GDP แบบพุทธที่เห็นแตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยมหรือผู้ยังนับถือพระเจ้า(1).docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์14 KB
วันที่แก้ไข13 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

GDP แบบพุทธที่เห็นแตกต่างจากนักเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยมหรือผู้ยังนับถือพระเจ้า พ่อครูว่า... เขาไปเรียนจบด็อกเตอร์มาจากต่างประเทศเป็นพวกเทวนิยมทั้งนั้น น่าจะจบมหาวิทยาลัยทางพุทธศาสนาในเมืองไทยที่ประสาทปริญญาพุทธศาสนาหรือเศรษฐศาสตร์เชิงพุทธ ขออภัยเถอะที่ต้องพูดความจริง ก็ยังไม่ได้เข้าใจโลกุตระธรรมอย่างสมบูรณ์แบบอะไร เพราะฉะนั้นจึงไม่ใช่เศรษฐกิจ ที่จะรายงานตัวเลข GDP แบบพุทธได้ อาตมาลองแสลนดู ที่พูดต่อไปนี้มันเกี่ยวพันทางเทวนิยมเยอะ ทำความเข้าใจเบื้องต้นกันก่อนว่า คำว่า “พระเจ้า”นั้น เราไม่ได้หมายถึง GOD ที่ชาวเทฺวะนิยมเคารพนับถือ กันอย่างสูงยิ่ง สำหรับ GOD หรือ“พระเจ้า”ของชาวเทฺวนิยมทั้งหลายที่บูชาเคารพนับถือนั้น เราก็ให้ความเคารพอยู่เช่นกัน เพราะ GOD อันหมายถึง“วิญญาณ”หรือ “พระเจ้า”หรือ“พระศาสดา”ที่ทรงคุณงามความดีแท้กันทุกพระองค์ เราย่อมเคารพพระผู้มีคุณธรรมอันสูงส่งไม่ว่าจะเป็นชาติเชื้อใดแน่นอน แต่“พระเจ้า”ในที่นี้ที่เรากำลังกล่าวถึงนี้ หมายถึง เรื่อง“เงินๆทองๆ” ที่เป็น “วัตถุ”แท้ๆ ซึ่งคนไปหลงงมงายวุ่นวายเอาเป็นเอาตายอยู่ที่“เงินๆทองๆ”กัน โดยนับถือเงินทองเป็น GOD ยิ่งชีวิต และความรู้ความเห็นที่อาตมาแสดงออกไปนี้ เป็นความรู้ของอาตมาที่ไม่ใช่แบบโลกียะที่อาตมามีน้อยนิดจริงๆ ซึ่งเป็นความเห็นเฉพาะของอาตมา ที่อาตมาเชื่อว่าเป็นแบบโลกุตระ จึงแน่นอนว่า มันย่อมผิดเพี้ยนไปจากผู้รู้เศรษฐศาสตร์ผู้มีครู มีอาจารย์ มีตำราเรียนมากันแน่ยิ่งกว่าแน่ “เศรษฐศาสตร์” คือ “ภาวะแห่งความเป็นจริง” ที่เป็น “สัจธรรม” ทาง “จิตวิญญาณ” ซึ่งมันไม่ใช่แค่เรื่องของ “เงินๆทองๆ” ที่หลงสูงหลงมากไปด้วย “ตัวเลข” หรือนับกันแต่ “จำนวนของตัวเลขที่แข่งกันสูง แข่งกันมาก” เท่านั้น ไม่ว่าจะเป็นคณะเศรษฐศาสตร์ในโลกก็รายง

อ่านต่อ

านกันแต่ตัวเลขเป็นสำคัญ มันต้องสำคัญกันที่“จิตวิญญาณ”จึงจะดีแท้ แต่ถ้าแม้น“จิตวิญญาณ”หลงเงินๆทองๆกันหนักหนา หนักหน้ากันอย่างที่เป็นๆกันอยู่ รับรองเด็ดขาดว่า เขาแก้ปัญหาเศรษฐกิจ“ไม่เสร็จ” ไม่“จบกิจ” ขอแวะหน่อยหนึ่งว่า ชาวอโศกนี้แก้ปัญหาเศรษฐกิจจบกิจแล้วแก้ปัญหาเศรษฐกิจเสร็จ มาสำรวจได้เลย เสร็จอย่างไร จบกิจอย่างไร มาเรียนรู้เอา โดยความหมายคำว่า เศรษฐศาสตร์หรือเศรษฐกิจของสังคม ชาวอโศกไม่มีปัญหาเรื่องเศรษฐศาสตร์เศรษฐกิจ ไม่มี ยกตัวอย่างเช่น ชาวอโศกนี่ กู้เงินกันไม่ต้องเสียดอกเบี้ยเลย ในโลกเขาทำไม่ได้ เราไม่ได้ใช้คำว่ากู้ แต่เราใช้คำว่าเกื้อแล้วเงินที่เกื้อไป ไม่ได้ใช้คำว่าหนี้แต่เราใช้คำว่าเงินหนุน เงินที่อุดหนุนช่วยเหลือกัน อย่างปฐมอโศก กู้เงินจากกองกลางเอาไปซื้อที่ดิน 50 ล้าน ไม่ต้องเสีย ดอกเบี้ยสักบาท เอาเงินสดไปจ่ายด้วย เขาบอกมีด้วยหรือ จ่ายเงินสด เดี๋ยวนี้ไม่มี มีแต่เช็คเด้ง แถมเราก็บอกว่า มีก็กู้มาจากกองกลางไม่ใช่ของปฐมอโศกเองหรอก โดยไม่ต้องเสียดอกเบี้ย เขาก็ตาตั้งอีกมีด้วยหรือกู้เงินตั้ง 50 ล้านแล้วไม่เสียดอกเบี้ย เขาก็งงอีก เราก็บอกมี เออ.. โลกนี้ทุกวันนี้ยังมีอย่างนี้ด้วยหรือ นี่คือกลุ่มคนประหลาดของโลก เห็นไหม? แล้ว พวกเราเสแสร้งหรือเปล่า... ไม่ได้เสแสร้ง ทำด้วยความเข้าใจมีปัญญาบริสุทธิ์ เกื้อกูลกันช่วยเหลือเฟือฟายกัน แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ ทุกคนมีจิตวรรณะ 9 ที่อาตมา ภูมิใจมากเลยที่เอาธรรมะพระพุทธเจ้ามาเผยแพร่ให้พวกเราได้ศึกษาปฏิบัติกันมีผลสำเร็จถึงขั้นมีสาราณียธรรม 6 แล้ว พวกเราเกิดคุณธรรม มีวรรณะ 9 แค่นี้ อาตมา ก็ไม่รู้จะพูดยัง เพราะมันวิปลาสหลงผิดไปแล้ว เขาไม่รู้ตัวกันเลยหรือว่า เขาหลงบูชานับถือ“วัตถุเงินทอง-ตัวเลข”ที่หลงจำนวนตัวเลข”กันหนักหนาสาหัส อันไม่ใช่ “วิญญาณ”หรือ“ธาตุรู้”หรือ“จิตใจ” หรือ“พระเจ้า”กันเลย มาเจาะลึกวินิจฉัยกันให้ละเอียดๆดูทีรึ? ว่า อะไร? ตรงไหน? ที่มันหลงกำหนดหมายผิดๆเพี้ยนๆกันอยู่ จะได้รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง รู้จบใน“ความถูกต้องถ่องแท้ของความหลงผิดนั้น”กันเสียที อาตมาได้ข้อความต่อไปนี้ มาจาก“กูเกิ้ล”.... คำว่า GDP ย่อมาจาก Gross Domestic Product หรือแปลเป็นไทยว่า ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ แปลจากไทยเป็นไทยอีกที คือ การที่นับรายได้ที่เกิดขึ้นจากในประเทศเท่านั้น ไม่ว่าจะสัญชาติใดก็ตาม โดย GDP ประเทศไทย จะนับการคำนวณเฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นในไทยเท่านั้น แต่ถ้าเป็นคนไทย แล้วมีรายได้ที่ต่างประเทศ ไม่นับ อันนั้นเรียก GNP : Gross National Product ที่จะนับเฉพาะรายได้จากคนไทยเท่านั้น ไม่ว่าจะอยู่ประเทศใดในโลกนี้ก็ตาม เขาแถมคำว่า GNP : Gross National Product มาให้อีกด้วยนะ! ยิ่งใช้คำว่า GNP : Gross National Product นั้นแหละยิ่งเน้นหมายเจาะลงไปที่“เฉพาะรายได้ที่เกิดขึ้นของตนเองในชาติตนเองแท้ๆเท่านั้น” มันก็ยิ่งชัดเจนว่า เศรษฐศาสตร์ของชาวเทฺวนิยมโลกียะไม่มี“โลกุตระ” เศรษฐศาสตร์แบบพุทธที่เป็น“โลกุตรธรรม”นั้น แตกต่างจากเศรษฐศาสตร์ของชาวเทฺวนิยมโลกียะหรือแตกต่างจากเศรษฐศาสตร์ของชาว“ทุนนิยม”สากลทั่วไปที่มีนัยสำคัญลึกล้ำมาก แต่คนเห็นว่า“สุดโต่ง”เกินไป และเชื่อว่า ไม่มั่นคง ไม่ยั่งยืน ไม่เป็นประโยชน์ต่อคน ต่อสังคม ต่อโลก สากลคนทั่วไปเข้าใจกันตามที่ลอกมาจากที่ท่านผู้รู้ทางเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยมแปลกันไว้ ดังที่ยกมาอ้างอิงไว้ข้างบนนั้น ถ้าพินิจเข้าไปให้เข้าถึงความหมายที่ตรงเนื้อหาแท้จริงแล้ว มันกลับเพี้ยนไปจากความเป็นจริงของเนื้อหาแท้จริงที่เป็นกันอยู่ ซึ่งมีนัยสำคัญอยู่อย่างยิ่งยวดทีเดียว เริ่มประเด็นที่ 1 นั่นคือ เศรษฐศาสตร์แบบโลกุตระของพุทธ ถ้าระบุลงไปว่า Domestic ที่แปลว่า ภายในประเทศ ก็จะ“ไม่นับ”เอา“ผลผลิต”ที่ขายได้รายได้จาก“ต่างประเทศ” หรือ“ไม่นับ”เอาที่คนไทยในต่างประเทศไปมีรายได้อยู่ในประเทศอื่นเขาแล้วส่งเข้ามาให้เราในประเทศ ปนเปกันหรอก เรา“ไม่นับ”รวมเอาที่เป็น“รายได้”ที่ได้จากภายนอกประเทศ อันไม่ใช่“รายได้”ที่ได้จาก“ผลผลิต”ที่ผลิตจาก“ภายในประเทศโดยเฉพาะเท่านั้น”มารวม คำว่า “รายได้ที่เกิดภายในประเทศ”นั้น ต้องไม่รวมเอา“รายได้”ส่วนที่ได้จากต่างประเทศเข้ามารวมด้วยเลย ไม่ว่าจะเป็น“รายได้”จากสินค้าที่ไม่ใช่ผลผลิตของไทย หรือจากคนไทยที่ไปได้รายได้จากต่างประเทศเลย ก็ให้เอาเฉพาะที่เป็น“รายได้ภายในประเทศ”ที่ได้จาก“ผลผลิตภายในประเทศไทย และขายกันระหว่างคนไทยในประเทศไทยเท่านั้น” ที่นับเป็น“รายได้มวลรวมภายในประเทศ” คือ เอาของ“คนไทยที่ผลิตเองขายกันเองในประเทศไทยเอง เป็นรายได้“ทั้งเงิน ทั้งผลผลิตเฉพาะของคนไทยเองเท่านั้น”จริงๆ “ความแตกต่าง”ของแนวคิดทาง“เศรษฐศาสตร์”ของทุนนิยม หรือที่ยังเป็นแบบ“โลกียะ”ทั่วไปในโลกสากลกับแบบ“โลกุตระ”ของ“พุทธ”ที่เป็น“บุญนิยม” มีเฉพาะของพุทธนั้นมีนัยสำคัญหลายประเด็น ตามประเด็นที่ 1 ที่สาธยายมานั้น ก็คือ ทั้งๆที่ท่านนักเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยมกำหนดหมายว่า “รายได้มวลรวมที่เกิดขึ้นในประเทศเท่านั้น” แต่นักเศรษฐศาสตร์เทฺวนิยมไพล่ไปคิดเอา“รายได้”ซึ่ง“มันไม่ใช่รายได้มวลรวมที่เกิดขึ้นในประเทศเท่านั้น”ตามกำหนดหมายและพูดๆกันอยู่ทั่วไปเป็นสากลหรอกนะ! ทว่ามันเป็น“รายได้มวลรวม”ที่บวกเอารายได้จากการขายผลผลิตหรือผลิตภัณฑ์ของตนเองที่ผลิตภายในประเทศของตนเองแท้ๆ เมื่อส่งออกไปขายแก่ต่างประเทศได้รายได้มา ก็เอา“รายได้”จากต่างประเทศมารวมกันกับทั้งที่เป็น“ผลผลิต”ขายในประเทศด้วย รวม“รายได้เข้าเป็นมวลรวม” มันก็รวมเป็น“รายได้”ที่ขาย“ผลผลิต”ได้ทั้งจากต่างประเทศ รวมกับ“รายได้”ทั้งที่ขายได้ในประเทศ มันเป็นการเหมารวมปนภายนอกกับภายในเป็น“มวลรวม”ทั้งหมดหนะซี! นั่นมันไม่ใช่“การขายผลิตผลหรือผลิตภัณฑ์ของตนเองในประเทศตนเองเท่านั้น”แท้จริงกันที่ไหน? มันยัง“ขี้ตู่”ไปผนวกเอา“ผลผลิต”ที่ขายให้ต่างประเทศ แล้วได้“รายได้”จากต่างประเทศ”แถมเข้ามาอยู่ดี มันก็เป็น“รายได้มวลรวม”ที่ไปนับเอา“รายได้”จากที่ขาย“ผลผลิต”ออกไปให้แก่ต่างประเทศโน่นมา “รวมเป็นรายได้ปนเปเข้าไปด้วยอีก” แล้วหลงผิดนับว่า เป็น“รายได้มวลรวมเฉพาะภายในประเทศ” ...มันสำคัญผิดไปมั้ย? พินิจดูกันให้คมๆ แม่นๆ ชัดๆ กันเถิด พินิจกันลึกๆชัดๆคมๆแม่นๆชัดๆแล้ว จะเห็นว่า ที่ว่า “รายได้มวลรวมในประเทศเท่านั้น” หรือจากภาษาที่ว่า Gross Domestic Product นี้ มันเป็น“รายได้มวลรวม”คือ Gross ที่ถูกต้องตรงตามความกำหนดหมายกันแล้วหรือไม่ใช่? มันเป็น“รายได้มวลรวม”ที่เกิดขึ้น“เฉพาะภายในประเทศเท่านั้น”จริงๆหรือ? มันต้องเอา“รายได้ที่เกิดขึ้นจากการนับ “รายได้” อันได้ขายกันในประเทศ”เท่านั้นเป็น“มวลรวม”ตะหาก ประเด็นที่ 1 นี้ จึงเป็นการหลงผิดในการขาย“ผลผลิต”ที่ควบรวม“รายได้”จากภายนอก ของ“ผลผลิต”ที่ส่งออกไปขายนอกต่างประเทศ และหรือนับเอาของคนไทยที่ไปได้“รายได้”อยู่นอกต่างประเทศแล้วส่งเงินเข้ามาให้คนไทยในประเทศไทย ว่า เป็น“รายได้มวลรวม”เฉพาะของไทยคนไทยภายในประเทศไทยเท่านั้น ว่าเป็นการขาย“ผลผลิตไทยกันเองภายในประเทศเท่านั้น” แต่หลงว่า“รายได้มวลรวมเฉพาะภายในประเทศ” ประเด็นที่ 2 คือ ความหลงเพี้ยนๆผิดๆ ที่มักจะวิปลาสไปหลงคิดเอา“ตัวเลข”กัน มากกว่าที่เจาะให้ลึกลงไปคิดเอา“เนื้องาน”หรือ“ผลผลิตที่เกิดจากการทำงานโดยตรงของคนผู้ทำงาน”เป็นสำคัญ คนมักจะหลงผิดไปกำหนดหมายเอา“ตัวเลข”หรือ“จำนวนตัวเลข”มาเป็นเครื่องชี้ว่า เป็น“ความเจริญเนื้อแท้”ของคนกัน ไม่ว่าจะเป็นการแข่งดีทางค้าขายหรือธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันของนักการเมืองหรือพรรคการเมืองซึ่งเป็นประชาธิปไตยที่หลงสำคัญกันที่“การเลือกตั้ง” ล้วนมุ่งมั่นหมายแข่งกันที่“ตัวเลข” ไม่กำหนดหมายกันที่“การทำงานของตัวนักการเมือง”หรือกำหนดหมายกันที่“ผลงานของนักการเมืองทำจริง”มายืนยันเป็นเครื่องบ่งชี้ว่า เป็นความสำคัญยิ่งกว่า “การเลือกตั้ง” ที่แฝงไปด้วยเล่ห์กลสารพัด ประเด็นที่ 3 นั้นคือ ความเป็น“โลกุตรธรรม”นี่แหละสำคัญมากยิ่ง ได้แก่ “ขาดทุนของเรา คือ กำไรของเรา” ประเด็นนี้เองที่ชาวเทฺวนิยมโลกียะเขายังทั้งไม่รู้จักรู้แจ้งรู้จริงในความลึกล้ำของความจริงนี้ ทั้งยังไม่ได้ตั้งหน้าตั้งตาปฏิบัติกันอย่างภาคภูมิใจเต็มใจเป็นสุขใจจริงๆจังๆกันเลย ชาวพุทธที่เจริญอาริยธรรมเป็น“โลกุตระ”กันได้สำเร็จจริงๆนั้น จะนับเอา“การขาดทุนของเรา” เป็น“ความเจริญพัฒนาก้าวหน้าของเรา” ด้วยความบริสุทธิ์ใจที่จริงใจด้วย“ปัญญา”อันยิ่ง ว่า ความเป็นผู้ประเสริฐแท้จริงนั้น คือ คนผู้เสียสละ ผู้ขาดทุนให้แก่ผู้อื่น ดี แพ้ผู้อื่นได้ แต่จะไม่ยอมเป็นผู้ผิด แล้วยินดีเป็น“ผู้รับใช้ผู้อื่น-รับใช้สังคมประเทศชาติ หรือรับใช้โลก ที่ไม่ใช่ทาส หรือผู้รับจ้างเป็นอันขาด” ประเด็นที่ 4 ยิ่งชัดเจนแจ่มแจ้งที่สุดในความเป็น“โลกุตระ”ที่แตกต่างยิ่งใหญ่จากระบบ“ทุนนิยม”หรือแบบโลกียธรรม”สามัญของปุถุชน นั่นก็คือ ชาว“โลกุตระ”ผู้บรรลุอรหันต์แล้ว ไม่มีอารมณ์“สุข”กับ“การได้กำไร” และไม่อารมณ์ “ทุกข์” กับ“การขาดทุน”เลย หรือแม้แต่ผู้ยังไม่บรรลุอรหันต์ก็ตาม ที่“สัมมาทิฏฐิ”ดีแล้ว ก็จะ“ไม่ทุกข์”กับ“การขาดทุน” แต่กลับจะ“ยิ่งมีสุข”เกิดขึ้นบ้างในจิตของผู้ยังไม่บรรลุอรหันต์ ประเด็นที่ 5 นี้มันยากยิ่งมากๆเลยที่ชาวเทวนิยมโลกียะจะรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริงกันได้ นั่นคือ เครื่องชี้บ่งความเจริญก้าวหน้าของชาวโลกุตระนั้น “ตัวเลข”ที่แจ้งผลรวมสรุปของ“รายได้การค้าขายแต่ละครั้งคราว แต่ละไตรมาส หรือแต่ละ 6 เดือน หรือแต่ละปี แต่ละ 5 ปี 10 ปี อะไรพวกนี้ “โลกุตระ”จะนับเอา“ตัวเลข”ที่น้อยลงๆ ถึงเจริญสุดคือ “0” แม้แต่จะ“0”ในสังคมของเราชาวโลกุตระ ก็ยังอยู่ได้ แม้แต่เราจะขาดทุนจนหมดตัว 0 อยู่สบาย มีชีวิตพออยู่พอกิน สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ”อยู่ จึงนับเป็นเศรษฐกิจที่มีความเจริญก้าวหน้าแปลกประหลาดมหัศจรรย์ สำคัญยิ่งกว่าเศรษฐกิจที่ชาวทุนนิยมเขานับว่า เป็นความเจริญก้าวหน้าของเขาชาวโลกียะในโลกส่วนใหญ่ แม้ที่สุดเงิน“คงคลัง”ของชาวอโศกโลกุตระ ก็จะพยายามเหลือเก็บไว้ให้“น้อยที่สุด”เท่าที่จะสามารถทำการสะพัดให้ได้เร็วและออกไปมากที่สุด เท่าที่จะสามารถรักษาสภาพการอยู่ได้ในกระแสหมุนเวียนของสังคมในช่วงไม่ใกล้ไกลนัก โดยอ่านเอาจากสมาชิกของสังคมนั้นๆแต่ละสังคมว่า มี“ความสามารถ”กับ“ความขยัน”เป็นหลัก เป็นการประมาณประเมิน ประมาณ•••••••••••• นี่คือ GDP ที่อาตมามีความรู้ตามประสาอาตมาที่ได้มาจากพระพุทธเจ้า ไม่ได้มาจากตำราเทวนิยมหรือไม่ได้มาจากตำราใดๆ แต่จะได้มาจากพระพุทธเจ้าโดยตรงตั้งแต่หลายชาติมาแล้วมาถึงชาตินี้ ก็มาพาชาวอโศกทำ สร้าง GDP แบบนี้ หรือมาทำเศรษฐศาสตร์แบบนี้ คนข้างนอกฟังแล้วก็บอกว่า โพธิรักษ์ทำอะไรจะรู้เรื่องหรือไม่ ไม่แน่ อาจจะรู้ก็ได้ ประเด็นนี้แหละ ประเด็นที่เขาฟังธรรมะของชาวอโศก เอาชัดๆ ฟังธรรมะจากอาตมา เขาฟังแล้ว หาว่า พูดอะไรว่ะโพธิรักษ์ บ้าหรือเปล่า? ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ มีที่ไหนคนไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ต้องมาจนกัน สบายกว่าไปรวย จะเป็นคนก้าวหน้า คนประเสริฐต้องมาจนกัน ประเด็นนี้ การพัฒนา การแก้ปัญหาเศรษฐกิจ โดยการเอาประเด็นว่าทุกคนรู้จักลดลง พอ แล้วจน ไม่ต้องไปรวย พูดกันให้ชัดๆเลยผู้บริหารประเทศ ทำความเข้าใจกับประชาชนเลย ให้เข้าใจว่า นี่คือการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ เป็นหลักเศรษฐศาสตร์ของพระพุทธเจ้า จะสำเร็จผลเป็นวรรณ 9 เป็นคนคลาสสิค เป็นคนมีชั้นวรรณะที่เจริญ เป็นผู้เลี้ยงง่าย บำรุงง่าย เป็นคนกล้าจน มักน้อย เป็นคนใจพอ เป็นคนขัดเกลาตนเอง เป็นคนที่มีหลักเกณฑ์หลักการ การปฏิบัติพัฒนาตนให้เจริญทางกายวาจาใจได้ มีอาการที่น่าเลื่อมใส มีกายกรรมก็น่าเลื่อมใส มีวจีกรรมก็น่าเลื่อมใส มโนกรรมก็น่าเลื่อมใส เป็นผู้ไม่สะสม อปจยะ แต่เป็นคนเพียรพากเพียรขยันระดมความเพียร สำนวนของท่านมหาประยุทธ์หรือสมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ ท่านแปล วิริยารัมภะว่า การระดมความเพียร เป็นผู้ปรารภความเพียร ด้วยศัพท์ที่เขาแปล เพราะฉะนั้นคนที่มีวรรณะ 9 และทำให้สังคมจบด้วยสาราณียธรรม 6 อยู่กันยัง สาราณียธรรม 6 เมตตากายกรรม เมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม อย่างชาวอโศกอยู่กันและก็มีรายได้ที่ได้มาโดยธรรม ใครก็ตามไม่ไปทุจริต ไม่เอาไปจากคนอื่นมาที่มันไม่งาม แล้วเอามารวมกันเป็นส่วนกลางลาภธัมมิกา กินใช้ร่วมกัน แล้วก็ปฏิบัติตนไปด้วย ศีลสามัญตา ทิฏฐิสามัญตา จึงเจริญๆอยู่อย่างนี้ นี่เป็นการพิสูจน์ธรรมะพระพุทธเจ้า แม้ในยุคนี้ก็มีคนเอามาปฏิบัติได้ มาเป็นคนจนได้ มาเป็นคนทำงานฟรีได้ เป็นคนไม่ต้องสะสม แต่ขยันสร้างสรรค์ แล้วก็กินใช้ตัวเอง กินใช้ไม่เปลืองไม่ผลาญ กินพออยู่พอกิน สบายวันๆไป ไม่ต้องกังวลเลยว่า ข้าวไม่มีกิน ดินไม่มีเดิน ตะวันไม่มีส่อง พี่น้องไม่มีเลย มีแต่พี่น้องไม่มีเสร็จ เห็ดไม่มีเก็บ ...มี มีป่าที่มีเห็ดธรรมชาติหรือไม่ต้องธรรมชาติก็ปลูกเองเลย เพาะเองเลย กินเห็ดเพราะเราไม่กินเนื้ออยู่แล้วอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นชาวอโศก อาตมาถึงพูดอย่างโอหังเลยว่า ประสบผลสำเร็จทางเศรษฐกิจ แก้ปัญหาเสร็จ แก้ปัญหาจบกิจ ใช้คำว่า จบกิจเลย จบกิจนี่เขาใช้กับความเป็นอรหันต์ จริง เป็นเช่นนั้นจริงๆ นี่คือความ จะพูดว่าเมื่อกี้จะพูดว่า เป็นความยิ่งใหญ่ แต่ยิ่งใหญ่จริงๆ ความยิ่งใหญ่ของธรรมะพระพุทธเจ้า นี่คือความยิ่งใหญ่ของธรรมะพระพุทธเจ้า 660313 GDP แบบพุทธสุดจบกิจ รายการปรับทุกข์ ปลุกธรรม ครั้งที่ 14 ที่สันติอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน