สรุปรวม 13 สูตร ในพระไตรปิฎกเล่ม 9.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์18 KB
วันที่แก้ไข10 มีนาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

สรุปรวม 13 สูตร ในพระไตรปิฎกเล่ม 9 เหลือเวลาอีกเกือบชั่วโมง อาตมาว่าจะมา สรุปรวม พระไตรปิฎกเล่ม 9 ที่มีอยู่ 13 สูตร สรุปมาแล้วจะขยายไปเท่าที่ได้ในงานนี้ ฟังที่สรุปสั้นๆไว้ก่อน อ่านโครงสร้างสั้นๆก่อน 1. พรหมชาลสูตร สูตรนี้พระพุทธเจ้าท่านตรัสบอก มิจฉาปฏิบัติ 62 ที่มีแต่อดีต 18 และอนาคต 44 คือ ผู้ทำเจโตสมาธิ เป็นสมาธิโลกียะทั่วไป ของสามัญดาดดื่นที่เขาเป็นกัน โดยเขาทำตามที่ระลึกเอาจากอดีตขันธ์ และอนาคตขันธ์ เท่านั้น ไม่มีปัจจุบันชาติ ที่เป็นทิฏฐธรรม จึงไม่มีนิพพาน เพราะ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายไม่ได้ ก็ไม่มีอะไรเกิด ตาย จริง อาตมาสรุปไว้แค่นี้ในนี้ อ่านแค่นี้ก่อน แล้วค่อยมาทวนอีกที 2 . สามัญญผลสูตร คือสัมมาปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา หรือ อธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ซึ่งครบๆ ก็คือ จรณะ 15 วิชชา 8 แต่ว่า สามัญญผลสูตรนี้ยังไม่ได้กล่าวถึงคำว่า จรณะ 15 วิชชา 8 หรือ วิชชาจรณะสัมปันโน 3. อัมพัฏฐสูตร คือ วิชชาจรณะ ซึ่งจะสัมปันโนจริง ก็ต้องสัมมาทิฏฐิ สัมมาปฏิบัติ สัมมาปฏิเวธ เกิดผลจนกระทั่งบริบูรณ์จริง ซึ่งปฏิบัติได้ทั้งนักบวช ทั้งคฤหัสถ์ ที่อยู่ในบ้านในเมืองเป็นปกติสามัญ ไม่ต้องออกป่า หนีผู้คน ไม่ต้องไปหนีผู้คนอะไร หรือต้องมีสถานที่เฉพาะ หลับตาปฏิบัติแบบเดียรถีย์ อันอย่างนั้นมันคือนอกพุทธ แต่ปฏิบัติด้วยศีล กับอปัณณกปฏิปทา 3 จึงจะมีสัทธรรม 7 แล้วมีฌาน 4 วิชชา 8 เป็นยาดำ ช่วยตลอดสาย ดังนั้นการออกป่าจึงคิดผิดเชื่อผิด ว่า ผู้เป็นอาจารย์ที่บรรลุจรณะ 15 วิชชา 8 นั้น จะต้องอยู่ป่า เขาเชื่อกันสั้นๆอยู่ และอยู่ในสูตรนี้ อัมพัฏฐสูตร จริงๆแล้ว อัมพัฏฐมานพ เป็นผู้ที่มีไตรเวท เป็นภาษาของพราหมณ์ซึ่งก็คือพุทธอันเดียวกันกับไตรสิกขานี่แหละ เวชก็คือความรู้ ถือว่า อัมพัฏฐมานพ ลูกศิษย์ของอาจารย์ใหญ

อ่านต่อ

่ในสำนักหนึ่ง เป็นผู้เชี่ยวชาญ เป็นผู้ที่มีความรู้ยิ่ง เหมือนยุคนี้ที่เป็นผู้รู้อยู่ในเถรสมาคมนี่แหละ ได้รับการยอมรับว่าเป็นผู้รู้ยิ่ง มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย แต่เป็นพราหมณ์หาศาล พรหมณ์มหาศาล เป็นคำด่านะ แต่ยุคนี้ต้องใช้คำว่า พระมหาศาล เพราะฉะนั้นผู้ที่เป็นเจ้าคุณระดับสูงๆ โอ้โห.. เงินทองเป็นคนละหลายสิบล้าน ร้อยล้านก็มีอะไรอย่างนี้ แม้แต่ที่สุดเงินรัฐบาลก็ยังให้เป็นนิตยภัต เป็นความเสื่อมหมดแล้ว มันไม่ตรงกับแบบที่พระพุทธเจ้าพาเป็นเลย เพราะฉะนั้นออกป่าก็คิดผิด วิชชา 8 จรณะ 15 ก็เสื่อม แล้วใน อัมพัฏฐสูตร พระพุทธเจ้าก็ตรัสเรื่องความเสื่อมของชาวพุทธ 4 ประการอยู่ในพระสูตรนี้ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) พ่อครูว่า... 4. โสณทัณฑสูตร ผู้ที่จะมีศีลยั่งยืนกันได้จริง ก็ต้องครบตามศีลแต่ละข้อ ศีลจึงมาก่อน ไม่ใช่มีปัญญาแล้วจึงจะมีศีล นี่คือประเด็นที่จะพูดกัน ศีลมาก่อน ไม่ใช่ปัญญามาก่อนศีล อย่างสายท่านพุทธทาส อย่างนี้เป็นต้น ปัญญามาก่อนศีล ท่านไม่ได้เน้นศีลเลย ท่านพุทธทาสไม่ได้พูดถึงศีลเลยด้วยซ้ำ พูดไปอย่างนั้นผ่านๆ ไม่ได้พากันปฏิบัติศีล แต่ได้ศีลโดยจารีตประเพณี ได้ศีลโดยปริยาย แต่พวกเรานี้เอาศีลเป็นหลักปฏิบัติเลย ตามลำดับอย่างน่าอัศจรรย์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตร ปหาราทสูตร ใน โสณทัณฑสูตรนี้ เพียงแค่มีทิฏฐิ ให้สัมมาทิฏฐิก่อน ท่านเน้นตรงนี้ สัมมาทิฏฐิก่อน จึงจะทำวิมุติ ถึงจะทำอธิศีล อธิจิต อธิปัญญา ที่มีผลบริบูรณ์ได้จริง ศีลนั้นจะพาสู่วิมุติ ของพุทธต้องบรรลุด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่ใช่แค่ศรัทธา นี่ก็เป็นนัยยะสำคัญ พระพุทธเจ้าจะบรรลุธรรมจะต้องบรรลุด้วยปัญญาอันยิ่ง ไม่ใช่ศรัทธาอันยิ่ง ไม่เคยมีคำสอนพระพุทธเจ้าที่บอกว่า จะบรรลุธรรมด้วยศรัทธาอันยิ่ง ไม่มี มีแต่ปัญญาอันยิ่ง 5. กูฏทันตสูตร เขามีศัพท์คำว่า ยัญพิธี หรือวิธีปฏิบัติ วิธีปฏิบัติหรือพิธีกรรม จริงๆก็คือกรรมฐานเรานี่แหละ วิธีปฏิบัติหรือวิธีกระทำ ก็ต้องมีฐานะในการปฏิบัติ หรือมีฐานะในการ กระทำกรรม มีฐานะหรือที่ตั้ง เพราะฉะนั้น กรรมฐานที่ดีที่สุด คือที่ตั้งแห่งการปฏิบัติที่ดีที่สุดหรือการกระทำที่ดีที่สุด คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นคำที่พวกคุณได้ยินมาแล้วทั้งนั้นฟังให้ดีๆนะ อาตมาขยายความพวกเราฟังแล้วจะรู้สึกลึกซึ้ง ซับซ้อน เพราะฉะนั้น กรรมฐานที่ดีที่สุดก็คือศีล สมาธิ ปัญญา วิธีปฏิบัติอื่นใดก็สู้ศีล สมาธิ ปัญญาไม่ได้ นี่คือยันต์พิธีที่ยอดเลิศสูงสุด และเป็นสัมมาทิฏฐิจริง สัมมาทิฐิให้ได้ก่อนเถอะ สัมมาทิฏฐินำทางให้ได้ว่า ศีล สมาธิ ปัญญา นี่แหละคือกรรมฐาน เป็นยัญพิธีเป็นวิธีปฏิบัติที่เลิศยอด แล้วจึงจะเกิดปัญญา เกิดวิมุติ อย่าไปสับสนว่าปัญญามาก่อน หรือไปเข้าใจทิฏฐิมาก่อน ทิฏฐิยังไม่ใช่ปัญญา ทิฏฐิอาจจะมาก่อนได้ อย่าไปเข้าใจว่าปัญญามาก่อน อย่าไปสับสนว่าปัญญามาก่อนศีล ไม่ได้ ศีลต้องมาก่อนปัญญา นี่คือ กูฏทันตสูตร คำอธิบายเทียบอธิบายมานี้ยังดิ้นได้ทั้งนั้นเลย ต้องขยายต่อไปในอนาคต 6. มหาลิสูตร คือ เจริญสมาธิเพื่อได้ความเป็นทิพย์ มีไหม? ซึ่งการเจริญสมาธิก็ได้ความเป็นทิพย์ เป็นโลกียธรรม คำว่าทิพย์นี้เป็นโลกียธรรม ผู้เจริญสมาธิเพื่อเป็นโลกียธรรม มันสู้ให้เป็นอาริยบุคคล เจริญสมาธิไปสู่การเป็นอาริยบุคคลอันเป็นโลกุตรธรรมไม่ได้ ความเป็นทิพย์ในแนวคิดแบบเทวนิยมมันลึกลับ มันไม่ใช่ทิพย์ที่กระจะกระจ่าง ที่เอามายืนยันเปิดเผยกันได้ ยกตัวอย่างประกอบแซมนิดหนึ่ง ในวิชชา 8 ประการ วิชชาข้อที่ 4 1. วิปัสสนาญาณ 2. มโนมยิทธิ 3.อิทธิวิธี 4. โสตทิพย์ 5. เจโตปริยญาณ 6. บุพเพนิวาสานุสติญาณ 7.จุตูปปาตญาณ 8. อาสวักขยญาณ หูทิพย์ของเขา ทางเดรัจฉานวิชาได้ยินเสียงประหลาด ได้ยินเสียงลึกลับที่คนอื่นเขาไม่ได้ยิน พิเศษพิลึกพิลือ แต่ทิพย์ของพระพุทธเจ้าเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ คือความลึกซึ้ง หรือความละเอียดลึก บางเบาก็ได้ ยกตัวอย่าง เช่น ท่านยกตัวอย่างเสียงที่ได้ยินมาจากไกลแว่วมา แต่คนที่หูทิพย์จะฟังออกว่า อ๋อ.. เสียงนี้เสียงกลอง เสียงนี้เสียงตะโพน เสียงนี้เสียงเปิงมาง เสียงนี้เสียงสังข์ แยกออก ได้ยินไม่เต็มหูไม่เต็มที่หรอก เบาๆไกลๆ แต่ก็ยังสามารถรู้ทิพย์นี้ได้ หมายความว่าอะไร หมายความว่า ธรรมะที่ละเอียด ลึกซึ้ง บางเบา แต่ผู้ที่มีปฏิภาณแล้ว สัมผัสปั๊บ อ้อ.. ชัดเจน แม่น แม่นความจริง แม่นเป้า นี่คือทิพย์ นี่คือความหมายของอนุสาสนีปาฏิหาริย์ กลับมา ทีนี้ 7. ชาลิยสูตร ยืนยัน ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นแหละ ที่บรรลุผล อาสวักขยญาณ ก็ ศีล สมาธิ ปัญญา นั่นแหละที่บรรลุผลสุดยอดของพุทธ เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ คือ อาสวักขยญาณ มีญาณรู้ในการสิ้นอาสวะ ขยะ คือสิ้น สิ้นกิเลสอาสวะ ผู้ที่สามารถสิ้นอาสวะได้ก็จะรู้ได้ด้วยตนเองเลยว่า ชีพหรือสรีระ นั้นคืออย่างไร เช่นว่า กาย ไม่ใช่สรีระ เพราะ สรีระไม่มีชีพ คำว่าสรีระ ก็ไม่รู้จะทำไง เป็นบาลี ต้องทับศัพท์ ภาษาไทยเรียกว่า ร่าง ถ้าไปเรียก ร่างกาย คำว่ากายเลยใช้ฝั้นเฝือ คำว่าร่างคือสรีระภายนอกด้วย เพราะฉะนั้น คำว่า กาย ไม่ใช่ร่างภายนอก ไม่ใช่ซากศพด้วย ไม่ใช่ดินน้ำไฟลม ไม่ใช่ สิ่งที่ไม่มีชีพ ไม่มีชีวะ กายนี่ .. กายมีชีวะ และที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ กาย ต้องมีคู่ 5 คู่ ส่วนใจนั้นคือ มนายตนะกับธัมมายตนะนั้นภายใน แต่ข้างนอกกาย มี 5 คู่ อันนี้แหละยากบี 18 ขออธิบาย อุปาทายรูป 24 5 คู่นี้ มันต้องมี 10 ใช่ไหม แต่มันกลับเหลือ 9 เข้าใจกันยากตรงนี้ เพราะอะไร เพราะหักใจที่มันคือกาย ตัวรับรู้ออกไปซะ 1 เพราะฉะนั้น 5 คู่ก็เลยเหลือ 9 อันนี้ก็อธิบายยากจังเลย ถ้าไปกาย มี 5 คู่แล้วมี 10 มันจะเกิน 24 รูป จะกลายเป็นรูป 25 สิ่งเหล่านี้เป็นความลึกซึ้ง 8. มหาสีหนาทสูตร ทีนี้มีคำมาอีกคำก็คือ ตปะ หรือบาลีคือ ตบะ คนต้องมีตบะตามควรตามจริง ต้องมี และตบะที่ดีที่สุดอีก ตบะที่ดีที่สุดก็คือ ศีล สมาธิ ปัญญา ตบะคือ เครื่องความเพียรเผากิเลส ทีนี้ความเพียรเผากิเลสคือ ปฏิบัติไตรสิกขา ไม่ใช่ทาน ซึ่ง ทานนั้นไม่ใช่ไตรสิกขา ไม่ใช่ศีล สมาธิ ปัญญา แต่ตบะนั่นคือศีล สมาธิ ปัญญา ไม่ใช่ทาน นี่แหละผู้ที่มิจฉาทิฏฐิก็ตบะก็คือความเพียร แล้วไปเพียรอย่าง เดียรถีย์ ได้อดทนอดกลั้นทรมานร่างกายอย่างโน้น มันไม่ใช่ ศีล สมาธิ ปัญญา อย่างสัมมาทิฏฐิที่พระพุทธเจ้าพาปฏิบัติ พวกเราฟังศีล สมาธิ ปัญญา สัมมาทิฏฐิมาไม่มีปัญหา แต่ข้างนอกเขาเป็นมิจฉาทิฏฐิ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ พวกเราพูดแล้วเข้าใจไม่มีปัญหามากคุณมีชีวิตมีความหมายว่าเป็นการสำคัญ 