สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เนกขัมสิตะเวทนากับเคหสิตเวทนา.docx
เนื้อหาในไฟล์
สื่อธรรมะพ่อครู(โพธิปักขิยธรรม 37) ตอน เนกขัมสิตะเวทนากับเคหสิตเวทนา _จาก ลอย แคนาดา กราบขอบพระคุณพ่อครู และสมณะครูอย่างสูง เป็นคำสอนที่ลึกซึ้งยิ่ง ผู้นำมาถ่ายทอดเป็นนักวิทยาศาสตร์ที่มีชื่อเสียงมากของศตวรรษนี้ เขาคงศึกษาพุทธธรรมอย่างลึกซึ้ง ขออนุญาตเรียนถามต่อในโอกาสหน้าว่า ความแตกต่างของอุเบกขาเนกขัมสิต กับ อุเบกขาเคหสิต วัดที่ ตัณหา ว่าเกิดหรือไม่เกิด ใช่หรือไม่ครับ อุเบกขาเนกขัมสิต คือ อาการหยั่งรู้ ที่ไม่ยินดี ยินร้าย ผมเข้าใจถูกไหมครับ พ่อครูว่า...ปฏิบัติเกิดผลก็เรียกว่า เนกขัมมะ เป็นส่วนบุญคือทำให้กิเลสลดลง จางคลายลงเรื่อยๆ คุณเข้าใจถูกต้องว่า เป็นปัญญาของเราที่เรารู้ว่าเราทำออก เนกขัมมะ ทำให้กิเลสจางคลาย ดับได้ จนกลายเป็นความไม่ยินดียินร้าย อุเบกขา อย่างนี้ เข้าใจถูกแล้ว ซึ่งคุณจะรู้ได้จริงๆจะต้องเรียนรู้อาการของจิต โดยเฉพาะอาการเวทนา พระพุทธเจ้าท่านสอนเวทนา 108 ตรงที่เรียกกันอย่างสำคัญว่ามโนปวิจาร คือพฤติกรรมของจิต ลีลาเคลื่อนไหวของมโนที่คุณทำให้เกิด ทำด้วยวิชชาเป็นเนกขัมมะ ทำด้วยอวิชชาเป็นเคหสิตะ คุณทำได้จิตคุณมีสัญญากำหนดอ่านเป็นปัญญา รู้จริงๆ เห็นอาการมันเข้าใจอ่านออกได้ ว่าจิตเราควรมีอาการที่ต่างจากเคหสิตะ คือคุณอาศัยอย่างนี้อยู่คุณยึดอันนี้อยู่ตั้งนานแล้ว ทีนี้คุณทำได้มีสูตรใหม่ของพระพุทธเจ้า คุณก็ได้พอใจ เราพอใจที่ทำไม่เอา วางจางเลิกละก็ต่างกัน จึงเรียกว่าเป็นคนละเรื่องกัน เรียกว่าอัญญะ แต่ก่อนนี้เราเอาเต็มที่ แต่ตอนนี้เราทำออกๆๆ คนที่ไม่เข้าใจ อาการของเคหสิตะ เป็นกิเลส เป็นองค์ประชุมของรูปนามเป็นสักกายะ ต้องมีจิตของคุณไปรู้ คุณต้องมีตัวรู้ ถ้าไม่รู้ก็มีแต่รูป แล้วไม่มีตัวนามไม่มีตัวคุณเลยคุณไม่ได้ไปรู้ตัวนี้ แล้วจะไปปฏิบัติอะไร ต้องมีนามธรรมตัวร
อ่านต่อ
ู้ จึงจะปฏิบัติธรรมได้ เป็นกายต้องเอาที่ตัวรู้ กายต้องกำหนดว่ามีธรรมะสอง ทำตั้งแต่โอฬาริกอัตตา แล้วทำ รูปอัตตา อรูปอัตตา แม้แต่เหลือมนายตนะ กับธรรมมายตนะ คู่สุดท้ายตัวในเลย ก็ต้องรู้สิ่งที่ถูกรู้คือรูป แม้เป็นอรูปก็ถูกรู้ ตัวรู้คือ Subject ตัวถูกรู้คือ object มันก็ทำให้เป็นหนึ่งได้ เวทนาเป็นหนึ่ง แม้จะกระทบอีกมันก็นิ่ง เป็น 1 และทำถึง เป็น 