สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน อุทิสมังสะ คือเจตนาฆ่าสัตว์.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน อุทิสมังสะ คือเจตนาฆ่าสัตว์ _น้องแสนดี 11 สิงหาคม 2559 ตอน 102 ถ้าไม่รู้ รับไว้ ก็ไม่ผิด ลองค้นในชาดก เจอเรื่องหนึ่งน่าสนใจครับ เกี่ยวกับ การยัดข้อหาใส่ร้าย ด้วยการถวายของคือเนื้อแก่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า แล้วหาเรื่องใส่ร้ายท่านว่า ทรงรับเนื้อที่ฆ่ามาเฉพาะเจาะจงทั้งที่รู้ (คือรู้นะว่าสัตว์นั้นตายลงเพราะท่าน ถ้าในทางศีลพระแล้วถือว่าห้ามฉันครับ) พ่อครูว่า...คำว่าเจาะจงคือ เจาะจงฆ่า ไม่ใช่เจาะจงให้คนนั้นคนนี้ฉัน มีสองสูตรที่บอกไว้ องค์ 5 ของปานาติบาต 1.สัตว์ยังมีชีวิต 2.รู้ว่าสัตว์นั้นมีชีวิต 3. มีเจตนาฆ่า 4. ลงมือพยายามฆ่า 5. สัตว์นั้นตายลง คำว่าอุทิส คือ เจาะจง เจตนาให้ตายลง คือสัตว์ตายด้วยเจตนาฆ่าของคน ท่านขยายตั้งแต่ สัตว์นั้นมีชีวิต เราก็รู้ว่ามีชีวิต เราต้องหวังประโยชน์ต่อสัตว์ทั้งปวงไม่ใช่ไปทำชีวิตมันให้หมดไป แม้แต่สัตว์เซลล์เดียว มันอาจพัฒนาไปเป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่งก็ได้ ไปตัดตอนวิบากได้อย่างไร ระวังเถอะ เรื่องเจตนาฆ่าสัตว์ ทีนี้อีกสูตรหนึ่งในชีวกสูตร หรือสีหสูตร ก็ไปอ้างบริสุทธิ์โดยส่วนสามคือ ไม่จำเพาะเจาะจงบุคคล แต่ที่จริงพยัญชนะมีเพียง สัญจิตจ ปานาชีวิตัง โมโรเปตุง แต่ไปแปลเพี้ยนไป สัญจิตจ คือเจตนา ปานาคือชีวิต ชีวิตังคือชีวิต โมโรเปตุง คือทำให้ตายไป ก็ตรงๆแค่นี้ อาตมาก็เลยได้อันนี้ชัดเจนใน ชีวกสูตร สีหสูตร ยืนยัน ความลึกซึ้งของบาปบุญ โดยใช้คำว่า ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก แต่เป็นบาปเป็นอันมาก ตั้งใจฟังคำความนี้ ไม่ใช่สิ่งที่ทำแล้วเป็นบุญคือกำจัดกิเลส แต่ได้บาปเป็นอันมาก บาปนี้สะสมได้ แต่บุญไม่มีการสะสมได้ ในสูตรนี้ได้บาปเป็นอันมากเพราะคือ
ทำบุญแต่ได้บาป 5 ลำดับ (ย่อมประสบบาป มิใช่บุญ) 1. ผู้นั้
อ่านต่อ
นกล่าวอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปนำสัตว์ชื่อโน้นมา” (อุทิศ, อุททิสสะ คือ เจาะจงมุ่งหมายไปที่สัตว์ชื่อนั้น) แต่เขาแปลเลี่ยงไปว่า เจาะจงนำสัตว์ไปให้คนชื่อนี้ๆกิน คนนี้จะกินไม่ได้...มันก็แปลกมากนะ ไม่น่าจะแปลเป็นเช่นนี้ 2. สัตว์นั้นเมื่อถูกเขาผูกคอนำมา ย่อมได้เสวยทุกข์โทมนัส 3. ผู้นั้นพูดอย่างนี้ว่า “ท่านทั้งหลายจงไปฆ่าสัตว์นี้” 4. สัตว์นั้น เมื่อกำลังถูกเขาฆ่าย่อมเสวยทุกข์โทมนัส 5. ผู้นั้นยังตถาคตและสาวกตถาคต ให้ยินดีไปด้วยเนื้อ ย่อมประสพบาปมิใช่บุญเป็นอันมาก (ตถาคตํ วา ตถาคตสาวกํ วา อุทฺทิสฺส ปาณํ อารภติ โส อิเมหิ ปญฺจหิ ฐาเนหิ พหุง อปุญฺญํ ปสวตีติ) ชีวกสูตร ล.13 ข.60 พ่อครูว่า...อาตมาสรุปว่าใครต้องการจะกินเนื้อสัตว์ก็กินไปเถอะ แต่ถ้าถึงครั้งคราวจะต้องกิน ก็กิน เขาอ้างในพระไตรปิฎกมาด้วย แล้วพระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่ากินก็กิน ถ้ามันจะต้องเจอกับเหตุการณ์ที่มันร้ายร้าย กับผู้ที่มีจริตแบบหมาจิ้งจอก ในสิคาลวรรค ท่านก็ประชดเสริมไปว่า ถ้าเธอแน่จริง ท่านแปลรวมว่าเป็นคนไม่ดีมีอยู่สามสัตว์มีคำว่า หนฺตฺวา ฆตฺวา วธิตฺวา จ หันฺตฺวา ฆตฺวา วธิตฺวา รวมสามคำนี้ ท่านแปลว่าผู้ไม่สำรวม แต่ที่จริงแปลว่าผู้โหดร้าย การแปลว่า ผู้ไม่สำรวม จึงไม่ถูก ซึ่งเป็นการแปลแบบเบี้ยวบาลี ทำให้อ่อนลง เพราะท่านผู้แปลเป็นผู้ที่กินเนื้อสัตว์อยู่นั่นเอง ลองมาดูนะครับว่า ท่านจะว่าอย่างไร และผิดหรือไม่... อรรถกถา พาโลวาทชาดก ว่าด้วยคนมีปัญญาบริโภค พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ กูฏาคารศาลา เสด็จเข้าไปอาศัยกรุงเวสาลี ทรงปรารภสีหเสนาบดี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า หนฺตฺวา ฆตฺวา วธิตฺวา จ ดังนี้. ความย่อมีอยู่ว่า สีหเสนาบดีนั้นถึงพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่าเป็นที่พึ่งแล้วนิมนต์ไปถวายภัตตาหารปรุงด้วยเนื้อ. พวกนิครนถ์ฟังข่าวแล้วไม่พอใจ ใคร่จะเบียดเบียนพระตถาคตเจ้า จึงกล่าวใส่ไคล้ว่า พระสมณโคดมเสวยเนื้อที่เขาอุทิศถวายทั้งที่รู้อยู่. ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย นิครนถนาฏบุตรกับพวกบริษัทเที่ยวใส่ไคล้ว่า พระสมณโคดมเสวยเนื้อที่เขาอุทิศถวายทั้งที่รู้อยู่. พ่อครูว่า...อันนี้ถ้าพระพุทธเจ้าฉันเนื้อสัตว์เป็นปกติการกล่าวว่า กล่าวใส่ไคล้ของนิครนถ์ ก็จะไม่มีผลอะไร แต่นี่เพราะว่าพระพุทธเจ้าไม่ได้ฉันเนื้อสัตว์ จึงเป็นเหตุให้นิครนถ์ เอามาโพนทะนา ใส่ไคล้ ก็ใครจะกินก็นิมนต์ แต่เราไม่กินกันแล้ว เป็นปกติ อันที่เขียนต่อมาก็ไม่อ่านแล้ว ก็เมื่อคุณจะรับประทานก็หาเหตุผลมาอธิบาย แต่เราไม่เสียเวลาเสียพลังงานไปวิจัยแล้ว เพราะพูดมาไม่รู้กี่ปีแล้ว ลงท้ายก็ใช้อย่างที่พระพุทธเจ้าตรัสว่าความเห็นของเธอกับความเห็นของเรานั้นคนละอย่างกันแล้ว คุณจะกินก็แล้วแต่ แต่เราไม่กินก็จบ ไม่ทะเลาะกันเราไม่ได้ไปแย่งของคุณด้วย เราไม่เป็นคู่แย่งแล้วดีจะตายไป 600814_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไตรสิกขาให้ถึงทักขิเนยบุคคล 7