สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นตัวกำหนดอธิจิตจนถึงเวทนาแท้_.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน ศีลเป็นตัวกำหนดอธิจิตจนถึงเวทนาแท้ ศีลเป็นตัวกำหนด อธิจิต อธิปัญญา อธิมุติ คือจิตที่วิมุติไปตามลำดับ สูงสุดเป็น วิมุติ บริบูรณ์ ก็เรียกวิมุติ และวิมุติญาณทัสสนะ ท่านแปลอธิมุติว่าจิตที่โน้มไปสู่ที่สูงที่สุด สัมโพธิปรายนะ ถ้าเราสามารถกำหนดศีลไปตามลำดับ อย่าไปอวดดี เอาศีลมากๆ เอาศีลน้อยก่อน จนกว่าเราจะมีปัญญา ศีลเป็นต้นทาง เราเกี่ยวข้องกับสัตว์ เกี่ยวข้องกับของ เกี่ยวข้องกับรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสกามคุณ 5 แล้วก็มีจิตหลงใหลรสพวกนี้ สมบูรณ์แล้วศีล 3 ข้อนี้ยิ่งใหญ่ที่สุด แล้วก็ศึกษาชีวิตจริงที่เราสัมผัสกับสัตว์สัมผัสกับของ ถนัดอะไร ก็ทำก่อน ถนัดทางของ ถนัดทางสัตว์ ถนัดที่สัมผัส 5 แล้วก็อ่านได้ ยิ่งดีเลย ถ้าถึงขั้นรู้ทันและรู้ดีในสัมผัส 5 นี่เป็นตัวเหตุแท้ จับสัมผัสแล้วก็เข้าหาโลกียรสกับโลกุตรรส โลกียรสก็เข้าหาโลกีย์จัดจ้านมากขึ้น หากคุณสามารถชัดเจน อาการ ลิง นิมิต รู้จักอาการที่มันเสพโดยเฉพาะเวทนา เวทนา 108 เริ่มจาก เวทนา 2 เวทนา 3 เวทนา 5 เวทนา 6 เวทนา 18 เวทนา 36 เวทนา 108 นี่เป็นเวทนา 7 สังขยา เวทนา 2 คือเวทนาทางกายกับจิต เรียก กายิกเวทนากับเจตสิกเวทนา คำว่ากายหากเข้าใจหยาบๆว่าคือร่างกาย เจตสิกคือจิตใจก็ยังพอไหว สัมผัสภายนอกกับภายในเกิดเป็น เวทนา 3 สุข ทุกข์ อุเบกขา อุเบกขาเป็นโลกีย์ก็ได้ว่างๆเซ็งๆเบื่อๆได้ เกิดสภาพสามอย่างนี้ ไม่สุขไม่ทุกข์อุเบกขา เป็นฐานนิพพาน แต่ถ้าเป็นโลกียะมันก็แค่พักยกหมุนเวียน ดีไม่ดีไม่พักยกเลยต่อไปเรื่อยๆ กิเลสก็ยิ่งหนาและเร็ว แต่ถ้ารู้อุเบกขาโลกุตระ เนกขัมสิตอุเบกขาต่างจาก เคหสิตอุเบกขา จะแยกได้ต้องเกิดจากทวาร 6 ตาหูจมูกลิ้นกายใจที่มันเกิดพลังงานที่มันสุข มันทุกข์ หรือมันไม่สุขไม่ทุกข์ จากพลังงานที่ต
อ่านต่อ
าหูจมูกลิ้นกายใจหกทวารนี้สัมผัสสังเคราะห์กัน สังขารกัน จากรูป นาม เมื่อมันสัมผัสแล้วเกิดสุขก็อ่านออก เกิดทุกข์ก็อ่านออก หรือ ไม่เกิดสุขหรือทุกข์ก็อ่านออก แล้วแยกได้ว่าอย่างเป็น เนกขัมสิตอุเบกขา ต่างจาก เคหสิตอุเบกขา แยกออกว่ามันต่างจากกันอย่างไร เป็นเวทนาที่เป็นมโนปวิจาร 18 เกิดทางตาหูจมูกลิ้นกายใจที่สัมผัสแล้วเกิดอาการ แม้แต่ในจิตเองเป็นรูป อรูป ก็นับได้ 6 ทวาร มีหก ความรู้สึก มันก็เกิด เป็นสุข เป็นทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์ได้ อีก 3 คุณเข้าใจ ทำอย่างนี้เป็นเนกขัมมะ คุณก็สามารถมีวิธีการอุบายโกศล มีวิธีปฏิบัติ ที่อาตมาสอนแล้วสอนอีก จึงสามารถทำเนกขัมมะในจิตได้ จะรู้ความจริงตามความเป็นจริง คนที่จะแยกเคหสิตเวทนา มโนปวิจาร 18 กับเนกขัมสิตเวทนา มโนปวิจาร 18 คุณแยกความแตกต่างที่เป็นลิงคะ นี่คือข้อชี้บ่งว่าคนจะทำโลกุตระหรือโลกียะได้อยู่ที่มโนปวิจาร 18 คนไปนั่งหลับตาสะกดจิต ไม่ได้เรียนรู้ตาหูจมูกลิ้นกายใจที่กระทบ เอาแต่อยู่ข้างใน ก็อยู่แต่ภูมิธรรมเก่าของคุณ ก็อาจจะทำให้กิเลสลด แล้วบางทีสามารถทำให้กิเลสดับได้ถึงขั้นอาสวะสิ้นได้ แต่แน่นอนถอนถึงอนุสัยไม่ได้แน่ ผู้ที่สามารถเข้าใจอาการ ความแตกต่างเรียกว่า ลิงคะ นิมิต อุเทศ ของเคหสิตะ แล้วคุณก็มีเครื่องหมาย นิมิต ลักษณะอาการอย่างนี้ พฤติอย่างนี้ อันนี้แหละคุณก็หมายใจเอาเอง ทำเครื่องหมายสำคัญมั่นหมายเอาเอง ของใครๆ เรียกว่าสัญญาของตัวเอง คุณก็จะรู้สภาพอย่างนี้ว่าอย่างนี้คือเคหสิตะ อย่างนี้เนกขัมมะ คุณก็ทำได้ หากไปนั่งหลับตาทำสมาธิไม่มีองค์ประกอบบริบูรณ์ มโนปวิจาร 18 ไม่มีเนกขัมมะเคหสิตะ ตีทิ้งได้เลยว่า ไม่สามารถทำนิพพานให้ตัวเองได้ ไม่สามารถเป็นอรหันต์ได้ ผู้ที่อาสวะบางอย่างสิ้นได้ ก็ไม่ได้เป็นอรหันต์ เพราะว่าอรหันต์จะต้องเป็นผู้ที่มีอาสวะสิ้นทุกอย่าง เป็นปัญญาวิมุติ ปัญญาต้องมีภายนอกด้วย ปัญญาแต่ภายในไม่ได้ เป็นได้แค่สัญญาเท่านั้น สัญญามีแค่เศษวรรค มีแต่อัญญะที่มีแต่สัญญาไม่มีปัญญา ไม่สามารถบรรลุเป็นอรหันต์ได้ ต้องมีธาตุรู้ถึงปัญญาไม่ใช่แค่สัญญา หากไม่สามารถทำเวทนาในเวทนาเป็นกรรมฐาน ไม่ใช่ไปทำกสิณ 40 สะกดนิ่งให้จิตเป็นเครื่องเกาะอย่างนั้นสมถะ ไม่มีวิปัสสนาที่ต้องมีธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์ หากธัมมวิจัยสัมโพชฌงค์ทำงานไม่สมบูรณ์แบบ องค์ 6 ของปัญญาไม่เกิด ปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ เป็นคุณภาพของปัญญาที่เพิ่มขึ้น ปัญญามีธาตุรู้โลกุตระแล้ว ปัญญินทรีย์มีผลเพิ่ม จนสูงสุดปัญญาพละ ต้องมีมัคคังคะ มีกรรมกิริยาต่างๆ ทำการงานอาชีพทำงานทุกอย่าง ต้องอ่านจิตให้ทัน ทั้งในขณะพูด ขณะขบคิดในสังกัปปะ 7 หากจะสอนให้ไม่คิดเลยอย่างอาจารย์บูรพาก็น่าสงสาร ไม่คิดจริงไม่มีปัญญามันตรงกันข้ามกันเลย มันต้องมีวิจัยวิจารอย่างถูกต้องสำคัญ จึงเป็นเรื่องลึกซึ้งที่เห็นแล้วก็น่าสงสาร อาตมาถึงบอก และพยายาม แต่เป็นความจริงใจของอาจารย์บูรพา แต่น่าจะมาศึกษาทางด้านอาตมาบ้าง อาตมาเชื่อว่าภูมิธรรมของอาจารย์บูรพาน่าจะเข้าใจ เทน้ำชาออกจากถ้วยบ้าง จะได้ประโยชน์ไม่น้อยจะเป็นอาจารย์ที่มีประโยชน์มาก เพราะว่ามีแฟนคลับเยอะ ในยุคนี้สายเจโตจะมีลูกศิษย์ลูกหามากกว่าสายปัญญาอย่างอาตมา หากทางโน้นได้ก็จะช่วยได้เยอะ ทางเจโตขยายความไม่ได้มาก แต่มีคนมาศรัทธามาก หากรู้ ปัญญาจะเกิดได้ต้องครบองค์ 6 มีภายนอก มีการทำงานมีการอาชีพ ต้องเปิดทวาร 5 สัมผัสครบทวาร 6 ไม่ใช่ไปนั่งหลับตาแล้วมีแต่ทวารจิตทวารเดียวก็หมดทางเลย ไม่มีทางพัฒนาออกเลย มันเป็นเดียรถีย์ เป็นแบบนี้กันเยอะในสังคมโลก เข้าใจไม่ยากหรอก แต่มันไม่เป็นความอัศจรรย์ไปตามลำดับ เป็นตรรกะเสียเยอะ มันไม่มีสมมุติสัจจะ เป็นปรมัตถ์ที่เป็นวิมานปลอมเก๊ ตรรกะเยอะ สูญเสียมาก เป็นเรื่องอนาคต พวกที่นั่งหลับตาสมาธิเรียกว่าเจโตสมาธิ ในพรหมชาลสูตร เกิดทิฏฐิ 44 ทิฏฐิ ถ้าเป็นความจริงที่คุณมีมาเก่าก็มี 18 เท่านั้น อดีตมี 18 แต่อนาคตมี 44 อนาคตสร้างวิมานปลอมได้เยอะเป็นวิมานปลอมเก๊เยอะ อาตมาก็ไม่เก่งพอจะขยายให้อาจารย์บูรพาได้เห็น ฝากไว้ก่อน แม้อาจารย์คนอื่นสายเจโตก็ศึกษาแบบนั้น อาตมาผ่านแบบนี้มาเยอะ แต่ไม่อยากพูด เสียเวลา พูดไปก็เหมือนที่อาจารย์บูรพาพูด เสียเวลา ทำให้คนติดได้อีก ก็บอกให้หยุดเถิด ขออภัยอาจารย์บูรพาที่ให้อาตมาได้วิสาสะอ้างอิง ทางสายโน้น คุณเปลว สีเงิน ชัชรินทร์ ชัยวัฒน์ก็อยู่ทางโน้นไทยโพสต์ ผักกาดหอมก็เช่นกัน ก็คงศรัทธาเลื่อมใสแบบนั้นมา ไม่เป็นไร อาตมาก็ไม่มีความกระเหี้ยนกระหือรือให้คนมายกยอชื่นชมหรือมาเห็นแบบอาตมา อาตมาทำเพราะจะทำ มั่นใจตนเอง ไม่ต้องให้คนอื่นมาเป็นเครื่องมือประกอบ หากไม่มีใครมายกยอมาให้กำลังใจอาตมาไม่ทำ ใครไม่ให้กำลังใจอาตมาอาตมาก็สร้างเอง ใครให้ก็เป็นของดี พูดไปแล้วเหมือนหยิ่งผยอง แต่ไม่ใช่ เป็นการพึ่งพากันทั้งนั้น
เข้าสู่ศีลแต่ละข้อ ศีลมี 26 ข้อในจุลศีลนี้เป็นอย่างมาก ถ้าเราเองไม่เชื่อว่าเหตุปัจจัยเหล่านี้แหละ ศีลแต่ละข้อ สามารถที่จะปฏิบัติได้เป็นลำดับอย่างมหัศจรรย์ คุณจะไปคิดเอาเอง อาตมาว่า เชื่อพระพุทธเจ้าหน่อยเถิดน่า ในศีลข้อ 1 2 3 ข้อ 1. ไม่ฆ่าสัตว์ ข้อ 2. ไม่ลักทรัพย์ ข้อ 3. ถือในพรหมจรรย์ ในการสัมผัสรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส กามคุณ 5 3 อย่างนี้ปฏิบัติไปให้มันได้ ถ้ามันไม่ได้ก็เอา 1 ก่อนให้ชัด ถ้าชัดแล้วจะมีอธิปัญญามีความรู้ กับสัตว์เราก็ไม่ไปเบียดเบียนเขา หวังประโยชน์ต่อกัน ส่วนข้าวของ มันเป็นของเราหรือเป็นของเขา มันไม่มีวิบาก แต่สัตว์มันมีวิบากลึกกว่า เอาเรื่องสัตว์ก่อน เบียดเบียนพืชไม่วิบาก แต่สัตว์ไปเบียดเบียนมันก็วิบาก ไปยึดมันก็เป็นวิบากผูกพัน แต่ถ้าพืชหรือของก็เอามามันก็ไม่ผูกพันไม่มีพันธกิจอะไรกับเรา เพราะฉะนั้น สบม.มาก คุณก็ทำได้ ในสัตว์ก็อย่างหนึ่ง ในของก็อย่างหนึ่ง อย่าไปก่อเกิดวิบากในการจะมาเป็นเราเป็นของเรา หากพิจารณาทำแล้วไม่ก่อวิบากทั้งผลักทั้งดูด เป็นบวกหรือเป็นลบ เป็นเราเป็นของเรา พวกเราไม่ถึงขั้นรุนแรง แต่คนรุนแรงคงฟังธรรมะอาตมาไม่ออกหรอก ส่วนรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสยิ่งเป็นแกนของอัตตาอย่างยิ่งในเรื่องกามคุณ 5 หรือรสอัสสาทะ 6 อัสสาทะคือรสชื่นใจ รสอร่อย รสที่ชื่นชอบทั้ง 6 ทาง ตาหูจมูกลิ้นกายใจ ถ้าอ่านออกรสมันก็เป็นรสของจริง รสทางตา มันจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ชอบอย่างนี้ไม่ชอบ มันก็มีรูปของมันเอง รสทางเสียง รสทางกลิ่น รสทางลิ้น รสทางสัมผัสเสียดสีเย็นร้อนอ่อนแข็ง หรือรสไม่เกี่ยวกับทวาร 5 ไม่เป็นกามคุณ 5 เป็นรสพอใจตั้งใจบำเรออัตตาเรา เป็นเฉพาะใจเรา เราได้ดังใจสมใจแบบนี้ อย่างหยาบเราก็เลิก เหลือรูป อรูป ไปตามลำดับ เล็กถึงอาสวะอนุสัย สุดยอด อาสวะ สวะแปลว่าเป็นเรา ตัวตนของเรา สก สย สว ตัวตนหยาบใหญ่คือ สก ตัวตนรองมาคือ สว ตัวตนเล็กละเอียดคือ สย ซึ่งเกิดจาก สก ใน ย ร ล ว พลังงานตัวนี้ สย ตัวน้อยเดียว ว เป็นตัวที่ 4 สก ตัว กคือตัวก่อเกิด ที่มีอยู่ เป็นตัวเป็นตน สก คือใหญ่สุด แล้วมาเป็น สว แล้วค่อยเป็น สห ย ร ล ว ส ห ฬ อํ ย เป็นพลังงานเศษวรรค เบอร์หนึ่ง ก เป็นพลังงานวรรคใหญ่เบอร์หนึ่ง สกะ ใหญ่สุด สวะ เล็กลงมา สยะ คือเล็กที่สุด อนุสยะ คือเล็กที่สุดลึกละเอียดที่สุด อาสวะจึงหยาบกว่าอาสยะ อาก็ยิ่งหยาบกว่าอนุอีก อาสวะจึงหยาบกว่าอนุสยะ ศีลกำหนดกับสัตว์ ก็อยู่แค่นั้น ขยายมาเป็นของ ของนี่มากกว่าสัตว์ แม้สัตว์ก็เรียกว่าของ คนจะเอาสัตว์มาเป็นของเรา ตั้งแต่ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา หรือไม่ก็เป็นเจ็งกิสข่านบุกรุกฆ่า เอาพลเมืองเขามา พอได้มนุษย์คนนี้ คนนี้มีวัว 1000 ตัวก็มาด้วย มีช้างม้าเอามาด้วย โบราณกาลก็เป็นอย่างนี้ ขยายจากสัตว์มาเป็นของ คน สัตว์ พีชนิยาม ดินน้ำไฟลมก็เป็นของ ที่สุดแม้แต่วิมานก็เป็นของ ยศศักดิ์ ศักดิ์ศรีก็เป็นของ รสอร่อยสุขก็เป็นของ แม้รสทุกข์ที่ยึดเป็นตัวเองอย่างโง่ๆก็เป็นของ มาโซคิส ก็ตนเองทุกข์ก็ยังชอบ พวกซาดิสม์ก็เห็นคนอื่นทุกข์แล้วชอบ มันอวิชชาโง่ แม้บอกไม่รู้เพราะว่าโง่ ใครจะบอกอย่างไรก็ยังโง่อยู่อย่างนั้น มันดันทุรังจริงๆเลย จะดันสุระหน่อยก็ไม่ได้ มันแก้ไม่ได้เลย มันดันทุระโง่อยู่ แหม..จะดันสุระโง่มาหน่อยก็ไม่ได้ เมื่อเราสามารถจะเข้าใจสภาวะเพิ่มขึ้นเยอะขึ้น การยึดเป็นเราเป็นของเราหรือจะทำลาย ไม่เป็นของเรา ก็ไม่ต้องเป็นของใคร ใครก็ไม่ควรจะได้ ทำลายเลย ใครเคยอย่างนั้นบ้าง ข้าไม่ได้เอ็งก็ต้องไม่ได้ คนบอกว่าไม่เคยทำก็เพราะว่าอาจจะไม่เคยทบทวน นี่คือยึดเป็นเราเป็นของเรา แล้วนิยามให้ชัดเจนละเอียด ยึดเป็นเราเป็นของเราอย่างเช่นไปยึดถืออารมณ์ สุขนี้เป็นของเรา สุขมันไม่มี มันมีแต่ทุกข์เท่านั้นที่เกิดขึ้นตั้งอยู่ดับไป พระอรหันต์ทุกองค์พูดอย่างนี้ เพราะฉะนั้น ชาติปิทุกขา การเกิดใดๆ ทุกข์ทั้งสิ้น เพราะยังมีอะไรที่ชื่อว่าเกิดอยู่อีกนะ จะเป็นนามธรรมละเอียดอย่างไหนก็เป็นทุกข์ แม้จะทุกข์น้อยทุกข์มาก พระอรหันต์ยังมีทุกข์ ทรถ เป็นพยัญชนะที่ละเอียดมาก ท ร ถ ท เป็นพยัญชนะ ของวรรค ต ถ ท ธ น ต เป็นตัวตั้ง ถ นิ่งแล้ว ท เคลื่อนไหว มาเป็น ทรถ ร ก็เป็นพลังงานเศษวรรค ย ร เป็นแนวระนาบ หากสามตัวเป็นวงวน ถ้าแค่สองเส้าก็เป็นระนาบ อย่างเก่งก็สี่เหลี่ยมไม่โค้ง เร็วไม่มากเท่ากับวงวน แต่ถ้าเหลี่ยมก็ติดเหลี่ยม สี่เหลี่ยม ห้าเหลี่ยม ห้าเหลี่ยมก็จะเร็วขึ้น มุมแคบลง หากร้อยเหลี่ยมก็มนแล้ว สิบเหลี่ยมก็มนเล็ก ร้อยเหลี่ยมมนใหญ่ พันเหลี่ยม แสนเหลี่ยมก็โค้งมาก ล้านเหลี่ยมมองอย่างไรก็กลม สรุปแล้ว คุณยึดสัตว์เป็นเราก็มีวิบาก ยึดพีชะ ดินน้ำไฟลมเป็นเรามันก็ไม่มีวิบากมาก ยึดอารมณ์เป็นเราโง่หนักกว่าเก่า นานกว่าสัตว์ นานกว่าของ ไม่ว่าพีชะหรืออุตุ ยึดนานกว่า เพราะมันละเอียด ไม่รู้และไม่พาทุกข์มากเท่ากับตัวหยาบ ตัวหยาบมันทุกข์เห็นๆ เลือดตกยางออกกระดูกหัก ของแตกทำลายมีเลือดพุ่งมีอะไรแตกสลาย มีร้อนแรงเผากัน ถึงขั้นประหาร พอมาเป็นพืชก็บางเบาลง ยิ่งมาเป็นสิ่งที่เป็นอากาศอรูปก็ยิ่งบางเบา แต่ยึดเป็นเรา ยิ่งเป็นอารมณ์นั้นยิ่งเป็นนามธรรม แต่เบาบางกว่าแต่กินลึกกว่า จะอยู่นานกว่าความหลงจะหลงนานกว่า เพราะหยาบนี้หลงไม่นาน เห็นได้เข้าใจได้ง่าย แต่นี่ยากกว่าเป็นสภาพหมุนรอบเชิงซ้อน มายึดสัตว์ก็เป็นวิบาก เราก็รู้โทษของมัน ถ้าเป็นข้าวของมันก็ไม่ตอบโต้ก็จะเห็นได้ว่า เลิกสัตว์ก่อน อย่าไปสร้างความเป็นเราเป็นของเรา แล้วค่อยมาข้าวของ แล้วค่อยมาอากาศมาหาอารมณ์ อารมณ์นี้มันยิ่งเป็นความโง่ซ้อน มันไม่เป็นจริงเลย แต่บุคคลตัวตนเราเขายังมีจริงเป็นจริง แต่อารมณ์นี่เป็นของคุณเอง คนอื่นไม่รู้กับคุณหรอก ยิ่งคุณเสแสร้งปกปิดเก่ง ฉันเหมือนคนนิพพานแต่แท้จริงวุ่นมุ่นในใจ เต๊ะท่าภายนอก เก่งนะไม่ใช่ไม่เก่ง ทุกคนเคยเสแสร้งมาอย่างนี้มากหรือน้อยเท่านั้น ...ฉันไม่มีอะไร ฉันว่าง สูงส่ง จิตว่างสูงส่ง บางทีจิตว่างซ้อนตัวเองด้วย นั่นยิ่งลึก ทั้งที่ไม่ว่างจริงหรอก แต่ลึกๆของคุณมันเหมือนหมาเคี้ยวเชือกหนัง คุณก็ฟั่นเชือกหนังไป เหมือนกับคนธรรพ์แทรกตัวเล็กๆที่ขนพญาครุฑ ไม่รู้หรอกไปไหนๆ นางกากีก็แอบไปเสพ ความซับซ้อนเหล่านี้เรียนรู้ให้ทัน ที่เสพรสอัสสาทะ สรุปแล้ว หยาบ กลาง ละเอียดของสามศีล คือ สัตว์ ของ สัมผัส แล้วกลับไปกลับมา ลึกกว่าละเอียดกว่ารู้ได้ยากกว่า ผูกใจได้มากกว่า เพราะฉะนั้นศีลของแต่ละคน เอามาทีละอย่าง แล้วจะเกิดปัญญารู้ตั้งแต่รูป เกิดปัญญารู้ อรูป เกิดปัญญารู้นาม จนซ้อน หยาบ กลาง ละเอียด ก็จากสามเส้า สามศีลหลักนี่แหละ ถ้าเราสามารถไม่ต้องคำนึงมาก ปฏิบัติไปแล้วจะเกิดปัญญารู้ว่ามันซ้อนลงไปในสัตว์ ซ้อนลงในของ ซ้อนในตาหูจมูกลิ้นกาย จนกระทั่งเกิดเป็นวิมาน อัตตาอยู่เป็นตัวตั้ง เพราะฉะนั้น อัตตาจึงมีตั้งแต่รวมกับภายนอก เป็นโอฬาริกอัตตา มาเป็นอนาคามี ข้างนอกกามภพของหยาบภายนอกไม่ว่าจะเป็นสัตว์ ของ กระทบทางตาหูจมูกลิ้นกาย อนาคามีภูมิเหลือแต่ในใจ ข้างนอกไม่แล้ว ข้างนอกไม่ทำเด็ดขาด ข้างนอกไม่แล้ว เหลือแต่ข้างใน ระริกระรี้อยู่ หากยังหยาบก็รูปภพ ดับรูปภพแล้วละเอียดลงไปอีก จนกว่าจะเป็นอาสวะอนุสัย ในขณะที่เป็นอนาคามีภูมิไม่ได้หมายความว่า คุณไม่ได้สัมผัสภายนอกนะ คุณสัมผัสอยู่แต่ในจิต ไม่มีอาการกิเลสไม่มีอารมณ์ ไม่ต้องสุขต้องทุกข์กับมันหรอก เลิกมาดับสนิท จิตอนาคามีเป็นอย่างนั้น แม้จะกลับไปสัมผัสก็ไม่เกิดรสอัสสาทะ ไม่เกิดรสโลกีย์ จะไปสัมผัสแตะต้อง จะไปเป็นไปมีเหมือนโลกเขามีก็ไม่เกิด แต่อาตมามีสิ่งเหล่านี้อุดมสมบูรณ์ไม่ได้ไปแย่งใคร เขาแบ่งให้กินให้ใช้เท่านี้ก็พอไม่ต้องไปชี้บอก ไม่มี เราก็รู้ว่ามีธาตุขนาดนี้พอแล้ว มันมีเยอะแยะเลย ในโลกมันมีซ้อนๆอยู่ จริงๆ อโศกนี่เป็นของใครนะ ของคุณจำลอง คุณก็เป็นคนของคุณจำลอง แต่อาตมาไม่ได้ไปริษยาคุณจำลองนะ จริงๆนะ คุณจำลองไปไหนๆ คนมาบริจาคให้มากกว่าอาตมานะ ไปไหนๆนี่มากกว่าทั้งนั้นเลย เป็นความซับซ้อน ที่ค่อยทำความเข้าใจกัน อาตมาอยู่ทุกวันนี้มีบารมีขนาดนี้ก็พอใจแล้วมันเบาสบาย มีคนช่วยมากกว่านี้จะเร็วกว่านี้ ทำได้คล่องกว่านี้ขยายผลได้มากกว่านี้ แต่ขนาดนี้ก็พอเป็นไป ตอนนี้อาตมาขยายความกว้าง บางสิ่งบางอย่างดูเหมือนใหญ่ ไม่ได้เป็นความต้องการที่อาตมาอยากใหญ่ ดูหรูหราสวยงาม เหมือนคนโลกๆ ก็เป็นไปเพื่อการทำงานไม่ได้ไปแข่งกับใคร เราสวยแบบของเราอย่างนี้ ไม่เหมือนกับทางโลกหรอก เอาอะไรมาแต่งฉากมีแต่ บักแงว ฟักข้าว บวบงู ดีไม่ดีบางทีมีดอกไม้ ถ้าหากคุณจำลองอยู่ก็จะไม่ให้ใช้ ก็ไม่ต้องไปติดใจอะไรคุณจำลองอยู่ก็เอาออกเสีย วันนี้ก็มีแต่ดอกดาหลาซึ่งก็กินได้ คำว่าสมมุติว่าสวยของเรา เราไม่ได้ไปแข่งขันไปชิงรางวัลกับใคร ใครจะมาตัดสินหรือไม่ตัดสินก็ไม่เป็นไร เราก็เอาของเราตามได้ตามมีตามเป็น ซึ่งมันก็ไม่เหมือนใครอยู่นะ อาตมาว่าศิลปินก็ชั้นยอดนะไม่เหมือนใครอัตลักษณ์ของเรา อย่างศิลปินผูกขาดอย่างนี้ มาสู่เกณฑ์ของศีลกำหนดอธิจิต หรืออธิจิตเจริญขึ้นตกผลึกแน่นตั้งมั่นคือสมาธิ สมาธิ ไปเข้าใจว่า สะกดจิตให้จิตนิ่งเป็น meditation โลกก็เข้าใจได้ว่าให้จิตรวมเป็นหนึ่งเกิด ด้วยการ เพ่ง ให้จิตรวม แต่การที่จิตเป็นหนึ่งแข็งแรงสมาธิของพระพุทธเจ้าเอาที่กิเลสหมดกิเลสไม่มี กิเลสไม่มีแล้วกิเลสลดๆๆ จนเหลือกิเลสละเอียดมาถึงเวทนา 2 แล้วเอากิเลสเวทนาเก๊ออกเหลือแต่เวทนาแท้ แล้วตกผลึก อันนี้ลักษณะมีปุงลิงค์นะเพื่ออาศัยทำงาน ถ้าจะไม่มีเลยเป็น นปุงสกลิงค์ก็ไม่ปรุงแต่ง เฉพาะตัวแต่ละบุคคล มีคนถามว่าพระพุทธเจ้าอาศัยวิหารอะไร ก็อาศัยสุญญตวิหารกับเมตตาวิหาร อาตมาก็ทำได้วิหารธรรม ขณะนี้ก็ว่างได้ เพราะจิตมันเร็วยิ่งกว่าใช้ทำงาน ที่ทำงานก็ทำงานไป ว่างก็ว่างไป พวกเราก็มี แต่มันยังไม่ชัดไม่เก่งไปหยั่งรู้ คุณก็พยายามศึกษาอ่านรู้ไป นี่เป็นสัจจะที่มีจริงเป็นจริงในมนุษย์ อาตมาก็พยายามสร้างธรรมะแบบนี้ ที่ทั้งละเอียดยากในการสื่อสารอธิบาย เป็นสัจจะที่ทำอยู่ที่ถูกต้องแล้วจึงสูงส่ง เหมือนยกยอตัวเองนี่นะ ก็ขอเอาไว้เท่านี้ก็แล้วกัน สัจจะความจริงจะยืนยันไปเรื่อยๆ
610423_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ศีลเป็นตัวกำหนดอธิจิตจนถึงเวทนาแท้