9. โปฏฐปาทสูตร ท่านขยายความก็คือสัญญาอย่างหนึ่งเกิด สัญญาอย่างหนึ่งดับ ไม่ใช่ให้ไปดับสัญญาไปหมดสิ้น คุณมีชีวะ คุณต้องใช้สัญญา ยังไม่ ปรินิพพานเป็นปริโยสาน สัญญาเป็นตัวสำคัญมากตั้งแต่ต้นจนปลายเลย ทำงานหนักมากเลยสัญญา สัญญาคือความกำหนดรู้กับความจำ มีความหมายสำคัญ 2 อย่างในคำว่าสัญญา เป็นตัวทำหน้าที่กำหนดรู้ ท่านไปแปลภาษาสวยๆว่า เป็นการสำคัญมั่นหมาย สัญญาคือการสำคัญมั่นหมาย ภาษาสวย แต่มันรู้ยากกว่าคือการกำหนดรู้ คือตัวธาตุรู้ของเราเป็นตัวกำหนดอันนั้นอันนี้ สัญญา กับความจำนี่คือความหมายของสัญญา เพราะฉะนั้นไม่ให้ดับสัญญาสิ้นไป เพราะถ้าไปดับสัญญาสิ้นไปแล้วกลายเป็น อสัญญีสัตว์ พอไปดับสัญญา มันก็ดับอย่างมืด ดับอย่างบอด ดับอย่างแข็งทื่อ ไม่ให้ธาตุรู้มันทำงาน ทั้งๆที่ธาตุรู้มันต้องทำงาน คุณยังมีชีพ เมื่อไม่ให้ตัวธาตุรู้ทำงานมันก็ไม่ได้ทำงาน มันก็ไม่รู้ว่าที่มีอยู่ใน อะไร แล้วก็ไปหลงความไม่รู้ ไม่ทำงานอะไรนี่แหละก็คือการจบคือนิโรธ คือนิพพาน คือการดับ น่าสงสารที่สุดเลย จริงแล้วมันซ้อนอยู่นิดๆ เพราะฉะนั้นมันก็จะรู้จักรู้แจ้งรู้จริงอะไรไม่ได้ สัญญามันไปกดไว้ เพราะฉะนั้นการที่จะรู้ใน โปฏฐปาทสูตร มีอัตตา 3 ที่มีซ่อนไว้นิดเดียว โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา อยู่ใน โปฏฐปาทสูตร ไม่ได้ขยายความอะไรมากแต่อาตมามีความรู้อันนี้เอง ก็เอา อัตตา 3 นี่มาขยายความให้ปฏิบัติกันจริงๆเลย โอฬาริกอัตตา คืออัตตาหยาบภายนอก ดับได้แล้วก็เป็นอัตตาอย่างกลาง เป็น มโนมยอัตตา หมดแล้วก็ดับอรูปอัตตา เป็นตัวสุดท้าย ต้องดับไปเป็นลำดับ มันจะดับได้อย่างไร ก็ต้องมาเรียนรู้แล้วมาปฏิบัติ ดับได้ จนกระทั่งไม่วิปลาสไป เพราะไปวิปลาส 4 แล้วจนกระทั่ง ผู้ที่วิปลาส 4 ตกผลึกลงไปเป็นวิปลาส 3 วิปลาส 4 ก็คือ เห็นสิ่งที่ไม่เที่ยงว่าเที่ยง เห็นสิ่งที่เป็นทุกข์ว่าเป็นสุข เห็นสิ่งที่ไม่ใช่ตัวใช่ตนมาเป็นตน เห็นสิ่งที่ไม่น่าได้ ไม่น่าเป็น ไม่น่ามีเลย มาเป็นความน่าได้ น่ามี น่าเป็น นี่คือวิปลาส 4 ยังไม่ลงรายละเอียดนะ เมื่อไปทำวิปลาส 4 นี้หนักเข้าก็ตกผลึกเป็นวิปลาส 3 มันก็จะมีทิฏฐิวิปลาสนั่นแหละตัวสำคัญนำ เสร็จแล้วก็เลยไปทำงานเป็นสัญญาวิปลาส ไปกำหนดใช้งาน ตกลงสั่งสมเป็นคนจิตวิปลาส คนก็เลยจมอยู่ในวิปลาส 4 เพราะมันมีรากฐานของวิปลาส 3 เป็นแกน จิตมันวิปลาส ทิฏฐิวิปลาส สัญญาก็เลยกำหนดทำงานวิปลาสไปหมด 10. สุภสูตร พระพุทธเจ้าก็ยืนยันวิชชา 8 ที่เป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ วิชชา 8 วิปัสสนาญาณ มโนมยิทธิ อิทธิวิธี โสตทิพย์ เจโตปริยญาณ บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ มันเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์คือ พระพุทธเจ้าตรัสคำอย่างไร คนฟังแล้วเอาไปปฏิบัติเอามายืนยันกันได้ ไม่ใช่ลึกลับเป็นทิพย์ เป็นอะไรไปลึกลับปาฏิหาริย์เป็นสิ่งทิพย์ ตามมาพูดกันไม่ได้ แม้จะใช้คำว่าการเกิด ระลึกชาติได้เป็นต้น เกิดมาไม่รู้กี่ชาติ เกิดเป็นคนชื่อนั้น ตระกูลนี้ ก็ไม่ใช่ตัวตนบุคคลเราเขา ก็คือ ยืนยันชาติแห่งการเกิดในปัจจุบันนี้ เกิดกรรมในปัจจุบัน ตั้งแต่กายกรรม วจีกรรม มโนกรรมที่พิสูจน์ได้ นี่จึงจะเป็นอนุสาสนีปาฏิหาริย์ เช่น ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์ให้มีเมตตา หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ พวกคุณก็สบายได้หมดเลย คุณทำได้ถูกต้องตามคำสอนพระพุทธเจ้าตั้งแต่ขั้นต้น หยาบ ไปจนถึงละเอียดหมด นี่เป็นปาฏิหาริย์ ปฏิบัติศีลตามคำสอนพระพุทธเจ้าแล้วชัดเจน ถาวรด้วย ยั่งยืนด้วย สบายด้วย ไม่ฝืน ไม่ยาก อวิปฏิสาร อานิสงส์ของศีลมีอีก 10 ประการ สบายใจ ใจไม่เดือดร้อนอะไรเลย มีแต่จะศีลเคร่ง ใจไม่เดือดเนื้อร้อนใจ อวิปฏิสาร สบายๆและแถมยังมีอุปกิเลสอีก มีความยินดี อิ่มเอมใจ แล้วถึงขั้นเป็นสุขมีความสุขด้วย แล้ว มียถาภูตญาณทัสนะ และสุดท้ายมีวิชชา และ วิมุติ 1. อวิปฏิสาร (ความไม่เดือดร้อนใจ) 2. ปามุชชะ - ปราโมทย์ (มีความยินดี) 3. ปีติ (ความอิ่มเอมใจ) . 4. ปัสสัทธิ (สงบระงับจากกิเลส) 5. สุข (แบบไม่บำเรอตน คือ วูปสมสุข) 6. สมาธิ (จิตมั่นคง) 7. ยถาภูตญาณทัสสนะ (ความรู้ยิ่งในความจริง) . . 8. นิพพิทา (เบื่อหน่าย) . 9. วิราคะ (คลายกิเลส) 10.วิมุติญาณทัสสนะ (ปัญญารู้แจ้งเห็นจริงในนิพพาน) (กิมัตถิยสูตร พตฎ. เล่ม 24 ข้อ 1 , 208)

11. เกวัฏฏสูตร ปาฏิหาริย์มี 3 อย่าง ก็ขยาย ปาฏิหาริย์ 3 อย่าง ในปาฏิหาริย์ 3 อย่างนี้เดียรถีย์นอกพุทธจะนิยมอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ อนุสาสนีปาฏิหาริย์ แต่พระพุทธเจ้าท่านบอกว่าเรา ดู กร เกวัฏฏะ เราทำให้แจ้งด้วยปัญญาอันยิ่งด้วยตนเองแล้ว จึงได้ประกาศให้รู้ ปาฏิหาริย์ 3 อย่าง เป็นไฉน ? คือ 1. อิทธิปาฏิหาริย์ (แสดงฤทธิ์ทางใจ ไปซ้ำกับพวกคันธารี) 2. อาเทสนาปาฏิหาริย์ (หยั่งรู้จิตคนอื่น ไปซ้ำกับมณิกา) 3. อนุสาสนีปาฏิหาริย์ (สอนวิชชา๘ เป็นปัญญาสัมปทา) พระองค์ทรงเห็นโทษภัยจึง อึดอัด(อัฏฏิยามิ) ระอา(หรายามิ) เกลียดชัง(ชิคุจฉามิ) ในอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ แต่ทรงยกย่องให้สอน ให้ทำใจ ให้เข้าถึงอนุสาสนีปาฏิหาริย์ (เกวัฏฏสูตร พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 339-341) สอนว่าอย่างไรแล้วก็ทำได้อย่างนั้นอศีล อสมาธิ อปัญญาที่ถูกต้อง ศีลที่สัมมาทิฏฐิสมาธิที่สัมมาทิฏฐิ ปัญญาที่สัมมาทิฏฐิ วิมุติที่สัมมาทิฏฐิ อย่างนี้เป็นต้น เพราะท่านถือว่ามันเป็นโทษในอิทธิปาฏิหาริย์และอาเทสนาปาฏิหาริย์ เพราะฉะนั้นท่านบอกโทษด้วย ว่าถ้าผู้ใดปฏิบัติแม้มีในตนจริง มีอิทธิปาฏิหาริย์ก็ตาม มีอาเทสนาปาฏิหาริย์ก็ตาม มีในตนจริงขืนปฏิบัติ ต้องอาบัติปาจิตตีย์ แม้มีจริง แต่ถ้าไม่มีจริง อิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์นี่แหละ ถ้าไม่มีจริงแล้วแสดง ก็เป็นปาราชิก เช่น สมีธัมมชโย อวดอุตริมนุสธรรมว่าตนเองดูคนเกิดคนตายได้ ตายไปแล้วอยู่ในสวรรค์ชั้นนั้นชั้นนี้ เมื่อเขาสอบทานขึ้นไป โดยสร้างเรื่องว่าได้มาทำบุญกับท่านอย่างนั้นอย่างนี้แล้ว เสร็จแล้วตายไปแล้ว ตอนนี้ถามว่าพ่อผมอยู่ที่ไหน เขาก็บอกเป็นตุเป็นตะธัมมชโยว่าพ่อเธออยู่ชั้นนั้นชั้นนี้ ก็ได้มาทำบุญที่ธรรมกายแล้วได้เท่านั้นเท่านี้ ดีแล้วอยากจะให้พ่อเป็นสุขกว่านี้ก็มาทำบุญให้มากกว่านี้อีกนะ เสร็จแล้วคนนี้ก็เลยเปิดเผยว่าพ่อผมยังอยู่ยังไม่ตาย ผมสร้างเรื่องมาให้ท่านลองดู คนก็ยังหลงเชื่อกันอยู่ เรื่องนี้ ไขขึ้นมาแล้วก็ยังมีคนเชื่ออยู่ สมีธัมมชโยนี้ปาราชิก 2 ตัว 1. อวดอุตริมนุธรรมที่ไม่มีในตน 2. เป็นกบฏเรื่องเงิน ขึ้นศาลแล้วก็ตัดสินผิดอะไรต่างๆ สมเด็จพระสังฆราชญาณสังวร บอกว่าปาราชิกเขียนเป็นลายลักษณ์อักษร เป็นพระลิขิตของท่านตั้ง 3-4 ใบ. เสร็จแล้วคนก็ยังหลงไหลได้ปลื้มอุ้มชูกันจนบัดนี้ก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์เลย ขออภัยอาตมาพูดความจริงสงสารเขานะ อาตมาสงสารทุกคนที่มาเกิดและร่างเป็นคน คนได้ร่างเป็นคนนี้ประเสริฐแล้ว ยิ่งได้มาพบพุทธศาสนายิ่งประเสริฐยิ่งขึ้น ยิ่งสามารถเรียนรู้อาริยธรรม ยิ่งประเสริฐขึ้นยิ่งกว่า ยิ่งบรรลุอรหันต์ได้เลย เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ที่ดีเยี่ยมที่สุด คุณจะต่อภพภูมิโพธิสัตว์ต่อไปอีก เชิญ เพราะฉะนั้นผู้ปฏิบัติธรรมะนี้ ถ้าไม่เข้าใจ ทีนี้เมื่อกี้ยังไขความไม่หมด ถ้าเป็นอิทธิปาฏิหาริย์ อาเทสนาปาฏิหาริย์ ผิดแล้วต้องปลงอาบัติถ้ามีจริง ถ้าไม่มีจริงก็ต้องปาราชิก ส่วนอนุสาสนีปาฏิหาริย์นั้น ไม่มีอาบัติ ถ้าไม่มีในตนจริงก็อาบัติปาราชิกเหมือนกัน แต่ถ้าเผื่อว่ามีในตนไม่มีอาบัติ แสดงได้ทุกอย่าง แม้ที่สุดยิ่งเป็นอรหันต์ขึ้นไปแล้ว หมู่ยกสติวินัยให้ด้วย ไม่มีอาบัติใดเลย เพราะว่าท่านจะมีมหาปเทส มีสัปปุริสธรรม 7 พิจารณาแล้ว อันไม่เที่ยงด้วย กาละ เทศะ ฐานะ ท่านจะมีใจซื่อ พระอรหันต์ขึ้นไปแล้วจะจริงใจทุกอย่างเพราะท่านซื่อ คนเข้าใจไม่ได้ แน่นอนคนเข้าใจไม่ได้ง่าย อาริยธรรมเข้าไม่ง่าย มันก็ต้องมีคนแย้งเยอะแต่อย่าไปเสียเวลา สำหรับพระอรหันต์จริง ท่านยกไว้ให้หมู่ยกไว้ โดยไม่ต้องไปปรับอาบัติท่าน ส่วนคน ไปห้ามเขาไม่ได้ เขาจะมาตู่มาปรับอาบัติก็เป็นเรื่องของเขา 12. โลหิจจสูตร [357] ดูกรโลหิจจะ ท่านจะสำคัญความข้อนั้นเป็นไฉน พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงปกครองแคว้นกาสีและโกศลมิใช่หรือ. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ เป็นเช่นนั้น. ดูกรโลหิจจะเราขอถามท่าน ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระเจ้าปเสนทิโกศล ทรงปกครองแคว้นกาสีและโกศลอยู่ พระองค์ควรทรงใช้สอยผลประโยชน์ที่เกิดในแคว้นทั้ง 2 นั้นแต่พระองค์เดียว ไม่ควรพระราชทานแก่ผู้อื่น ผู้ที่กล่าวอย่างนี้นั้น ชื่อว่าทำอันตรายแก่พวกท่านและคนอื่นๆ ซึ่งได้พึ่งพระบารมีพระเจ้าปเสนทิโกศลเลี้ยงชีพอยู่ได้หรือไม่? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ชื่อว่าทำอันตรายได้. เมื่อทำอันตราย จะชื่อว่าหวังประโยชน์ต่อชนเหล่านั้นหรือไม่หวัง. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ชื่อว่าไม่หวังประโยชน์. ผู้ที่ไม่หวังประโยชน์ จะชื่อว่าเข้าไปตั้งจิตเมตตาไว้ในชนเหล่านั้น หรือจะชื่อว่าเข้าไปตั้งจิตเป็นศัตรู. ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ชื่อว่าเข้าไปตั้งจิตเป็นศัตรู. เมื่อเข้าไปตั้งจิตเป็นศัตรูแล้ว จะชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิหรือสัมมาทิฏฐิ? ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ. ดูกรโลหิจจะ ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิ เรากล่าวว่ามีคติเป็น 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉานอย่างใดอย่างหนึ่ง. [358] ดูกรโลหิจจะ ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันฟังได้ว่า ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า โลหิจจพราหมณ์ครองบ้านสาลวติกา ควรใช้สอยผลประโยชน์อันเกิดในบ้านสาลวติกาแต่ผู้เดียวไม่ควรให้ผู้อื่น ผู้ที่กล่าวอย่างนี้นั้น ชื่อว่าทำอันตรายแก่ชนที่อาศัยท่านเลี้ยงชีพอยู่ เมื่อทำอันตราย ย่อมชื่อว่าไม่หวังประโยชน์ต่อ เมื่อไม่หวังประโยชน์ต่อ ย่อมชื่อว่าเข้าไปตั้งจิตเป็นศัตรู เมื่อเข้าไปตั้งจิตเป็นศัตรูแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ฉันนั้นนั่นแล ดูกรโลหิจจะ ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า สมณะหรือพราหมณ์ในโลกนี้ควรบรรลุกุศลธรรม ครั้นบรรลุแล้วไม่ควรบอกผู้อื่น เพราะผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้. บุคคลตัดเครื่องจองจำเก่าได้แล้ว ไม่ควรสร้างเครื่องจองจำอื่นขึ้นใหม่ ฉันใด ข้ออุปมัยนี้ก็ฉันนั้น เรากล่าวธรรมคือความโลภว่าเป็นธรรมอันลามก เพราะผู้อื่นจักทำอะไรให้แก่ผู้อื่นได้ ผู้ที่กล่าวอย่างนี้นั้น ชื่อว่าทำอันตรายแก่กุลบุตรผู้ที่ได้อาศัยพระธรรมวินัยอันตถาคตแสดงไว้แล้ว จึงบรรลุธรรมวิเศษอันโอฬารเห็นปานนี้ คือทำให้แจ้งโสดาปัตติผลบ้าง สกทาคามิผลบ้าง อนาคามิผลบ้าง อรหัตผลบ้าง และแก่กุลบุตรผู้ที่อบรมครรภ์อันเป็นทิพย์ เพื่อบังเกิดในภพอันเป็นทิพย์ เมื่อทำอันตราย ย่อมชื่อว่าไม่หวังประโยชน์ต่อเมื่อไม่หวังประโยชน์ต่อ ย่อมชื่อว่าเข้าไปตั้งจิตเป็นศัตรู เมื่อเข้าไปตั้งจิตเป็นศัตรูแล้ว ย่อมชื่อว่าเป็นมิจฉาทิฏฐิ ดูกรโลหิจจะ ผู้ที่เป็นมิจฉาทิฏฐิเรากล่าวว่ามีคติเป็น 2 คือ นรกหรือกำเนิดเดียรัจฉาน อย่างใดอย่างหนึ่ง. [359] ดูกรโลหิจจะ ด้วยประการฉะนี้ เป็นอันฟังได้ว่า ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า พระเจ้าปเสนทิโกศลทรงปกครองแคว้นกาสีและโกศล ท่านก็จะขยายความคล้ายๆกัน พ่อครูว่า... ก็ขอสรุปว่า ผู้ที่บรรลุแล้วไม่ควรบอกผู้อื่น ดังที่เป็นทิฏฐิที่ลามกของ โลหิจจพราหมณ์ พระพุทธเจ้าก็มาแก้ให้ว่ามันผิด มันเป็นความเห็นแก่ตัว มันเป็นความไม่มีเมตตา ไม่มีการเกื้อกูล ไม่มีการช่วยเหลือ ยิ่งผู้น้อย ผู้ที่ควรได้อื่นๆมันหมดเลย ไม่มีเมตตา ไม่มีเกื้อกูล มันใจดำอำมหิตเลย มันผิดแน่นอน เพราะฉะนั้น สรุปเข้าเป้าก็ตรงที่ว่า ผู้บรรลุธรรมแล้วนี้บอกผู้อื่นได้หรือไม่ ... ได้ ควรบอก แต่ไม่ใช่บอกอย่างอวดโอ่ บอกอย่างพูดพล่าม ไม่ใช่ ก็พูดในกาละ ในสิ่งที่ควรจะพูด เพราะฉะนั้นในอันนี้แหละ อาตมาโดน โดนในสูตรนี้ เพราะอาตมาเอามาเปิดเผย แล้วท่านผู้ที่ซัดอาตมานั้น บอกว่าผู้ที่บอกว่าตัวเองบรรลุนั้น คือ ผู้ไม่บรรลุ นี่ ท่านว่าไปอย่างนี้เลยอาตมาจำประโยคนี้ได้ แต่คำต่อคำอาจจะไม่ตรงทีเดียว เพราะจะเอาอาตมาให้หนักให้ตายเลย ก็คนก็ฟังง่าย และผู้ที่พูดนี้เป็นผู้ที่มีเครดิต มีความเชื่อถือ มีคนมารับรองด้วย ว่าผู้ที่พูดว่าตัวเองบรรลุนั้นคือผู้ที่ไม่บรรลุธรรม ก็เข้าใจง่าย อาตมาก็ถึงฆาต ประชาชนเขายอมรับนับถือท่านผู้พูด ก็จะเอาอาตมาตาย เกิดสงครามจนกระทั่งมะรุมมะตุ้ม เกิดคดีที่อาตมาโดนเพราะเหตุนี้ พระพุทธเจ้าก็ตรัสแล้ว ผู้ที่พูดผิด..บรรลุแล้วไม่ควรบอกผู้อื่นนี้มีทิฏฐิไปแล้วดำเนินไปต่อ ตายแล้วไปไหน นรกหรือไปเป็นเดรัจฉาน อาตมาไม่ได้พูดเองนะ ก็สงสาร ท่านคนนั้นป่านนี้ท่านก็น่าจะได้สำนึก ผ่านมานานแล้ว ที่จริงก็ไม่จำเป็นถึงขั้นต้องมาบอกอาตมาหรอก แต่ควรจะต้องให้ผู้อื่นได้รู้ว่า ท่านผิด ในสิ่งที่ท่านผิด การที่อาตมาพูดตรงนี้ เพื่อที่ท่านจะได้ลดอัตตามานะ ถ้าท่านได้ลดอัตตามานะท่านจะเจริญ ผู้ปกปิดสิ่งที่รู้ว่าตัวเองผิด แล้วยังกลับไปเสแสร้งว่า ฉันเป็นผู้ที่รู้ ฉันเป็นผู้ที่ไม่มีผิด มันจะไปกันใหญ่เลย บาปมันจะซับซ้อนหนักหนาเข้าไปอีก อาตมาก็ขอให้สติเรื่องนี้อย่างนี้นะ ถ้าเผื่อว่า ท่านเป็นผู้ที่จะเปิดเผยความจริงออกมาเหมือนปลงอาบัติ โอ้โห ท่านจะได้ยอมรับนับถือว่าท่านกล้าหาญที่ทำผิดแล้วยอมรับผิดต่อหน้าประชาชน เปิดเผย ไม่ปิดบัง ไม่เน่าใน ผู้นี้ ท่านถือว่าเป็นผู้ที่มี อาสโภ มีความกล้าหาญมาก แต่ที่ไม่กล้าเปิดเผย เพราะ มีความละอายอย่างแรงกล้า ฟังให้ดีนะซ้อนนะ มีความละอายอย่างแรงกล้า ไม่กล้าเปิดเผย หวงตัว มีความเกรงกลัวอย่างแรงกล้าว่า กลัวจะเสีย ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข เพราะฉะนั้นผู้ใดรู้สัจธรรมแล้ว จากพระพุทธเจ้าก็ดี จากสัตตบุรุษก็ดี แล้วรู้สึกว่า ตายๆๆ เราผิด ยิ่งได้ ไปดูถูกพระพุทธเจ้า ได้ไปดูถูกสัตตบุรุษ ตายๆๆ ผู้นั้นสำนึกจะละอายอย่างแรงกล้า สัทธรรมจะเกิดอย่างนี้จริงๆ สัทธรรม 7 ละอาย หิริ โอตตัปปะ อย่างแรงกล้า เพราะฉะนั้น ผู้สำนึกจริง ก็จะกล้าสารภาพ หรือเปิดเผย ถ้าไม่กล้าสารภาพ คุณจะหมักหมม คุณจะเน่าใน และการที่ได้ทำกรรมที่ทำหมักหมมเน่าในแล้ว ตายไปแล้วจะเจริญหรือตกต่ำ ...ตกต่ำ ยังเหลือ เตวิชโชสูตร ค่อยว่ากันต่อไป จบ 660310 พ่อครูเทศนาภาคค่ำ งานพุทธาภิเษกฯครั้งที่ 47 ปฐมอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน