลง กุศลธรรมเจริญขึ้น (พระไตรปฎกเลม 10 ขอ 258) การเขาใจเรื่อง 170 “กรรม” จะทําใหปฏิบัติ “ศีล” ได และถาไมมีปญญาแทจะไมมีศีลขั้นพนทุกขได ดังนั้นคนไมมีปญญาจะไมมีศีลเพียงพอที่จะทําใหพนทุกข สรุปวา ถาปฏิบัติศีลดวยปญญา (ศีล สมาธิ ปญญา) อยางตั้งมั่นจะรักษาโรคได “พระพุทธเจา” ไดตรัสไววา “ ดูกรพราหมณ ขอนี้เปนอยางนั้น ขอนี้เปนอยางนั้น ปญญาอันศีลชําระใหบริสุทธิ์ ศีลอันมีปญญาในบุคคลใด ปญญามีในบุคคลนั้น ปญญามีในบุคคลใด ศีลมีในบุคคลนั้น ปญญาเปนของบุคคลผูมีศีล ศีลเปนของบุคคลผูมีปญญา” ดังนั้นคนมีศีลแทจึงมีปญญาแท ศีลที่แทจริงตองนําไปสูความพนทุกขและความผาสุกได และเมื่อทําไดอยางตั้งมั่นก็จะเปนสมาธิ) (สมณะโพธิรักษ. 2557 : 50-51) ตัวอยางผลของกรรมในพระไตรปฎก เหตุแหงการอายุยืน-อายุสั้น (พระไตรปฎกเลม 14 ขอ 580-585) พระไตรปฎกเลม 14 พระสุตตันตปฎก เลมที่ 6 มัชฌิมนิกาย อุปริปณณาสก [580] สุภมาณพ โตเทพยยบุตร พอนั่งเรียบรอยแลว ไดทูลถามพระผูมีพระภาคดังนี้วา ขาแตพระโคดมผูเจริญ อะไรหนอแลเปนเหตุเปนปจจัยใหพวกมนุษยที่เกิดเปนมนุษยอยูปรากฏความเลวและความประณีต คือ มนุษยทั้งหลายยอมปรากฏมีอายุสั้น อายุยืน มีโรคมาก มีโรคนอย มีผิวพรรณทราม มีผิวพรรณงาม มีศักดานอย มีศักดามาก มีโภคะนอย มีโภคะมาก เกิดในสกุลต่ํา เกิดในสกุลสูง ไรปญญา มีปญญา ขาแตพระโคดมผูเจริญ อะไรหนอแลเปนเหตุเปนปจจัย ใหพวกมนุษยที่เกิดเปนมนุษยอยู ปรากฏความเลวและความประณีตฯ [581] พระผูมีพระภาคตรัสวา ดูกรมาณพ สัตวทั้งหลายมีกรรมเปนของตน เปนทายาทแหงกรรม มีกรรมเปนกําเนิด มีกรรมเปนเผาพันธุ มีกรรมเปนที่พึ่งอาศัย กรรมยอมจําแนกสัตวใหเลวและประณีตได ฯ ส. ขาพระองคยอมไมทราบเนื้อความโดยพิสดารของอุเทศ ที่พระโคดมผูเจริญตรัสโดยยอ มิไดจําแนกเนื้อความ โดยพิสดารนี้ได ขอพระโคดมผูเจริญ ไดโปรดแสดงธรรม แกขาพระองคโดยประการที่ขาพระองคจะพึงทราบเนื้อความแหงอุเทศนี้โดยพิสดารดวยเถิด ฯ พ. ดูกรมาณพ ถาอยางนั้นทานจงฟง จงใสใจใหดี เราจะกลาวตอไป สุภมาณพ โตเทยยบุตร ทูลรับพระผูมีพระภาควา ชอบแลวพระเจาขาฯ [582] พระผูมีพระภาคจึงไดตรัสดังนี้วา ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เปนผูมักทําชีวิตสัตวใหตกลวง เปนคนเหี้ยมโหด มีมือเปอนเลือด หมกมุนในการประหัตประหาร ไมเอ็นดูในเหลาสัตวมีชีวิต เขาตายไป จะเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาไดพรั่งพรอม สมาทานไวอยางนั้น หากตายไป ไมเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถามาเปนมนุษย เกิด ณ ที่ใดในภายหลัง จะเปนคนมีอายุสั้น ดูกรมาณพ ปฏิปทาเปนไปเพื่อมีอายุสั้นนี้ 171 คือ เปนผูมักทําชีวิตสัตวใหตกลวง เปนคนเหี้ยมโหด มีมือเปอนเลือด หมกมุนในการประหัตประหาร ไมเอ็นดูในเหลาสัตวมีชีวิต ฯ [583] ดูกรมาณพ สวนบุคคลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม ละปาณาติบาตแลว เปนผูเวนขาดจากปาณาติบาต วางอาชญา วางศาตราได มีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะหดวยความเกื้อกูลในสรรพสัตวและภูตอยู เขาตายไป จะเขาถึงสุคติโลกสวรรค เพราะกรรมนั้น อันเขาใหพรั่งพรอมสมาทานไวอยางนั้น หากตายไป ไมเขาถึงสุคติโลกสวรรค ถามาเปนมนุษยเกิด ณ ที่ใด ในภายหลัง จะเปนคนมีอายุยืน ดูกรมาณพ ปฏิปทาเปนไปเพื่อมีความละอาย ถึงความเอ็นดู อนุเคราะหดวยความเกื้อกูลในสรรพสัตวและภูตอยู ฯ [584] ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เปนผูมีปกติ เบียดเบียนสัตวดวยฝามือ หรือกอนดิน หรือทอนไม หรือศาตรา เขาตายไป จะเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก เพราะกรรมนั้น อันเขาใหพรั่งพรอม สมาทานไว อยางนั้น หากตายไป ไมเขาถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ถามาเปนมนุษยเกิด ณ ที่ใด ในภายหลัง จะเปนคนมีโรคมาก ดูกรมาณพ ปฏิปทาเปนไปเพื่อมีโรคมากนี้คือ เปนผูมีปกติเบียดเบียนสัตวดวยฝามือ หรือกอนดิน หรือทอนไม หรือศาตรา ฯ [585] ดูกรมาณพ บุคคลบางคนในโลกนี้จะเปนสตรีก็ตาม บุรุษก็ตาม เปนผูมีปกติไมเบียดเบียนสัตวดวยฝามือ หรือกอนดิน หรือทอนไม หรืศาตรา เขาตายไป จะเขาถึงสุคติโลก สวรรค เพราะกรรมนั้น อันเขาใหพรั่งพรอมสมาทานไวอยางนี้ หากตายไป ไมเขาถึงสุคติโลก สวรรค ถามาเปนมนุษยเกิด ณ ที่ใด ๆ ในภายหลัง จะเปนคนมีโรคนอย ดูกรมาณพ ปฏิปทาเปนไปเพื่อมีโรคนอย คือ เปนผูปกติไมเบียดเบียนสัตวดวยฝามือ หรือกอนดินหรือทอนไม หรือศาตรา ฯ ในพระไตรปฎกเลมที่ 32 วาดวยบุพจริยาของพระองค [392] พระผูมีพระภาคผูเปนนายกแหงโลก แวดลอมดวยพระภิกษุสงฆ เปนอันมาก ประทับนั่งอยูที่พื้นหินอันเปนรัมณียสถาน โชติชวงดวยแกวตาง ๆ ในละแวกปา อันมีกลิ่นหอมตาง ๆ ใกลสระอโนดาต ตรัสชี้แจงบุพกรรมทั้งหลายของพระองค ณที่นั้นวา ดูกรภิกษุทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงฟงกรรมที่เราเคยทํามาแลวของเรา “ในกาลกอนเราเปนนายโคบาล ตอนโคไปเลี้ยง เห็นแมโคกําลังดื่มน้ํา ขุนมัว จึงหามมัน ดวยวิบากนั้น ในภพหลังสุด (แม) เราจะกระหายน้ําก็ไมไดดื่มน้ําตามใจปรารถนา” “ในกาลกอนเราเปนเด็ก (ลูก) ของชาวประมงอยูในหมูบานเกวัฏฏคาม เห็นคนทั้งหลายฆาปลาแลวเกิดความโสมนัส ดวยวิบากแหงกรรมนั้น ความทุกขศีรษะ (ปวดศีรษะ) ไดมีแกเรา ในเมื่อเจาชายศากยะทั้งหลายถูกเบียดเบียน พระเจาวิฏฏภะฆาแลว” “เมื่อกอนเราเปนหมอรักษาโรค ไดถายยาใหเศรษฐีบุตร (ตาย) ดวยวิบากกรรม โรคปกขันทิกาพาธ (บิดทองเสีย) จึงมีแกเรา” 172 “ในกาลนั้นเมื่อนักมวยกําลังชกกัน เราไดทํารายบุตรของนักมวยปล้ํา ดวยวิบากแหงกรรม ความทุกขที่หลัง (ปวดหลัง) ไดมีแลวแกเรา” “ในกาลกอน เราเปนนายทหารราบ (เปนแมทัพ) ฆาบุรุษเปนอันมากดวยหอก ดวยวิบากแหงกรรมนั้น เราถูกไฟไหมอยางเผ็ดรอน อยูในนรก ดวยผลอันเหลือแหงกรรมนั้น บัดนี้ไฟนั้นยังตามมาไหมผิวหนังเราที่เทาของเราทั้งสิ้นอีก เพราะกรรมยังไมพินาศไป” “เราชื่อโชติปาละ ไดกลาวกับพระสุคตเจา พระนามวา กัสสปะในการนั้นวา จะมีโพธิมณฑลแตที่ไหน โพธิญาณทานไดยากอยางยิ่ง ดวยวิบากแหงกรรมนั้นเราไดประพฤติกรรมที่ทําไดยากมาก (ทุกรกิริยา) ที่ตําบลอุรุเวลาเสนานิคม ตลอด 6 ป แตนั้นจึงไดโพธิญาณ แตเราก็มิไดบรรลุโพธิญาณอันสูงสุดดวยหนทางนี้ (ทุกรกิริยา คือนั่งหลับตาทําสมาธิ นิ่ง หยุดคิด ทรมานตนเกินความพอดี) เราอันบุพกรรมตักเตือนแลวจึงแสวงหาโพธิญาณโดยทางที่ผิด” พระไตรปฎกเลมที่ 15 ขอ 401 พระผูมีพระภาคเจาตรัสวา “สัตวทั้งหลายทั้งปวงตองตาย เพราะชีวิตมีความตายเปนที่สุด สัตวทั้งหลายจักตองไปตามกรรม เขาถึงผลแหงบุญและบาป คือ ผูมีกรรมเปนบาปจักไปสูนรก (ความทุ

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน

pdfa8.บทที่ 4.pdf
27 เมษายน 2562
pdfa13.ภาคผนวก.pdf
27 เมษายน 2562
pdfa5.บทที่ 1.pdf
27 เมษายน 2562
pdfa6.บทที่ 2.pdf
27 เมษายน 2562
pdfa9.บทที่ 5.pdf
27 เมษายน 2562
pdfa7.บทที่ 3.pdf
27 เมษายน 2562
pdfa4สารบัญ.pdf
27 เมษายน 2562
pdfa11.บทที่ 7.pdf
27 เมษายน 2562
pdfa1.ปก.pdf
27 เมษายน 2562
pdfa3.บทคัดย่อ.pdf
27 เมษายน 2562