สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยโลกุตระสามเส้า.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(การเมืองบุญนิยม) ตอน ประชาธิปไตยโลกุตระสามเส้า เมืองไทยเราสังคมสิ่งแวดล้อมเป็นโลกุตระแล้ว แม้ผู้หลงโลกียะทุนนิยม ก็ไม่มีปัญหาหรอก เพราะว่าแกนหลักเป็นโลกุตระแล้ว ไม่ได้แกล้งเสแสร้ง แต่เป็นจริงแล้ว หากใครมองออก ปรากฏการณ์ Bomb of love ในหลวงรัชกาลที่ 9 สวรรคต เป็นคุณค่าที่ท่านทรงงานมา เป็นปรากฏการณ์ ที่ท่านทรงงานมา 70 ปี ความรู้ลึกๆของจิตวิญญาณแต่ละคน จะเป็นตัวรู้ ตัวรู้ที่เป็นโลกุตระนั้นบังคับกันไม่ได้ โลกุตระนั้นบังคับไม่ได้หากจิตใครไม่มีแล้วจะไปบีบบี้อย่างไรก็ไม่มีทางรู้ได้ เข้าใจไม่ได้หรอก มันเป็นคุณค่าเป็นสิ่งประเสริฐวิเศษที่สุด พวกที่ไม่รู้จริงๆ ดีไม่ดีเข้าใจผิดด้วยว่าเป็นสิ่งต่ำ พวกที่เข้าใจโลกุตระต่ำเท่าไหร่ก็ยิ่งผิด แต่ผู้ที่รู้ว่าสูงแล้ว มันก็จะได้ ไม่ใช่เรื่องแกล้งเสแสร้งหรือเป็นแฟชั่นนิยม รสนิยมหรือค่านิยมของสังคมหมู่กลุ่มชักชวนไม่ใช่ เพราะว่ามันเกิดที่เดียวพร้อมกัน เมื่อในหลวงสิ้นพระชนม์มันเกิดเลย เป็นเรื่องสัจจะออกมาจากจิตวิญญาณ ไม่ใช่เรื่องแฟชั่น ไม่ใช่โลกียะ นี่เป็นสิ่งที่ยืนยันอีกอย่างมันไม่ใช่โลกียะ เป็นเรื่องสวยงามเป็นเรื่องหรูหรา ไม่ใช่ แต่เป็นเรื่องมักน้อยสันโดษ ขาดทุนของเราคือกำไรของเรา แบบคนจน แบบรับใช้ประชาชน เสียสละด้วยความบริสุทธิ์ใจอย่างนี้ พูดยังไม่หมดนะ เป็นคุณสมบัติพิเศษที่ในหลวงทรงพระจริยวัตร มา 70 พรรษา ที่อาตมาพูดนี้ยังน้อยไม่ครบ แต่เจ้าของธาตุรู้แต่ละคนย่อมรู้เอง เป็นอิสระเสรีภาพ ไม่ใช่เรื่องแฟชั่น ไม่มีใครทำเป็นแบบแฟชั่น อาตมาก็ยังดันไม่ใช่ทุรดัน ดันทุรัง แต่เป็นสุรดัน ดันสุระ แต่ลึกๆเขารู้แล้ว ถ้าอาตมาทำนี้เขาไม่เชื่อน้ำยาน้ำมนต์ จะไปนำเสนออย่างไรเขาก็ไม่เอาใจใส่ อาตมาไม่ได้น้อยใจ อัตราการก้าวหน้ายังไม่คูณ ยังเป็นบวก อ
อ่านต่อ
าตมายังหวังใจว่า ถ้าอาตมาอยู่ก็จะทำไปด้วยกัน อาตมาจะยังไม่ตายง่ายๆ ถ้าไปถึงสองหรือสามนักษัตร อาตมายื้อมาแล้ว 1 นักษัตร มันมีปฏิภาคทวี ถ้าต่อไปอาจบวกไปถึงคูณได้ ถ้านักษัตรที่สาม อาตมาว่าถ้าอายุ 108 ฉลุย ถ้าอาตมาไปได้อีก Coefficient จะสูงมากเป็นมนุษย์แข็งแรงด้วยนะ ไม่ใช่เป็นมนุษย์ที่เสื่อม จะแปลกมากเลย อาตมาอายุ 108 ปี ถ้าไปถึง 144 ปี ก็อาจต้องหามอาตมาไปหน่อยสิ แต่จะสดใส สรีระกายเท่านั้น แต่ใจมันดี กล้ามเนื้อสรีระไม่แข็งแรงแล้ว อย่างไรๆ รูปธรรมก็เสื่อมมากกว่านามธรรมแน่ พอเข้าใจนะ ที่อาตมาอธิบายนี้ พวกคุณฉลาดช่วยอาตมา อาตมาเก่งได้เท่านี้
