พวกพญานาค คือพวกหลับตาปฏิบัติ ไม่เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์.docx
เนื้อหาในไฟล์
พวกพญานาค คือพวกหลับตาปฏิบัติ ไม่เป็นลำดับอันน่าอัศจรรย์ พ่อครูว่า... อาตมายังตั้งใจจะอธิบายเรื่อง ความมหัศจรรย์ที่ไม่เคยมีมา ใน ปหาราทสูตร พระไตรปิฎกเล่ม 23 ข้อ 109
ข้อที่ 1 พ. ดูกรปหาราทะ ในมหาสมุทรมีธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมาสักเท่าไร ที่พวกอสูรเห็นแล้วย่อมอภิรมย์ ฯ ป. มี ๘ ประการ พระเจ้าข้า พ่อครูว่า...มีความรอบรู้อย่างยิ่ง ที่จริงความมหัศจรรย์ 8 ประการนี้เป็นของศาสนาพุทธ แต่ก่อน พราหมณ์ เป็นผู้ที่มี สุรภาโว แต่ต่อมาได้เสื่อมไปเป็นอสูรแล้ว ไม่กล้าจะมาเป็นโลกุตระไม่กล้าจะมาศึกษาศาสนาพุทธ ไปเอาศาสนาอะไรที่ตัวเองหลงไปนาน กับอสูร ไปเป็นอสูรกับเขาหมด
๘ ประการเป็นไฉน ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ หาได้โกรกชันเหมือนเหวไม่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ หาได้โกรกชันเหมือนเหวไม่ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๑ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ พ่อครูว่า... ขนาดเป็นอสูรยังอภิรมย์กับความมหัศจรรย์ที่เป็นลำดับ ข้อที่ 1 เป็นลำดับ ไล่เรียงมา ตามลำดับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ไล่ลำดับไม่สลับ ไม่ก้าวกระโดด ไม่ใจร้อน ไปตามลำดับ อันนี้แค่นี้ พระพุทธเจ้าถือว่าเป็นความมหัศจรรย์แล้ว เพราะฉะนั้นอาตมาก็ขอขยายความ แค่เป็นลำดับไม่ลัดขั้นตอน เช่น จรณะ 15 มีศีล ข้อ 1 สำรวมอินทรีย์เป็นข้อที่ 2 โภชเนมัตตัญญุตาเป็นข้อที่ 3 ชาคริยานุโยคะเป็นข้อที่ 4 ศรัทธาข้อ 5 หิริข้อ 6 โอตตัปปะ ข้อที่ 7 พหุสัจจะข้อที่ 8 วิริยะเป็นข้อที่ 9 สติเป็นข้อที่ 10 ปัญญา ข้อที่11 ฌาน 1 2 3 4 เป็นข้อที่ 12 13 14 15 เป็นลำดับไล่เรียงไป ไม่ลัดไม่ตัด ไม่ตัดทิ้งอะไร นี่คือความมหัศจรรย์ของศาสนาพุทธแต่ทุกวันนี้ชาวพุทธเสื่อมไปจา
อ่านต่อ
กศาสนาพุทธแล้ว จะปฏิบัติฉันเป็นอย่างไร ไม่มีอะไรเลยนั่งหลับตา จึงจะเกิด ฌาน 1 2 3 4 อย่าไปยุ่งเกี่ยวกับพระไตรปิฎกก็อย่าไปอ่าน ทำฌานจะะเกิดฌาน นั่งหลับตาสมาธิอย่างเดียว เดี๋ยวก็มีเอง นี่คือมิจฉาทิฏฐิ หรืออวิชชาที่ตกขอบ ออกนอกศาสนาพุทธไปไกล สุดโลกเลย เป็นโลก เดียรถีย์ เป็นโลกที่ออกนอกศาสนาพุทธไปไกลลิบแล้วเอามาใส่ในศาสนาพุทธ ทำให้ศาสนาพุทธเสื่อมต่ำผิดพลาดไปไกล คนพวกนี้ อาตมาไม่ได้ใส่ความ ไม่ได้ว่าแต่คนพวกนี้ทำบาป เป็นโจรผู้ทำลายศาสนา ทำลายจิตวิญญาณ ทำลายธรรมะของพระพุทธเจ้า ที่ท่านตรัสอยู่ในอาหารสูตร ข้อที่ 4 เป็นโจรผู้ทำลายศาสนาพุทธ พระพุทธเจ้าท่านก็สมมุติว่ามีพระราชา เห็นโจรมาทำร้ายทำลายสิ่งที่ไม่ควรทำร้าย ก็ให้เจ้าพนักงานไปฆ่า แทงด้วยหอก 100 เล่ม เช้า 100 เล่ม แทงเสร็จแล้วก็กลับมา พระราชาเจออีกก็ถามว่าเป็นยังไงตายแล้วหรือยังโจร ก็ยังไม่ตายพระเจ้าข้า เอาไปฆ่าให้ตายด้วยหอก 100 เล่มอีกไป เจ้าพนักงานก็ไปแทงด้วยหอกอีก 100 เล่ม เสร็จแล้วตอนเย็น พระราชาเจอพนักงานอีกก็บอกว่าตายหรือยัง ยังพระเจ้าค่ะ ก็เอาไปฆ่าอีกด้วยหอก 100 เล่มไปแทงฆ่าให้ตายอีก เจ้าพนักงานก็เอาไปแทง เอาหอก 100 เล่มไปแทง คือ เขาไม่รู้สึกรู้สา แทงเท่าไหร่ก็ไม่เข้า แทงเท่าไหร่ก็ไม่รู้สึกไม่สะกิดเขาเลย เขาก็ยังจมอยู่ในวังวน จมอยู่ในที่มืด จมในอวิชชา อันนั้นอย่างเก่านั่นแหละ อันนี้อาตมาก็ อยากจะขยายความให้พิสดารไปอีก ถึงขั้นเป็นพญานาค ที่นอนเฝ้าถาดทองคำของพระพุทธเจ้า เป็นการนอนหลับไม่รู้คู้ไม่เห็น หลับตลอดกาลนานเลย เขาจะรู้สึกตัวขึ้นมา ในโลกนี้ หรือในชีวิตของเขาชีวิตของพญานาค เขาจะรู้สึกตัวขึ้นมาสักทีหนึ่งก็ต่อเมื่อพระพุทธเจ้าพระองค์ใดพระองค์หนึ่ง อุบัติขึ้นมาในโลก อุบัติมาแล้วท่านก็ลอยถาดทวนน้ำมา ซึ่งเป็นธรรมาธิษฐาน เสร็จแล้วก็จมลงมาตรง กองถาดพระพุทธเจ้าองค์อื่นๆ จะดังอย่างไรก็แล้วแต่ เราก็พูดเป็นกิ๊กก็ได้ พญานาคก็จะได้ยินแต่แค่เสียงถาดทองที่เป็นพระพุทธเจ้าองค์ใดองค์หนึ่ง ลอยมาแล้วกระทบถาดทองของพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ อย่างเดียวๆ นอกนั้นหลับไม่รู้คู้ไม่เห็นอะไรสักอย่างรู้ได้แค่นี้ โอ้โห อุทาหรณ์ของพระเจ้านี้สุดยอด ทำไมถึงได้โง่ดักดานโง่ดึกดำบรรพ์โง่อยู่ใต้ก้นบึ้งมหาสมุทร นอนหลับ พอได้ยินเสียง กริ๊ก แล้วก็หลับไปอีกอย่างเก่า รอให้พระพุทธเจ้าองค์ใหม่อุบัติขึ้นอีกมาลอยถาดอีกก็ดังอีก กริ๊ก ก็ตื่นมาอีกครั้งหนึ่ง นี่คืออุทาหรณ์ของพระพุทธเจ้าสลบไสลไม่รู้เรื่องเลยใครจะพูดอย่างไรมีอย่างไร กูไม่รู้เรื่องทั้งนั้น จมอยู่ในสิ่งที่กูยึดถือ งมงายกูมืดบอดอยู่อย่างนี้ สู่แดนธรรม... เป็นการหลับอยู่ในภวังค์ก็เป็นพญานาค เขาถือว่าไม่ได้สนใจโลกปรุงแต่งแล้ว ครับผมเข้าใจว่าเขาไม่ได้ปรุงแต่งกับโลก เขาว่าหลุดพ้นจากโลกภูมิแต่งด้วยซ้ำไป แต่มันเป็นโลกที่ตรงกันข้ามกับพระพุทธเจ้าตรัสรู้ พ่อครูว่า... ก็น่าสงสารไม่รู้จะทำอย่างไรคือมันเยอะอันตรายก็สงสาร คนไทยที่ไปหลงงมงายนั่งหลับตา ขอยืนยันอีกๆๆๆ เลยว่า ลัทธิพุทธไม่หลับตา ศีล อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่ใช่หลับตา ชาคริยาคือตื่น ตื่นๆไม่ใช่หลับ ฝึกตื่นเสมอไม่ใช่ฝึกหลับ ไม่ใช่เป็นเพียรหลับ ไม่ใช่ไปเพียร นิทรานุโยคะ หรือว่า ไสยานุโยคะ อะไร มันไม่ใช่ มันต้องชาคริยานะ สำรวมอินทรีย์คือตา หู จมูก ลิ้น กายต้องเปิด อินทรีย์ทั้ง 6 ต้องเปิด สำรวมสังวรเสมอเมื่อกระทบสัมผัสต้องเรียนรู้ ศาสนาพุทธต้องเรียนรู้ตื่นๆกระทบอย่างนี้ หลับตานั้นเป็นเรื่องนอกศาสนาพุทธจริงๆ ตีทิ้งไปได้เลย อาตมาก็ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาพูดชัดพูดเพราะพูดแรง สู่แดนธรรม... แม้แต่คำว่า ชาคริยา คำว่าชา คำเดียว ก็ต้องบอกว่า รู้จากการเห็น จึงจะเรียกว่า ชา พ่อครูว่า... สำรวมอินทรีย์แล้วต้องเรียนรู้ โภชเนมัตตัญญุตา กิเลสรวมอยู่ตรงนี้ทั้งนั้นเลย รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสที่จะกระทบลิ้นสัมผัส แล้วเป็นรส เป็นรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัสเราต้องไม่งมงายอยู่กับสิ่งนั้น อย่างมหาบัว กินหมาก รสทางลิ้นไม่รู้เรื่องเลยไม่รู้จักกามคุณถ้าไม่รู้จักการติดยึดไม่รู้เลย แล้วคนก็ไปลงว่าเป็นอะไรหัน อาตมาจึงได้สุดสงสารจริงๆเลย ไม่ใช่ไปว่าอาตมาจะไปเกลียดชังมหาบัวแต่สงสารท่าน แล้วก็สงสารคนที่ไปหลงงมงายตามมหาบัว ไปหลงเป็นอรหันต์ ไปหลงเป็นคนตามที่ท่านได้หลอก ขอยืนยันว่าท่านหลอก อกาตมาไม่คิดว่าท่านไม่รู้ว่าสิ่งนี้เป็นกิเลส พอตามประวัติเคยได้ยินว่าท่านเคยได้หยุดกินหมาก แต่ท่านหยุดไม่ได้ ท่านก็เลยกลบเกลื่อนเลย กลบเกลื่อนว่า นี่มันไม่ใช่กิเลส มันเป็นเรื่องของธาตุขันธ์ กลบเกลื่อนไปเลย มันเป็นอันตรายต่อนิพพาน โกหกซ้ำโกหกซ้อน พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่าคนที่โกหกทั้งๆที่รู้ คนๆนี้อย่าไปคบเป็นอันขาด ไม่มีอะไรที่จะไม่โกหก โกหกได้หมด โกหกทั้งๆที่ตนรู้ว่านี่คือการโกหก นี่เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้านะ เป็น สัมปชานมุสาวาท เป็นเรื่องที่สุดสงสาร ทำไมเสื่อมไปหนัก ศาสนาพุทธ ไปหลงงมงายกับผู้ที่มิจฉาทิฏฐิหนัก แล้วก็ไปหลงว่าเป็นผู้ที่ประเสริฐสุดยอด มันโอ้โห คนละขั้วกับความจริง สู่แดนธรรม... ปัญหานี้ถูกมองว่า