สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน กายกับไตรสิกขา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(ศีล สมาธิ ปัญญา) ตอน กายกับไตรสิกขา ศีล สมาธิ ปัญญา ที่จะต้องศึกษากันอย่างสำคัญ คือจะต้องรู้จักกาย ไม่อย่า งนั้น ไม่สามารถปฏิบัติโลกุตรธรรมได้ กายนั้นไม่ใช่ตัวเรานี้รู้ได้ง่าย ดินน้ำไฟลม ภายนอกก็รู้ได้ง่าย แต่ถ้าแม้ดินน้ำไฟลมจะมาสังเคราะห์เป็นตัวเรา ก็ต้องแยกให้ได้อีก ส่วนนอกที่ไม่ใช่กายนี้หั่นขาดได้ง่าย แต่ที่เป็นตัวเราอยู่นี่ กายคือรูปและนาม กายไม่มีเดี่ยวจะต้องมีสอง รูปและนาม ที่พระพุทธเจ้าให้เป็นมูลกรรมฐาน 5 คือผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เอาเล็บ เป็นตัวอย่าง เล็บส่วนที่ไม่ใช่กายไม่มีจิตไปร่วม มันยาวได้ คือเพราะว่ามันเป็นพีชะ จะหั่นออกไปอย่างไรก็ไม่เจ็บ เพราะไม่เกี่ยวเนื่องกับเส้นประสาทที่มีจิตร่วมอยู่ อันนั้นไม่ใช่กายเราแล้ว แต่เป็นพีชะ เป็นชีวะในตัวเรายังยาวได้ คนถึงทึ่ง ที่ไม่รู้รายละเอียดในพระสายพวกนั่งหลับตาเจโตสมาธิ เหมือนไม่ยอมตาย ที่จริงตายแล้วเป็นพีชะ ถ้ามีอาหารเลี้ยงอยู่ แม้ตายแล้วเล็บก็งอกยาวเนื้อหนังก็สดอยู่บ้าง เขาก็ทึ่งว่า มีอิทธิฤทธิ์อิทธิเดช ก็คุณไปยึดอยู่ได้ ถ้าไม่ยึดก็สลายไปแล้ว แม้จะไม่มีวิญญาณแต่เหลือโมเมนตัม เป็นพีชะ เป็นมนุษย์พืช ถ้ายังให้อาหารมันอยู่ก็เหมือนการเลี้ยงพืชไว้จะอยู่อีกกี่ปีก็อยู่ได้ อาหารก็สังเคราะห์เหมือนกับพืช แต่วันหนึ่งก็ต้องมีวันสิ้นสุด จะเลี้ยงไว้อย่างไรก็ต้องมีที่สิ้นสุด เล็บส่วนที่ไม่ใช่กายก็อย่าไปยึดสิ แต่คนก็ยึดติดกัน อย่าตัดของฉัน ของฉันสวยของฉันรักนะ ประคบประหงมทั้งที่มันไม่มีความรู้สึกแล้ว แม้แต่คุณจะเล็บยาว พวกฤาษีเลี้ยงเล็บยาว จนไม่รู้ว่ากินข้าวได้อย่างไร เคยเห็นภาพที่เขาเอามาให้ดู ไว้ผมยาวก็มี มันเป็นโทษเป็นภาระด้วย ถ้าศึกษาคำว่า กาย ไม่สัมมาทิฎฐิ ก็ปิดประตูบรรลุธรรมได้เลย ในอานาปานสติ มีคำว่า กาย
อ่านต่อ
สังขารัง ปัสสัมภยัง เขาก็เข้าใจว่าทำให้ร่างกายนี้ไม่กระดุกกระดิกเท่านั้น ก็ไม่ถูก เพราะหลับตาเอาแต่ลมหายใจเข้าออกเหลือกายคือลมหายใจ แต่ถ้าทิ้งลมหายใจก็ไม่ใช่กาย ไม่มีธรรมะ 2 ก็ไม่มีสัมมาทิฏฐิ เพราะไม่มีกายให้ปฏิบัติ ในพระไตรปิฎกเล่ม 10 ข้อ 60 ธรรมทั้งสองเหล่านี้ รวมเป็นอันเดียวกันกับเวทนา โดยส่วนสอง (เทฺว ธมฺมา ทฺวเยน เวทนาย เอกสโมสรณา ภวนฺติ ฯ ) ล.10 ข.60 กรรมฐานคือเวทนา ถ้าทำอันนี้เป็นพระอรหันต์หรือเป็นพระพุทธเจ้าได้ เพราะเวทนาเป็นตัวใช้ ในเวทนา 108 ถ้าคุณไม่สามารถอ่านเวทนา จนทำเวทนา 108 ได้ แบ่ง มโนปวิจาร ได้ ทำเนกขัมสิตอุเบกขาเวทนาได้ ทุกปัจจุบัน สั่งสมเป็นอดีตที่แข็งแรง เป็นอุเบกขาได้ ทุกปัจจุบันทำได้ อนาคตก็ตัดสินได้ว่า 0 ทำไมพระพุทธเจ้าจึงตัดสินที่ทิฏฐธัมนิพพานทิฏฐิ ทิฏฐธรรมนี้เป็น เจตสิก เป็นความเห็นความรู้ ทิฏฐเป็นรูป เป็นกรรม สุดท้ายก็มีกาละกับกรรม ทิฏฐธรรมนิพพานทิฏฐิของพระพุทธเจ้าต้องมีปัจจุบัน ต้องมีธาตุรู้ ทิฏฐิ ตั้งแต่สัมมาทิฏฐิจนเป็นปัญญา ปัญญินทรีย์ ปัญญาพละ ในกระบวนการ 6 ของปัญญา ในศีลถ้าคุณปฏิบัติศีล แล้วคุณก็แยกกายกับจิต ศีลคุณปฏิบัติแค่กาย สมาธิก็ไปนั่งหลับตา คุณก็ไม่มีวันที่จะบรรลุอรหันต์ได้ จะได้แต่อรหันต์เก๊ อรหันต์ผิดๆ ทุกวันนี้คนก็ไปยึดถืออรหันต์เก๊เป็นอรหันต์จริง กายคำเดียวนี้อย่างหนึ่ง บุญก็ตาม ปัญญาก็ตาม ที่อาตมาเอามาขยายความ พวกเราไม่เบื่อกัน เพราะมีความรู้เพิ่มเติมทีละนิดทีละหน่อยอีกได้ ศีล ไม่ใช่แค่กายกับวาจา ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน กิมัตถิยสูตร ศีล ทำให้เกิดการเจริญเป็นกุศล พอปลายของกุศลต้องเป็นบุญ เป็นการชำระกิเลส ถ้ากุศลของคุณไม่เกิดเป็นอัญญา ไม่เกิดปัญญา กุศลของคุณก็ไม่ได้ตรัสรู้ กุศลของคุณต้องเกิดอัญญาปัญญา แล้วทำให้กิเลสตายได้เป็นความฉลาดแบบโลกุตระ ถ้าไม่เช่นนั้นก็ไม่มีคนไม่มีทาง ก็วนในโลกียะตลอด ศีล หากไม่สัมมาทิฎฐิก็ไม่มีทางไปถึงอรหันต์ได้ มีแต่อรหันต์เก๊ สมาธิที่ไม่ใช่สมาธิของพระพุทธเจ้าอย่างสัมมาทิฏฐิจริง แล้วจะเป็นได้อย่างไรอรหันต์ ป่วยการกลาวถึงปัญญา ก็ศีลเบื้องต้นผิด สมาธิผิด ปัญญาก็ไม่ได้ ไม่เป็นสัมมาปัญญา วิมุติจริงก็ไม่ได้ เป็นมิจฉาวิมุติ ตลอดกาล
600814_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไตรสิกขาให้ถึงทักขิเนยบุคคล 7