เข้ามาสู่สภาพของการเมือง การเมืองทุกวันนี้ทางโลก อาตมาก็ชี้เหตุปัจจัยทางโลกมาเป็นองค์ประกอบที่ example เป็นตัวอย่างที่เป็นตัวที่เอามาใช้อธิบาย ประกอบ ก็คงพอจะอ่านออกพอจะเข้าใจได้โดยปริยาย ยกตัวอย่าง อเมริกา จีน รัสเซีย ไม่ว่าจะเป็นบทบาทการเมืองเศรษฐกิจสังคม จากบทบาททางภายนอก องค์ประกอบต่างๆทางรูปธรรมพอเข้าใจได้ ขอให้เรามั่นใจเจตนารมณ์ของเราว่า เราเป็นผู้ที่เป็นประโยชน์ เราเป็นผู้เสียสละ เป็นผู้ที่เอาทุนของเราให้ไปได้ ไม่ใช่ไปเอาทุนของคนอื่น ทุนจริงของเราตั้งแต่ทุนที่เรามีเป็นวัตถุจนถึงนามธรรม จนถึงความรู้จนถึงจิตวิญญาณที่เสียสละอีกก็ยิ่งเป็นความบริสุทธิ์ใจไม่มี Boomerang ไม่มีเส้นโค้งที่งอมาให้แก่ตัวเอง ทำของเราให้ตรงอย่ามางอโค้งบูมเมอแรงมาหาตัว เสียสละไป ซึ่งอาตมามั่นใจว่าอยู่กับหมู่กลุ่มนี้คุณจะตรงอย่างไรก็แล้วแต่ สำหรับตัวเองนี่ไม่ตาย เจริญน้อยเท่าไหร่มันก็ไม่ตาย เขาไม่ปล่อยให้ตายง่ายๆหรอก ปฏิบัติธรรมหน้านองน้ำตาอยู่ ฝืนทนอย่างไรก็ดำเนินไปได้อย่างดีสุดกำลังจะเป็นไป เราทำดีที่เรา มันจะเป็นการช่วยเหลือสังคม ช่วยเหลือกลุ่มหมู่ ช่วยเหลือประเทศชาติ ช่วยเหลือไปถึงโลก ด้วยลักษณะที่แท้มันซ้อนลึก นี่เป็นสุดยอด Ultimate Absolute สิ่งที่สูงสุดดีที่สุดเก่งที่สุดแล้ว ในพฤติกรรมของมนุษย์ อันนี้ เพราะฉะนั้นร่วมกันทำสิ่งนี้ ขึ้นไปๆ เพื่อพิสูจน์ เรารับใช้ประชาชน เราเองพอกินพอใช้ ชีวิตของเรายังก้าวหน้าดี แข็งแรงดีตลอดเวลาเลย สังเกตุอะไรตัวเองมีข้อบกพร่องก็ตรวจสอบแก้ไขปรับปรุง หลายคนอาจไม่นึกคิดว่า เราจะอยู่ได้ในสังคมนี้ แต่อยู่ไปทำถูกต้องและดีจะเป็นจะได้เอง ก็ไม่ต้องเสียใจแม้เราอยู่ไม่ได้นาน ก็ไม่เป็นไร อย่าไปเสียกำลังใจ เราจะรีบตายไปก่อน ก็ยังเหลืออีกหลายสิบปีเกิดมาอีกก็ยังทัน 20-30 ปีก็ยังทันแน่นอน คุณไม่ต้องกลัวหรอก ทัน ไม่ต้องไปกังวลเลย เราทำให้จบก็ไม่จบมันก็น่าเสียดาย อย่างอสิตดาบส เปล่งกล่าวแล้วร้องไห้ พระพุทธเจ้าประสูติแล้วแต่ตัวเองต้องตายก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ สิ่งนี้เป็นสิ่งซ้อนไม่ใช่เดา แต่มีความรู้แล้วอธิบายได้ เป็นอจินไตยลึกซึ้ง ในเมืองไทยนี้อาตมาก็พูดอย่างมั่นใจว่า เมืองไทยเป็นโลกุตระ เริ่มตั้งแต่ในหลวงร.9 ได้ทรงความสุดยอดของมวลมนุษยชาติ อาตมาก็ร่วมมา บารมีอาตมาปางนี้ก็เป็นได้อย่างนี้ก็พยายามทำทางนามธรรม ทางรูปธรรมในหลวงก็แสดงก่อน คนรู้ได้ชัดเจนก่อนนามธรรมก็จะตามมา ในหลวงไม่ได้ออมมือ ท่านทรงมีพระวิริยะอุตสาหะขยันจริงๆ ขยันแม้ท่านทรงประชวรก็ทุ่มเท สุดยอดจริงๆ เพราะฉะนั้น ระมัดระวังอย่าไปเอาอย่างจนตัวเอง over ตัวเราก็เท่านี้ เราเอาอย่างนี้เราตายนะ เกินตัวเราไม่ได้เราตาย ใช้พลังงานเกินใช้ความอุตสาหะวิริยะเกิน เหมือนพระพุทธเจ้าตรัสว่าเราไม่พักเราไม่เพียร นี่คือสุดยอด เราข้ามโอฆสงสารได้ เป็นผู้พ้นฝั่งไปถึงนิพพาน เราไม่พักเราไม่เพียร อนายูหัง อัปปัติฏฐัง 2 คำนี้ลึกซึ้งมาก ท่านตรัสกับเทวดา คือจิตวิญญาณที่สูงส่งของตัวเอง ท่านก็ว่า เราไม่พักอยู่ (อัปปติฏฐัง) เท่ากับยังเพียรต่อไป เราไม่เพียรอยู่ (อนายูหัง) เท่ากับพักหรือไม่ต่ออายุอิทธิบาท เราเป็นผู้ข้ามโอฆสงสารได้แล้ว (โอฆมตรินติ) เมื่อใดเรายังพักอยู่ (สันติฏฺฐามิ) เมื่อนั้นเรายังจมอยู่โดยแท้ เมื่อใดเรายังเพียรอยู่ (อายูหามิ) เมื่อนั้นเรายังลอยอยู่โดยแท้ เราไม่พัก เราไม่เพียร ข้ามโอฆะได้แล้วอย่างนี้แล ฯ (พตปฎ. เล่ม 15 ข้อ 2) เราต้องจัดสรรความพักกับเพียรให้สมดุล แล้วจะเกิดสัมประสิทธิ์ อัตราก้าวหน้า อย่างพอเหมาะพอดี ปโหติ ในมรรคองค์ 8 มี สัมมาทิฏฐิอย่างพอดีพอเหมาะ ก็จะเกิดสังกัปปะที่พอเหมาะพอดี เมื่อจัดสรรสังกัปปะให้พอเหมาะพอดีก็จะเกิด วาจาที่พอเหมาะ แล้วจะเกิด กรรม 3 กัมมันตะอันพอเหมาะ กัมมันตะจัดสรรได้พอเหมาะพอดี จึงเกิดอาชีพที่พอเหมาะ อาชีพที่พอเหมาะจึงเกิดสติที่พอเหมาะ แล้วเกิดวายามะอันพอเหมาะ จึงเกิดสมาธิที่พอเหมาะ สมาธิที่เกิดพอเหมาะจึงเกิด สัมมาญาณ สัมมาวิมุติพอเหมาะตามลำดับ เรียกว่า สัมมัตตะ 10 หรือมหาจัตตารีสกสูตร คือโลกียะ 20 โลกุตระ 20 ทั้งอนุโลมและปฏิโลม สิ่งเหล่านี้พวกเราโชคดีมากที่มีหลักฐานตามคำตรัสของพระพุทธเจ้า อาตมาจึงหยิบมาขยายความ พวกเรามีสภาวะจริง จึงเชื่อว่าเราปฏิบัติจริงได้ผลของเราเอง อย่างท่านตรัสจึงเชื่อ เราไม่ได้เชื่อเพราะเป็นคำสอนพระพุทธเจ้า ไม่ได้เชื่อเพราะเป็นครูบาอาจารย์ ไม่ได้เชื่ออย่างไม่มีเหตุมีผล เชื่ออย่างหน้ามืดตามัวก็ไม่ใช่ เราเชื่อเพราะเราปฏิบัติได้ผลจริงอย่างนี้ก็เลยเชื่อ อาจารย์สอนมาอย่างนี้เราก็ปฏิบัติได้ผลตรงกันอย่างนี้ สัจจะมีหนึ่งเดียวเราจึงเชื่อสิ่งนั้น แล้วก็มีเพิ่มขึ้นๆก็ยิ่งทำให้เราเชื่อมากขึ้น ไม่ได้เป็นการเชื่อที่กาลามสูตร 10 แต่เชื่อเพราะสิ่งนี้ปฏิบัติตาม เป็นกุศลจริงเราจึงเชื่อ เราก็ไม่ได้เชื่อตามอาจารย์ แต่มีธรรมะสองตามของอาจารย์และตามของเรา เราทำแล้วเราได้ผลจริงจึงเชื่อ ความจริงต่างๆพวกนี้สมมติสัจจะและปรมัตถสัจจะ 2 สภาพ ให้เป็นสภาพเดียว รวมลงกันเป็นอย่างเดียวดีแล้ว เป็นตัวชี้ยืนยันในโลก ว่าไทยเรามีสิ่งนี้ โดยเฉพาะเป็นโลกุตระ คนไหนจะมาขี้ตู่โมเมเอาไม่มีทาง คุณจะเก่งในทางเอาพยัญชนะโวหารมาสร้างอย่างไรก็ตาม ก็เป็นของปลอม มันไม่ใช่ของแท้ก็ไม่มีทาง ของจริงที่เราพากันทำ จึงไม่ต้องไปกังวล เป็นสัจจะสองที่รวมกันพอเหมาะพอดี ด้วยสัจจะที่เป็นหนึ่ง อันนี้แหละจะนำพาความจริงนี้ไปยืนยันต่อมนุษยชาติในโลก เขาก็จะยอมรับนับถือว่าอย่างนี้จริง แม้จะช้าจะเร็วก็ขึ้นอยู่กับสัจธรรมที่มันมีจริง ถ้ามันมีจริงหนึ่ง สองความต้องการของคนมีปัญญา ว่าเขาจะมาเอาโลกุตระ สองส่วนนี้มาประกอบกันก็จะรู้เองเราบังคับไม่ได้ หนึ่งของเราเองก็ไม่รู้ว่าได้มากเท่าไหร่เราก็รู้ของตัวเรา คนใกล้ชิดก็ยังรู้กันไม่หมดเลย อย่างไรแค่ไหน
ธรรมะที่เป็นโลกุตระอย่างนี้ อาตมาก็เอาหลักเกณฑ์ สูตร ที่ควรขยายความให้เข้าใจว่า ถ้าเป็นประชาธิปไตย ขยายความตั้งแต่ ประชาธิปไตย 1 ขา 2 ขา จนถึง จะเรียกสามขาหรือสามเส้า ซึ่งมีกษัตริย์มีประชาชนมีจิตวิญญาณ สามเส้านี้ ประชาธิปไตยที่มีสามเส้า กษัตริย์ก็มีโลกุตระ ประชาชนก็มีเนื้อหาเข้าโลกุตระทางจิตวิญญาณมีจำนวนปริมาณคุณภาพพอเป็นไป จิตวิญญาณเป็นประธานสิ่งทั้งปวง จิตวิญญาณเป็นตัวชี้บอกว่า มนุษย์พวกนี้จิตวิญญาณเข้าขีดโลกุตระนะ เป็นประชาชนก็ตาม กษัตริย์นั้นแน่นอนอยู่แล้ว ประชาชนมีคุณสมบัติโลกุตระจิต หรือจิตวิญญาณเป็นโลกุตระ สามเส้านี้ จึงจะเกิดความเป็นจริงที่สังเคราะห์เป็น cyclic order เป็นระบบระเบียบดำเนินไป จึงจะเป็นประชาธิปไตยโลกุตระ เพราะฉะนั้น ไม่ต้องไประแวงว่าจะมีเศษของทุนนิยม มีเหตุปัจจัยคนนั้นคนนี้มาร่วมแบ่ง จริงๆแล้ว ถ้าเราเสียสละ ถ้าเราเป็นผู้ได้ให้ แจ็คหม่าจะมาเอาเราก็ได้ให้ แต่ถ้าเราให้แจ็คหม่านี้ ไม่ได้หมายถึง เขาจะเอาไปเป็นของตัวเอง เอาไปเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่นแม้จะเป็นคนจีน ไม่ใช่ว่าจะเอาไปขูดรีดจากคนจีนอีก ไม่ได้ ตอนนี้เรายังไม่ชัดเจนเท่าไหร่ว่า แจ็คหม่าจะมีอย่างนั้นหรือเปล่า แต่เท่าที่อาตมาดูแล้วท่าที แจ็คหม่า จะมีอะไรดีๆ ถ้าไม่เช่นนั้นเขาไม่เลือกประเทศไทย เพราะว่าประเทศไทยไม่ใช่ประเทศรวย ประเทศอื่นรวยกว่าประเทศไทยมีเยอะ อย่างน้อยตอนนี้เทียบประเทศไทยกับบรูไน หรือสิงคโปร์ แจ็คหม่าควรไปเอาที่บรูไนหรือสิงคโปร์ นี่ก็คือเครื่องชี้วัดว่าแจ็คหม่าไม่เอา สมบัติวัตถุบรูไนหรือสิงคโปร์ก็เยอะกว่าไทยมากมาย เขาควรไปเอาที่โน่น นี่เป็นเครื่องชี้วัดจากภูมิธรรมอาตมาแล้วเอาไปอธิบายให้พวกเราฟัง เห็นสอดคล้องกับอาตมาไหม?
610423_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศีลเป็นตัวกำหนดอธิจิตจนถึงเวทนาแท้