ท่านทั้งหลายปฏิบัติไม่เป็นตามลำดับก็เป็นปัญหาของพ่อท่าน พ่อท่านทำอย่างไรจึงทำให้เขาลดละให้ตามลำดับ พ่อครูว่า... ต้องมีลำดับสิ เมื่อปฏิบัติศีลและมีสำรวมอินทรีย์ โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคคะ แล้ว สำรวมระวังระวังตาหูจมูกลิ้นกายใจ แล้วตื่นรู้แยกกิเลสได้ กำจัดกิเลสได้ไปเรื่อยๆ จึงจะเกิดศรัทธา จึงจะละอาย ประเด็นนี้แหละยิ่งใหญ่มาก ละอายอย่างแรงกล้า พระพุทธเจ้าตรัสว่าถ้าใครได้คบสัตบุรุษคือคบกับพระพุทธเจ้า อธิบายธรรมะโลกุตระ ผู้ที่เข้าใจผู้ที่ชัดเจนแล้วโอ้โห ทำไมเราถึงได้โง่เง่า ทำไมเราถึงได้ผิดยึดนานจมอยู่ โอ้โห น่าเกลียดน่าละอาย ทำไมถึงโง่ มันรู้สึกถึงความโง่ของตัวเองอย่างชัดเจนเลยว่า แล้วจะรู้สึกละอาย เพราะฉะนั้นผู้ใดฟังธรรมะที่อาตมาพูด ยังไม่รู้สึกยังไม่ถอดถอน ยังไม่เข้าใจยังไม่เชื่อยังไม่รู้ไม่ศรัทธา แล้วก็ไม่เกิด หิริ ไม่เกิดความละอายขึ้นมานะ ก็คือยังไม่ตื่น สู่แดนธรรม... ผมเคยเห็นคนหนึ่งครับเขามาสารภาพว่า พอเขาได้อ่าน สิ่งที่พ่อท่านได้เขียนเรื่องเทวดา ที่พ่อท่านวิจัยเรื่องเวทนา ใน EQ โลกุตระ เขาอ่านแล้วมาสารภาพว่าอยากเข้ามากราบขออภัยท่าน ที่พ่อท่าน เมื่อก่อนเขาได้ดูหมิ่นดูถูกไป เขาเข้าใจได้เขาก็จะเป็นคนใหม่ขึ้นมา พ่อครูว่า... ใช่ทันทีเลย ..อย่างที่พระพุทธเจ้าอุทานว่า โอ้.. อัญญาสิวตโภโกณฑัญโญ มันถึงจะเปิดทางเข้ามาหาศาสนาพุทธ ไม่เช่นนั้นไม่เข้ามาหาศาสนาพุทธ พูดตรงๆเลย คนที่ฟังธรรมอาตมา แล้วต่อต้าน ไม่มีทางที่จะเข้าสู่ธรรมะโลกุตระของพระพุทธเจ้าได้ แล้วเขาจะไม่เกิดศรัทธา แล้วเขาจะไม่มีหิริ เขาจะยึดถืออย่างที่เขาเข้าใจเชื่อถืออยู่ตลอดเวลา ยิ่งยึดมากเท่าไหร่ เขายิ่งเห็นว่าเราพูดตรงกันข้าม เขาก็จะยิ่งว่า เขาเข้าใจผิดแล้วว่าอาตมา ยกตัวอย่างเช่น มหาประยุทธหรือท่านพุทธโฆษาจารย์ ถ้าท่าน เกิดดวงตานะ สัมมาทิฏฐิรู้ว่าอาตมาเป็นสัตบุรุษจริง ท่านจะอายขนาดไหน ท่านทำไว้ขนาดนั้น แต่ อาตมาว่าไม่มีทางหรอก ตลอดชีวิตชาตินี้ ท่านจะไม่รู้สึก สู่แดนธรรม... ไม่รู้ว่าขออภัยนะครับ ผมไม่อยู่ในฐานะที่จะพูด ไม่พูดก็ได้ครับ พ่อครูว่า... ที่อาตมาพูดนี้เปิดเผยความจริงไม่ได้ชิงชังท่านมหาประยุทธ์ ไม่ได้ชิงชังมหาบัว อาตมาไม่ชังไม่รัก ขอยืนยันว่าอาตมาเป็นอรหันต์ การพูดว่าอรหันต์ เปิดเผยว่าเป็นอรหันต์ มันเป็นความจำเป็นในยุคนี้ อาตมาจำเป็นต้องพูด จำเป็นต้องบอก จำเป็นต้องยืนยัน ขนาดนี้ยังไม่กระดิกหู มันอวดไปทำไมวะ ใครเขาก็จะรู้เองแหละว่าเป็นอรหันต์หรือไม่เป็นอรหันต์ ก็ขนาดบอกนี้ คุณยังไม่รู้เลย ยืนยันเอาพระไตรปิฎกมากางยืนยันเลย อาตมาพาพวกเราปฏิบัติจนเกิดสาราณียธรรม 6 เกิดวรรณะ 9 เกิดพุทธพจน์ 7 เกิดอะไรต่ออะไรเป็นจริงตรงตามพระพุทธเจ้าเลย คุณก็ยังไม่แวบไหวอะไรเลย เอ๊.. โพธิรักษ์น่าจะมีส่วนถูก สู่แดนธรรม... แสดงว่าเขามีแว่นส่องพระคนละอย่าง เขาเป็นนักดูพระเหมือนกันนะครับ ใช้แว่นขยายส่องพระ แต่คนละเกรดกัน เขาว่าพระอรหันต์ต้องอย่างที่เขาเข้าใจ พ่อครูว่า... ใช่อรหันต์ต้องอย่างที่เขาเข้าใจ ซึ่งอาตมาบอกว่าอาตมาไม่มีความอยากอวดอยากโชว์มีแต่ความเปิดเผยความจริง พูดความจริง อาตมาพูดความไม่จริงไม่เป็น พูดจนหมดจนเกลี้ยงไม่เหลืออะไรแล้ว สู่แดนธรรม... จริงๆแล้วก็น่าเห็นใจพ่อท่านนะครับ คนไทยมีคตินิยมว่า ถ้าจะยกย่องกันต้องให้คนอื่นพูด แต่ทีนี้พ่อท่านไม่มีใครเป็นพี่ ไม่มีใครรู้ พ่อครูว่า... ไม่มีใครรู้ได้จึงจำเป็นต้องบอก จะให้คนอื่นบอก รอไปจนตายเขาก็ไม่รู้ไม่บอก ขนาดเอาพระไตรปิฎกมากางว่าอาตมาเป็นอย่างนี้อย่างนี้ ไล่ไปจนกระทั่งถึงตอนนี้ อภิภู อภิภู จริงๆแล้ว สยังอภิญญา จึงจะมี อภิภู ซึ่งต้องเป็นระดับ 8 ขึ้นไป อาตมาก็พยายามอธิบาย อภิภู ผู้ที่มีคุณสมบัติอภิภายตนะ 8 อภิภายตนะ 8 ไม่ใช่อายตนะ 6 ทีเดียว คนสามัญก็มีอายตนะ 6 คือตา หู จมูก ลิ้น กายใจ แต่อภิภายตนะ 8 ไม่ใช่อายตนะ 6 คู่นี้ แต่ก็อยู่ในฐานของ 6 คู่นี้ เป็นคุณสมบัติพิเศษที่ยิ่งใหญ่ของผู้ที่มีคุณสมบัตินั้น เป็นคุณสมบัติของ อนุปคัมมะ เป็นความยิ่งใหญ่ของ จิตที่อยู่เหนือ มีอิทธิพลอยู่เหนือความมี ความไม่มี แล้วก็ไม่เข้าไปใกล้ทั้งความมี ความไม่มี ไม่เข้าไปใกล้ความมีหรือไม่มีกิเลส ถึงจะเป็นผู้ที่ปฏิบัติมัชฌิมาปฏิปทาสำเร็จ บรรลุผลเป็น อนุปคัมมะ อย่างนี้เป็นต้น เรื่องธรรมะที่ลึกซึ้ง อาตมาชาตินี้มาขยายความมาบอกว่า มนุษย์ที่จะบรรลุธรรมเป็นอย่างนี้ ถ้าปฏิบัติจนกระทั่งเป็นกลุ่มชุมชน จนกระทั่งมีพฤติกรรม มีพฤติการณ์ ของคุณธรรมโลกุตระ เป็นหมวดเป็นหมู่ เป็นชุมชน ชุมชนโลกุตระ กระจายอยู่ทั่วไปในประเทศไทย ยากแสนยากแต่ก็มีจริงได้ เป็นจริงได้เป็นสังคมสาธารณโภคีที่มีสาราณียธรรม 6 อันพิสูจน์เป็นเรื่องพิสูจน์สัจธรรม ที่มีผลยืนยันแท้จริง ถ้าเผื่อว่าผู้นั้นฟังธรรมได้ดีและเกิดปัญญาจริง 650110 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 23 ความมหัศจรรย์ของการแยกกายแยกจิตได้