0 ได้ไม่มีได้ ก็รู้สภาวะของนปุงสกลิงค์ ไม่มีอะไรให้เปรียบเทียบแม้นิดแม้น้อย แม้จะเหลือเศษ ท่านก็ตัดเป็นพระอรหันต์ได้ หมดอาสวะแล้ว อาจเหลืออนุสัยได้ ก็เป็นพระอรหันต์ อาสวะมี 10 อนุสัยมี 7 ย ตัวต้น ว เป็นตัวต้นเหมือนกัน แต่เป็นเส้าที่สอง ย เริ่มต้น ล ส่วน ว ส ห อีกอันหนึ่ง เศษวรรค ฬ อํ สองเส้านี้เขาก็เอาพยัญชนะ ตัว ย กับตัว ว มาใส่ ก็สลับไปมา อธิบายได้ยากสภาวะที่กลับจะเปลี่ยนสภาพ เป็นเรื่องอจินไตย ผู้ยึดมั่นถือมั่นก็ต้องยอมเขา แต่คนไม่ยึดมั่นถือมั่น แต่ละเหตุองค์ประกอบมันคนละเหตุปัจจัย มันไม่เที่ยง ผู้ที่รู้สภาวะจริงแล้วจิตสะอาดบริสุทธิ์เป็นหลัก คนยึดอยู่ก็ยึด เราก็ไม่ทะเลาะอะไรกับใครก็จบ ตกลง สรุปอันนี้ให้คุณลอยว่าจิตเป็นกลางอุเบกขา ซ้อนกัน คุณต้องปฏิบัติเวทนา 108 ให้ถึงอุเบกขา เป็นฐานนิพพาน อาการอย่างนี้ ก็จะละเอียดสุขุมประณีต ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จิตใจแข็งแรงขึ้นดีขึ้น ประเสริฐขึ้น ทำได้ตามต้องการมากขึ้นประเสริฐสูงสุด ถึงขั้นเป็นพระพุทธเจ้าแล้วไม่มีใครทำได้เท่า นอกนั้นก็ทำได้ตามฐานะแต่ละคน ถ้าคุณเองศึกษาไปถึงสภาวะนั้นๆก็จะรู้ได้เอง สรุปแล้ว เนกขัมมะ กับ เคหสิตะนี่แหละ เป็นตัวสำคัญของอาการเวทนาที่คุณต้องเรียนรู้สัมผัส มโนปวิจาร 18 เป็น เนกขัมสิตเวทนา กับ เคหสิตเวทนา มีทั้งสุข ทุกข์ อุเบกขา และเป็นทาง ทวารทั้ง 6 รวมเป็น 18 นี่คือมโนปวิจาร 18 คุณได้พยัญชนะก็ต้องศึกษาสภาวะจริง จนอ่านของจริง กำหนดรู้สัญญากำหนดรู้ อาการ ลิงคะ นิมิต อุเทส เห็นความต่างของมัน กำหนดรู้อย่างนี้เรียกว่าโกรธนะ อย่างนี้เรียกว่าโลภนะ อาตมาก็ทำ กิริยา ประกอบให้เห็นว่าต่างกัน แต่จริงๆแล้วมันไม่มีรูปร่างเคลื่อนไหวให้เห็น แต่เป็นนามธรรม คุณต้องอ่านของคุณเอง ในมโนวิญญํัติที่ ออกมาเป็นการเคลื่อนไหวภายนอก เราก็โยงเข้าภายใน หรือตัวมโนมันกระดุกกระดิก ก็ตัวสุดท้ายแล้ว คุณจะต้องอ่านของตัวเองให้ชัดเจนพึ่งพาคนอื่นไม่ได้แล้ว อ่านได้ชัดเจนก็ต้องเป็นปฏิภาณไหวพริบ มุทุภูตธาตุ เป็นปัญญาของคุณเองสุดท้ายต้องพึ่งตน อัตตาหิอัตโนนาโถ แต่ก็ต้องพึ่งลำลอง จากผู้รู้ท่านอื่นไปก่อนจนถึงที่สุดแห่งที่สุดก็ต้องพึ่งพาตนเองตัดสินเอง เป็นสุดท้าย 600814_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ ไตรสิกขาให้ถึงทักขิเนยบุคคล 7