สื่อธรรมะพ่อครู(สัตตาวาส 9) ตอน สัตตาวาส 9 ข้อ 1-5.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์15 KB
วันที่แก้ไข17 สิงหาคม 2560

เนื้อหาในไฟล์

สื่อธรรมะพ่อครู(สัตตาวาส 9) ตอน สัตตาวาส 9 ข้อ 1-5 มาเข้าถึง สรุปเรื่องของคนจน ใครไม่เคยจนก็มาหัดจนเสียบ้าง อยากจะท้าทายคนไม่เคยจนมาหัดจนเสียบ้าง เอาสัก 1 ชาติก็ได้ ขอมากไปก็ขอสัก 10 ปี มาหัดจนด้วยกันสัก 10 ปี ถ้าไม่หนาเกินไปจะรู้สึกได้น่า ที่นี่มีหมู่มวล แต่ถ้า 10 ปีแล้วยังไม่ได้ก็ไปที่ชอบที่ชอบก็แล้วกัน ตอนนี้ลดหย่อนแล้วไม่เอาทั้งชาติ แต่ก่อนนี้ขอสักชาติ อาตมาไม่เหงาเลย นอกจากไม่เหงาแล้วอบอุ่น ลูกหลานเยอะ

อยากจะพูดทวนถึงสัตตาวาส 9 1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า 2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น . 3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) . 4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) . 5. สัตว์บางพวก ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ เช่น เทพจำพวก “อสัญญีสัตว์” (อุทกดาบสทำนิโรธสมาบัติดับจนไม่รับรู้อะไร) 6. สัตว์บางพวก เข้าถึง..อากาสานัญจายตนะ (พ้นรูปสัญญา) 7. สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น..วิญญาณัญจายตนะ (พ้นเสพความว่าง 8. สัตว์บางพวก เข้าถึงชั้น..อากิญจัญญายตนะ (ดับไม่ให้มีอะไร) 9. สัตว์บางพวก.เข้าถึงชั้น..เนวสัญญานาสัญญายตนะ (ดับๆ รู้ๆ) (ววัตถุสัญญา พตปฎ. ล.23 ข.228) และ 11/353

1. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน สัญญาต่างกัน เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า กายตรงนี้ ถ้าไปเอารูปมาเลย กับนาม รูปมันเป็นของหยาบ ขอเลื่อนเข้ามาหานามก็แล้วกัน นามนี่ละเอียดกว่ารูป คนที่ไปกำหนดแม้แต่นามว่า กาย ยกต

อ่านต่อ

ัวอย่าง เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า เพราะฉะนั้นเอาเฉพาะนาม เช่นพวกมนุษย์ พวกเทพบางเหล่า พวกสัตว์วินิปาติกะบางเหล่า ก็คือจิตนะ เพราะฉะนั้นจิตของมนุษย์ก็ดี เปรตก็ดี เทวดาก็ดี แต่กายก็คือจิต กายเป็นอรูป จริงๆ เป็นความรู้สึกเป็นตัวรู้ เป็นนาม เป็นเวทนาสัญญาสังขาร และในคำว่า เวทนาสัญญาสังขาร คำว่าสัญญาคือกิริยาของจิตที่มีการกำหนดหมายหรือจำ ไปกำหนดหมาย ไปทำเครื่องหมายกับอะไรเพื่อรู้ในปัจจุบัน ส่วนอีกอัน ก็คือจำ เป็นอดีต

กายของพวกมนุษย์เราก็ต้องมองที่จิต กายของมนุสโส คือคนเป็นๆ สองเทวดา เทวดาคือคนเป็นๆที่มีจิต ถ้าอธิบายโลกีย์คือจิตของคนเป็นสุข คนพอใจ คนชอบใจ คนเอร็ดอร่อย จิตคนมีความพอใจในจิตนั้น ส่วนเปรตนั้นเป็นทุกข์กับจิต เป็นความไม่สบายเป็นความตกต่ำเสื่อมเสียในจิตนั้น ก็เรียกว่าเปรต เพราะฉะนั้นถ้าคนที่ไปกำหนด เรียกว่าสัญญา แล้วก็ไปกำหนดว่ารูปร่าง ของมนุษย์ก็ตรงกันในหยาบๆ มีหัวมีแขนขา ก็ตาม เอาใจของมนุษย์ ใจของมนุษย์ที่เป็นเทวดากับเปรต ถ้าเป็นเทวดาก็คือมันดี ถ้าเป็นเปรตก็คือไม่ดี ทีนี้ดี อย่างโลกีย์ดีอย่างมีโลกธรรม อย่างมีลาภมากยศสูง สรรเสริญเยอะ มีสุข ตั้งแต่หยาบ สุขในกาม สุขเสพ รูปรสกลิ่นเสียงสัมผัส ลาภยศสรรเสริญมากๆ นั้นเรียกว่าเปรตอยู่ ตัวอยากได้ เปรตคือตัวอยากไม่รู้จักจบ เขาจึงวาดรูปเปรตเป็นตัวโตๆท้องใหญ่ๆปากเล็กๆ ท้องโต ใส่ไม่เต็มเสียที คือความตะกละ อยากได้อยากมีอยากเอา ทีนี้สัญญาของคุณ กำหนดสัตว์เดรัจฉาน ก็มีรูปร่าง แต่แท้จริงมันไม่มีรูปร่าง เป็นอรูป เป็นเส้นแสงสีเสียง แต่คนที่กำหนดว่าเห็นได้เป็นรูป เราก็ไม่เถียงกับเขา อันนั้นพระพุทธเจ้าเรียกว่ามโนมยอัตตา เป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิต มันไม่มีจริงหรอก แต่คนรู้สึกสัมผัสแตะต้องได้จริง เช่นคนมีผัวเป็นพระพรหม คนมีเมียเป็นนางตานี แล้วเขารู้สึกอย่างนั้นจริงๆได้ อาตมายังเคยรักษาคนผู้หญิงที่มีผัวเป็นพระพรหมเลย ปั้นเป็นรูปร่างสมสู่ได้ เรานึกไม่ออกเพราะว่าเราไม่เป็น นึกไม่ออก เขามีจริงๆมีความสุขจริงๆ ภาษาทางวิทยาศาสตร์ทั้งหมอด้วยกว่า psychosis มันทำให้เกิดวัตถุเกิดมีอะไรขึ้นมาได้ ตัวร้อนขึ้นมาได้เลย มีแผลขึ้นมาได้เลย บางคนทำได้รุนแรงกว่านั้นอีก พลังของที่ทำขึ้นมา Psychosis บันดาลให้เป็นอย่างนั้นอย่างนี้ได้เลย เพราะฉะนั้นถ้าคุณสามารถที่จะรวบรวมพลังอย่างนั้นได้ แล้วก็ทำตนเองหรือทำผู้อื่น ทำผู้อื่นมันก็บาป ทำตัวเองก็ทุกข์ ทำให้เจ็บปวดได้ พวกมาโซคิส ก็แค่นั้น ทีนี้หลงว่าสุขก็ของปลอม เป็นทุกข์ก็ล้างได้หมด เรียกว่าทุกข์อาริยสัจ ถ้าสุขนี่ของเก๊ แต่ทุกข์นี่สะสมตกผลึกในอนุสัย ทุกข์ในอนุสัย ส่วนสุข ถ้าเข้าใจชัดเจนเดี๋ยวนี้ก็ทิ้งได้เดี๋ยวนี้หายไปเลยได้เดี๋ยวนี้ เพราะฉะนั้นใครฟังอาตมาดีๆ แล้วเชื่อที่จะมาพูด คุณทิ้งได้เลยก็หายจากกิเลสพวกนั้นได้เลยทันที กิเลสที่เป็นสุขเป็นทุกข์กับโลกีย์หลายๆอย่าง สรุปแล้ว พวกกายที่สัญญากำหนดว่ามีอย่างนั้นอย่างนี้ มันก็มี ถ้ารู้ความจริงตามความเป็นจริงว่ามีนั้นคือตากระทบเห็นรูป เสียงกระทบได้ยิน และคนที่ไม่วิปลาสก็เห็นเหมือนกันได้ยินเหมือนกัน เป็นรูปร่างสีสันเหมือนกัน ตากระทบรูป หูกระทบเสียง จมูกได้กลิ่นก็ได้กลิ่นเหมือนกัน ใช้พยัญชนะเรียกว่าเหม็นเรียกว่าหอมเหมือนกัน อธิบายลักษณะอย่างไรก็เข้าใจกันได้ ลิ้นสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็ง ก็เป็นกาย ทวาร 5 ภายนอกสัมผัส ใจเราก็รับรู้เอาใจมาพูดออกมาตามข้างนอกตรงกันหมด เมื่อข้างนอกตรงกันหมด ใจก็ตรงกันใช่ไหม เมื่อพูดกระทบสัมผัสเย็นร้อนอ่อนแข็งอย่างไร ใจก็เป็นอย่างนั้น ถ้าสัญญาตรงกัน ก็มาพูดอธิบายตรงกันหมด ก็อย่างนั้น แต่ถ้ามันไม่เป็นอย่างเดียวกัน ของคุณกับของเราคนละอย่างเสียแล้ว คุณเป็นอย่างนั้นก็ยึดไปแต่เราไม่เป็นอย่างนั้น ส่วนนามธรรมคุณไปยึดถือของคุณว่าถูก เข้าใจอีกอย่างก็ต่างกันแล้ว จะให้เรายึดถือเหมือนคุณ เราก็ไม่เอาหรอก จะไปสมมุติความดีงามความสวยความอร่อย ความเป็นเปรตว่าเป็นความทุกข์ทรมานนิดน้อยเท่าไหร่ก็แล้วแต่ ต่างคนก็ต่างสัญญากันต่างกันไป แต่ถ้ามา กระทบสัมผัสพร้อมกันทางทวารภายนอกตาหูจมูกลิ้นกาย พูดกันและก็ลงตัวกันได้หมด ถ้ายังแย้งอยู่ จริงๆแล้วเราอาจจะยึดถือผิด เขาอาจจะยึดถือถูก แต่เราก็จบ การตัดสินให้อยู่ร่วมกันให้สงบก็คืออย่างนี้ ส่วนของใครของมันก็คือของใครของมัน จะพิสูจน์ไปอีกกี่ชาติก็แล้วแต่ สมณะฟ้าไทว่า..ผู้ที่จบจะมีสิทธิ์ถูก พ่อครูว่า..ผู้ที่ยึดถืออัตตาไว้อย่างเหนียวแน่น ก็จะไม่จบ คนเข้าใจความเป็นอัตตาจริง โอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ผู้นั้นจะจบก่อน ผู้ใดยังเข้าใจอัตตาไม่ได้ และยังทำอัตตาโอฬาริกอัตตา มโนมยอัตตา อรูปอัตตา ให้สูญไม่ได้ คนนั้นก็จะแย้งต่อ

เมื่อกำหนดสัญญาอย่างเดียวกันแล้วก็จบ หรือไม่อย่างเดียวกัน แล้วคุณก็ของคุณ ของเราก็ของเราก็จบที่เรา ความสงบมันก็เกิดไม่ขัดแย้งกันแล้วเพราะฉะนั้นอย่าว่าแต่ตีกันเลยถกกัน เถียงกันก็ไม่ทำ เถียงนี่มากกว่าถก ยิ่งตีกันก็ยิ่งไม่มี

2. สัตว์บางพวก มีกายต่างกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น เหล่าเทพจำพวกพรหม ผู้เกิดในภูมิปฐมฌาน เป็นต้น . พรหมคือวิสุทธิเทพ สัญญาอย่างเดียวกันคือปฐมฌานคือ ฌาน 1 เกิดจิตเอกัคคตา จิตไม่ถึงอุเบกขา แต่ได้อุเบกขาในความหยาบหมดแล้ว เหลืออุเบกขาในความละเอียด จึงไม่เรียกอุเบกขา มีวิตก วิจาร ปีติ สุข เอกัคคตา จนฌาน 2 ไม่วิตกกังวลแล้ว และเรียนรู้ปีติ สุข อาการพวกนี้และเป็นเอกัคคตาก็ลดวิตกวิจารได้หมดก็เหลือปีติ สุข เอกัคคตา พอเริ่มต้นฌานที่ 3 ท่านจะเรียกว่าสงบแล้ว เพราะตอนนี้หมดความกังวล วิตกเขาแปลว่ากังวลในภาษาไทย ไม่มีเรื่องอะไรหงุดหงิดรำคาญแล้ว สงบเงียบๆ สุข แต่ยังกรึ่มอยู่ อร่อยในสุข ภาวะสุขขั้นฌาน เป็นวูปสโมสุข จึงเป็นความสงบสุข น่าดู แต่ถ้าปีติลดลงไปอีก ปีติมีฟูใจ แต่ถ้าปีติหมดลงเหลือสุขกับเอกัคคตา ฌาน 3 ท่านเรียกว่าเป็นผู้ที่มีอุเบกขา เหลือสุขก็อุเบกขา เอกัคคตาเป็นอุเบกขา ลดสุขได้เหลืออุเบกขาได้อย่างเดียว อันที่ห้า และมาเรียนรู้สภาวะความเฉยอุเบกขา และก็ไปฝึกอุเบกขาให้แข็งแรงตั้งมั่น ด้วยปริโยทาตา ตกผลึกสะสมความเก่ง มีมุทุภูตธาตุ ลหุตา กัมมัญญตา ดีขึ้นเจริญขึ้นเรื่อยๆ มุทุก็เร็วขึ้นไวขึ้น ลหุ คุณยิ่งเก่ง คุณยิ่งทนหนาขึ้นๆ ลหุที่จริงแปลว่าบางเบา แต่คุณเก่งขึ้นยิ่งเก่ง ยิ่งทนหนา ก็เหมือนมันหนาขึ้น เหมือนรับแรงได้มากขึ้นๆ รับได้มากขึ้นๆ นั่นคือการเจริญ นี่ใช้พยัญชนะอธิบายสภาวะ จะบัญญัติตายตัวไม่ได้ คุณยิ่งเก่งในลหุตาเท่ากับคุณยิ่งมีภาวะหนาทนความแรงได้มากยิ่งขึ้น พยัญชนะกับสภาวะจะสลับกันไปมา ผู้ใดไม่แม่นคมชัดลึกจริงๆ หากมีคนเอาพยัญชนะมาตีกินคุณจะหัวหมุนเลย แต่ถ้าสภาวะแม่นจะสู้ได้ กายกับสัญญามันคนละอย่างกันนะ ถ้าใครไปเข้าใจว่ากายกับสัญญาเป็นอันเดียวกันเลย คุณจะสับสนเลย และเมื่อมันแยกกันคุณจะทำอย่างไร ถ้าแยกสูงสุดก็มีคำว่ากายกับสัญญาที่จะมาเรียกความเป็นสัตว์ สัตตาวาส จึงเริ่มต้นที่กายต่างกันสัญญาต่างกัน ถ้ากำหนดหมายสัญญาอย่างเดียวกันว่านี่คือปฐมฌาน อาการจิตสงบตรงกัน ได้สภาวะรูปนามตรงกัน ความรู้สึกหรือเวทนาก็ตรงกัน

3. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน แต่มีสัญญาต่างกัน เช่นพวกเทพสว่าง อาภัสราพรหม (ว่าง ใส สว่าง แผ่กว้าง) เช่นสว่างใส อย่างเดียวกัน ทีนี้สัญญา ว่า ใส เช่นธัมมชโยเอาคำว่าใส ไปให้คนกำหนด เรียกว่าสัญญา คนก็กำหนดสัญญาว่าใสอย่างนี้ ใสอย่างนี้เป็นโสดาบัน ก็ปั้นเอาเองกำหนดเอง สกิทาฯก็ใสอย่างนี้ อนาคาฯใสกว่าสกิทาฯ เขาก็ไปกำหนดอนาคาฯใสกว่า การกำหนดเอาเอง อาภัสรา แปลว่าใส แต่อาภัสราที่คุณไปสร้างสภาวะกำหนดใสใส่ใจตน คุณก็ใสของใครของมันนะ เพราะคุณกำหนดเองของคุณ แล้วคุณก็ไปพูด แล้วมันจะไปรู้เรื่องกันได้อย่างไร คนนี้ว่าใสสกิทาฯคุณได้ไหม อนาคาต้องใสกว่าสกิทาฯไหม ก็ว่าใช่ แล้วอรหันต์นี้ใสกว่าอนาคาฯก็ใช่แล้วของเอ็งหรือของข้าวะ แล้วเอาออกมาให้ดูกันสิ คนก็หลอกกันสิ คนโง่ให้ธัมมชโยหลอก ยิ่งกว่าอรหันต์คือโพธิสัตว์เขาก็ไถลเถลือกว่ากันไปล้านๆๆใส ได้อีก เพราะมันปั้นเป็นมโนมยอัตตา ปั้นด้วยจิต สัญญาเอาเอง ทั้งที่มันต่างกันซับซ้อนสัญญาต่างกัน กายต่างกัน สัญญาอย่างเดียวกัน คุณก็เมากันไปไม่รู้เรื่อง ไม่ลงตัวกันสักอย่าง สมมุติว่า สว่างใส มีคำเดียวคืออาภัสรา แต่คุณไปปั้นอาภัสราไปกี่ชั้นเล่า เป็นล้านชั้นก็คือมโนมยอัตตาทั้งนั้น เป็นรูปที่สำเร็จด้วยจิต อัตตาสำเร็จด้วยจิต นี่คืออาภัสราที่น่าสงสาร

กายอย่างเดียวกันคือใส แต่สัญญาต่างกัน สัญญาของแต่ละคนของใครของมันกำหนดความใสแค่นี้ คุณก็ได้ความใส แล้วเอามาพูดกัน เมื่อมาพูดกันเป็นรูปนาม แต่กำหนดหมายอยู่ที่สัญญาของแต่ละคน แต่พูดกันมี 2 คือรูปกับนาม แต่สัญญานั้นมีหนึ่งเดียวของคุณเอง แล้วก็มาพูดกับคนอื่นว่าเหมือนกัน เหมือนกันคือคำพูด ใสในสัญญาของคุณ มันต่างกัน แต่คุณมาใส เป็นกายเหมือนกัน แต่กายคือธรรมะสองว่ากันตรงกันก็เลยกอดคอโง่กันไป คนเข้าใจสัตตาวาส 9 ถ้าเข้าใจสภาวะตรงสุดท้ายไปเนวสัญญานาสัญญายตนสัญญา คุณพ้นอันนี้ได้จึงจบสัญญาเวทยิตัง นิโรธังโหติ ในสัตตาวาส 9 ไม่มี สัญญาเวทยิตนิโรธ ที่หมดความเป็นสัตว์แล้ว เคล้าเคลียอารมณ์ 108 ปฏิบัติจนเป็น90 ไม่มีกิเลสเหลือแล้ว กายต่างกันสัญญาต่างกัน คือความใส โชคของคนไทยที่มีตัวอย่างนี้ คนชอบใสสวยงาม จึงไปอยู่กับธัมมชโย

4. สัตว์บางพวก มีกายอย่างเดียวกัน มีสัญญาอย่างเดียวกัน เช่น พวกเทพมืด สุภกิณหพรหม (ได้นิโรธมืดเป็นโชค) ขออภัยฝ่ายดำดับ อ.มั่น ฝ่ายหลับตานี้ ดีกว่าสายลืมตาใสอย่างธัมมชโย ที่หลอกกันไม่สิ้นสุด แต่ฝ่ายดำนี้สุดอยู่ที่มืด จึงไม่มีอะไรมาก มืดหยุดได้ของใครของมัน คนที่หยุดได้แค่อาฬารดาบส อุทกดาบส เป็นสองอย่างสุดยอดของฝ่ายดับดำแล้ว เขาก็เห็นว่า ความดับดำนี้น่าได้น่ามีน่าเป็น คือสุภกิณหา สายดำนี้จึงชอบหลับตาแล้วจบ แม้ไม่หลับตาก็ลืมตาแต่นิ่งแข็งไม่รู้เรื่อง อยู่ในภพ หลับตาก็ไม่รู้เรื่องเรียกพรหมลูกฟัก เอาไฟมาจี้ไม่รับรู้เลย ดับในภพลึก เอาอะไรมาแทง มาหั่นก็ไม่เจ็บ แต่ออกมาก็รับรู้สึกมีแผลมีหนองซวยอีก แต่ตอนเป็นนั้นไม่รู้สึกตอนอยู่ในภพไม่รู้สึกได้ นี่มีของจริงอยู่ มีผู้ติดยึดอยู่สองสาย คนเหล่านี้จมในภพนี้ทิ้งกาลเวลา ส่วนธัมมชโยนี้บ้าไปกับเวลา พวกนี้สนุกสนานสวยงามไม่หลับไม่นอนกัน แต่เสร็จแล้วก็ตายได้ ไปวุ่นวายสนุกสนานรื่นเริงไม่หลับไม่นอน ต้องเก่งนะ นั่งทั้งวันทั้งคืน สวดธัมมจักกัปปวัตนสูตร 20 ล้านจบ หลอกกันจนทนได้ชื่นใจๆๆ จะท่องเพื่อจำได้ แล้วเอาไปใช้งาน ที่ท่องล้านเที่ยวเก่งกันมากๆก็หลอกกัน ท่องเพื่อใช้งาน แต่เดี๋ยวนี้มีวัตถุดิบเก็บได้เก่ง ไม่ต้องท่องมาก ในอนาคตจะยิ่งมีสิ่งทีเ่ก็บไว้มาก แต่ถ้าเกิดยุคนี้จะใช้จำได้มาก ก็เกิดผิดยุคสมัยแล้ว ถูกเขาหลอกให้นั่งท่องเสียเวลาทุนร้อนแรงงานอยู่อย่างนั้น ให้จำได้เพื่อเอามาใช้ ไม่ใช่จำเพื่อให้เกิดความพิเศษมีฤทธิ์เดชพิสดารอะไร คนท่องได้เก่งก็ส่งฤทธิ์มา ทำลายสัจธรรมของเราสิ ว่าจะไม่พูดแล้วนะ มันไม่มีฤทธิ์มีเดชขี้หมาอะไรหรอก พูดอย่างดูถูกเลย มันงมงายน่าสงสาร เหมือนลบหลู่ แต่อาตมาบริสุทธิ์ใจไม่มีจิต แบบนั้นหรอกพูดโดยโวหาร กายอย่างเดียวกัน สัญญาอย่างเดียวกันนี้ มันจึงยากมากเพราะเป็นความมืดขยายอะไรไม่ออกพูดอะไรไม่ออก แต่อาภัสรานี้มีแสงสเปคตรัมอีกไม่รู้เท่าไหร่ ขยายได้เยอะ ก็เอามาพูดกันได้ มันเป็นปรากฏการณ์การหักเหของแสง ก็เอามาพูดกันไปแยกกันไป รายละเอียด มากน้อยต่างกัน นับไม่ถ้วน เฉดแสงมีล้านๆเฉดก็หลอกกันไปว่าสมมุติว่าต้องมี แค่คนไม่มีแล้วไม่สงสัย เหลือแต่ปรุงขึ้นก็ได้ แต่บางคนนึกไม่ออกเลยก็ได้สัญญาไม่ขึ้นมาเลยก็ได้ แต่รู้ แม้จะนึกสภาวะไม่ออกแต่ก็พอจำบัญญัติได้ กายอย่างเดียวกันสัญญาอย่างเดียวกัน จะใส ก็ไปที่สภาวะขยายได้แต่ดำมืดนี้จบไป ขยายไม่ออก ไปขยายสุดท้ายแค่ อาฬารดาบส อุทกดาบสมีสองสุดท้าย สุดท้ายก็มีหนึ่ง มีหนึ่งกับไม่มีเลย หนึ่งอะไร ก็หนึ่งดำกับไม่มีเลย ก็จบ ดำไม่มีเวบหนึ่งเลยอย่างอาฬารดาบสก็ดำอย่างนั้น ดำได้เจ็ดวัน 49 วันก็เชิญนั่งดับมืดไปหรือจะมากกว่านั้น 49 ท่านใช้สังขยาเลขคูณ 7x7 ถือว่าเลข 7 เป็นเลข Coefficient สัมประสิทธิ์สูงแล้วที่จะก้าวหน้าไม่มีถอยหลังเลย สู่สัมโพธิปรายนะ ไม่มีถอย ไม่มีลดอีกแล้ว 5. สัตว์บางพวก ไม่มีสัญญา ไม่เสวยอารมณ์ เช่น เทพจำพวก “อสัญญีสัตว์” (อุทกดาบสทำนิโรธสมาบัติดับจนไม่รับรู้อะไร) ไม่กำหนดไม่รู้สึก ไม่รับรู้ ความจำไม่ต้องพูดถึง เอาปัจจุบันไม่รู้สึกอะไรเลย อสัญญี ไม่มีความรับรู้ความรู้สึก เหมือนกับไม่มีธาตุรู้เลย จะกดข่มจิตไม่ให้มีความรู้สึกได้อีกกี่วัน 5 วัน 10 วัน 100 วันแล้วจะอยู่รอดไหม สังขารร่างกายที่ต้องใช้การสังเคราะห์กันจะอยู๋ได้ไหม นั่งอย่างนี้ห้าร้อยวัน ฟื้นมาก็ทนได้ ทนไม่ได้ก็ตายไปเลยในร่างนั้น อยู่ที่โมเมนตัม มันถือมั่นมากหรือไม่ ก็เลี้ยงร่างไว้ มันไม่มีพลังงานตั้งสูญถ่วงไว้ก็ล้ม แต่ถ้ายึดไว้ได้ก็ไม่ล้ม โลกไม่นิ่ง ก็ต้องถูกเหวี่ยงไปกับศูนย์ถ่วงโลก

สมณะฟ้าไทว่า...วันนี้พ่อครูอธิบายสิ่งหนึ่ง ว่าเวลาพ่อครูมีค่ามาก แม้แต่เวลาจิบน้ำ แม้จะเป็นความจำเป็นของร่างกายก็ตาม สำหรับพระโพธิสัตว์แล้วเวลาแต่ละวินาทีเป็นเวลาที่มีคุณค่าทำประโยชน์ต่อผู้อื่น ทุกขณะเวลาเป็นประโยชน์ต่อมนุษย์ได้จริงๆ สิ่งสำคัญคือเราฟังท่านแล้วก็ต้องเอาไปทำให้ได้ คือสิ่งที่เราอ่านกิเลสเรา เรากับเธอหากความเห็นคนละอย่างแล้วเราก็ยอมแพ้ก็แล้วกันก็จะได้จบ เราเอาพลังงานบุญไปชำระกิเลสเท่าที่เราจะทำได้ตามเหตุปัจจัย ทำให้ได้เจริญขึ้นทุกขณะที่เราได้ตั้งศีลข้อปฏิบัติ ….ขอกราบขอบพระคุณพ่อครูด้วยความเคารพ 600816_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไฟบุญชำระจริตหมาจิ้งจอกจนพ้นสัตตาวาส

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน