ความมหัศจรรย์ 8 ประการในชาวอโศกบุญนิยม.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความมหัศจรรย์ 8 ประการในชาวอโศกบุญนิยม พ่อครูว่า... เอ้า ที่นี่มาเข้าสู่เรื่องที่อาตมาอธิบายอยู่ตอนนี้คือ เรื่อง ความมหัศจรรย์ ของศาสนาพุทธ เป็นเรื่องมหัศจรรย์ของโลกจริงๆ มหัศจรรย์ยิ่งใหญ่
ข้อที่ 1 เป็นความมหัศจรรย์ตรงที่ว่า เป็นศาสนาที่มีความเป็นลำดับ เพราะฉะนั้นความเป็นลำดับนี้ ถ้าเผื่อว่าคนที่ไปลัดสั้นตัดตอนของคำสอนพระพุทธเจ้า ไม่เรียนไปตามลำดับแต่ละสูตรก็ดี แต่ละกระบวนธรรมก็ดี ไปตัดทิ้งเสีย เช่น กระบวนธรรมของพุทธคุณ ซึ่งมีจรณะ 15 วิชชา 8 เป็นต้น ถ้าไปตัดซะ เช่น จรณะ 15 ต้องขึ้นต้นด้วยศีล แล้ว อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 แล้ว ฌาน 4 อย่างนี้เป็นต้น หากไปตัดศีลทิ้ง ไม่เอา ไม่ต้องเกี่ยวข้อง อปัณณกปฏิปทา 3 จะไม่เกิดสัทธรรม 7 เลย ฌานที่ได้จึงไม่ใช่ฌานที่ไม่อยู่ในกระบวนธรรมของศาสนาพุทธเลย เพราะฉะนั้นไปนั่งหลับตาปฏิบัติไม่ได้อยู่ในกระบวนธรรมที่มีเหตุมีปัจจัยแก่กันและกันเพราะมีศีลจึงมี อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นเหตุเป็นปัจจัย เช่น เราถือศีลข้อที่ 1 เราไม่ฆ่าสัตว์ เพราะฉะนั้นเราไม่ฆ่าสัตว์นี้ เราจะต้องสังวรสำรวม ใน อปัณณกปฏิปทา สังวรสำรวมตาหูจมูกลิ้นกายเมื่อเรากระทบสัมผัสกับสัตว์ เราจะต้องมีเมตตา เราจะต้องไม่ทำร้าย เราจะต้องไม่เบียดเบียน ไม่ต้องพูดถึงฆ่าเลย ปฏิบัติต่อกันอย่างมีเมตตากายกรรมเมตตาวจีกรรม เมตตามโนกรรม อยู่กันอย่างปรารถนา หรือ หวังประโยชน์เพื่อ โดยเฉพาะคนด้วยกัน หวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เช่น อาตมาหวังประโยชน์เพื่อมหาบัว หวังประโยชน์เพื่อธัมมชโย อย่างนี้เป็นต้น หรือแม้แต่ผู้ใดผู้อื่นที่อาตมาตำหนิอยู่ มันเป็นการหวังประโยชน์เพื่อสัตว์ทั้งปวงอยู่ เป็นความเมตตาเกื้อกูลกันด้วยจิตใจที่บริสุทธิ์อย่างแท้จริง คนไม่เข้าใจหาว่าอาตมาตำหนินั้น เป็นการอวดดี อวดใหญ่ เบ่งข่
อ่านต่อ
ม ซึ่งไม่ใช่ มันเป็นเรื่องของธรรมะ อย่างมหาบัวนี้สิ้นชีพไปแล้ว แต่อาตมาก็ยังพูดอยู่เพราะอะไร เพราะลูกศิษย์มหาบัวยังดำเนินรอยตามมหาบัวอยู่อีกเยอะมาก ถ้าจะพูดไปแล้วก็ตั้งแต่อาจารย์มั่น แต่มหาบัวเป็นตัวเด่น อาจารย์มั่นก็ไม่ได้สอนมาพูดกับคนทั่วไป ไม่เป็นที่กว้างขวางเหมือนมหาบัว มหาบัวเป็นคนฉากหน้าที่คนรู้จักดี ก็เอามากล่าวเพื่อเรื่องราวนี้ เรื่องนี้จะได้เข้าใจกันได้ง่ายขึ้น รอไปเอาสิ่งที่มันเป็นสัญลักษณ์ของสิ่งที่รู้กันทั่วไปในเรื่องนี้ประเด็นนี้มาใช้ แล้วมันก็เข้าใจได้ เป็นต้น เพราะฉะนั้น เรื่องการตำหนิติเตียนนี้ จึงเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ พระพุทธเจ้าตรัสเลยว่าคำสรรเสริญนี้เป็นคำต่ำทราม ฟังให้ดีนะนี่อาตมาไม่ได้พูดเล่นพูดเองนะ คำสรรเสริญพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นคำต่ำทราม ไม่มีส่วนที่จะทำให้เกิดเรื่องละหน่ายคลายอะไรได้จากคำสรรเสริญ แต่คำตำหนินี้ทำให้เกิดความละหน่ายคลายได้ นี่ก็เป็นความลึกซึ้งของความรู้อย่างพระพุทธเจ้าที่เอามาสอนมนุษย์ คิดเล่นๆ มันไม่ออกไม่ทัน ไม่ได้หรอก พระพุทธเจ้าตรัสนี้เป็นเรื่องยิ่งใหญ่มากเป็นเรื่องมหัศจรรย์ ที่ข้อ 1 เป็นลำดับ อย่าไปเที่ยวได้ตัดลัดเล่น แต่เพราะความเสื่อมที่เป็นจริงในยุค 2,500 กว่าปีนี้ ศาสนาพุทธ คนชาวพุทธเสื่อมไปจากศาสนาพระพุทธเจ้า อย่างเกือบจะไม่เหลือเชื้อเลย เกือบ ที่จริงอาตมาน่าจะบอกว่าไม่เหลือเชื้อเลย อาตมาเป็นผู้นำเอาโลกุตรธรรมมาสถาปนาลงไปในยุคนี้ ที่จริงมันหมดสูญไปแล้วจริงๆ มันเป็นอย่างนั้นไม่ใช่อาตมาคุยใหญ่โตอะไรหรอก อาตมาพูดสัจจะ พูดความจริงสู่ฟังตามที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ใน อาณิสูตร ว่ากลองอานกะ ยุคต่อมา โลกุตรธรรมของพระพุทธเจ้าจะสูญหายไป เขาจะไปเชื่อคำสอนของคนรุ่นใหม่ ซึ่งคนทุกวันนี้อาตมาพูดนี้เป็นโลกุตระแท้ คนเชื่อน้อย คนที่มีปฏิภาณปัญญา คนที่มีบารมีจริงๆจึงมาฟังธรรมะอาตมารู้เรื่อง คนไม่มีบารมีฟังธรรมะอาตมาไม่ซาบซึ้งหรอก เพราะฉะนั้นในความเป็น ฌาน จึงเป็นฌาน เดียรถีย์ ไปนั่งหลับตาทำไม่ใช่เป็นฌาน ที่เกิดจากศีล อปัณณกปฏิปทา 3 สัทธรรม 7 จึงเกิดฌาน มีเหตุมีปัจจัยเช่นนั้น ที่เขาทำกันไม่ใช่ ฌานแบบพุทธเลย นี่พูดตามหลักวิชาการอ้างอิงตามพระไตรปิฎกอ้างอิงความรู้ความจริงต่างๆ เพราะไม่มีวิชชา 8 เลย ขออภัยที่อาตมาต้องลงลึกในเรื่องวิชชา 8 1. วิปัสสนาญาณ 2. มโนมยิทธิ 3. อิทธิวิธญาณ 4. โสตทิพย์ 5. เจโตปริยญาณ 6. บุพเพนิวาสานุสติญาณ 7. จุตูปปาตญาณ 8. อาสวักขยญาณ วิปัสสนาญาณ คือญาณปัญญาคือวิชชา คือความรู้โลกุตระที่มันเกิดอย่างเห็นๆ วิ คือยิ่ง ปัสสะคือเห็น มีตา หู จมูก ลิ้น กาย โผฏฐัพพะ ทำงานร่วมกับภายใน แล้วจึงเกิดการเห็นที่มีปฏิภาณปัญญา มีโลกุตรธรรม มีปัญญาเป็นโลกุตระปัญญา เป็นอริยะปัญญา ไม่ใช่ปัญญาความรู้ความฉลาดแบบโลกีย์เท่านั้น วิปัสสนาญาณ ญาณคือวิชชา คือปัญญา ความรู้ที่เป็นวิปัสสนา ต้องเห็นด้วยตา ได้ยินด้วยหู จมูก ลิ้น กาย ใจ สัมผัสทางกาย ต้องมีภายนอกภายใน เป็นอภิภายตนะ 8 ต้องมีภายนอกภายใน เช่น ผู้หนึ่งผู้ใดที่มีคุณธรรมอภิภู มีความสำคัญในรูปภายใน กำหนดสัญญารูปภายใน เห็นรูปภายในภายนอก จิตที่รู้ภายในและเห็นรูปภายนอก มี 2 อย่างทั้งภายนอกภายใน นี่เป็นข้อที่ 1 ของความรู้ ของภูมิธรรมของคนผู้ยิ่งใหญ่ คนมหัศจรรย์ ธรรมะของพระพุทธเจ้าเป็นโลกุตระที่มหัศจรรย์ของผู้ยิ่งใหญ่ เพราพฉะนั้นไปหลับตานี้ตีทิ้งได้เลยไม่มีภายนอก ไม่ใช่คำสอนของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ธรรมะของพระพุทธเจ้า ไม่ใช่พุทธธรรม ไม่ใช่พุทธคุณ นี่พูดอย่างชัดเจนเลย พูดจาไม่ไว้หน้ากัน ไม่เกรงใจ พูดเต็มรูป แล้วเป็นความจริงด้วยเป็นความหวังดีปรารถนาดีจริงๆ เพราะฉะนั้นในความไม่เป็นลำดับในข้อที่ 1 จึงเป็นเรื่องที่ ล้มเหลว เป็นความเสื่อมที่สำเร็จรูปบริบูรณ์ นี่คือความเสื่อมที่ยิ่งสุดเลยในศาสนาพุทธยุคนี้ อาตมาต้องมากู้กลับความเสื่อม อย่าเข้าใจว่าอาตมาอวดตัวอวดน หลงตัวหลงตนเลย แต่มันเป็นเรื่องจริง ฟังธรรมะด้วยดีเกิดปัญญาให้ดีแล้วจะเข้าใจว่า อ๋อ.. คุณรู้แล้วคุณก็ไม่จำเป็นจะต้องรีบมาอยู่กับอโศก ไม่ต้องก็ได้ อยู่กับพวกคุณนั่นแหละ อยู่ในเถระสมาคมนั่นแหละ เข้าใจให้ถูกเป็นสัมมาทิฏฐิและพากเพียรปฏิบัติให้ตรงตามธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า ตั้งใจฟังอาตมาไปด้วย ก็ได้ ไม่ต้องมาแสดงรูปธรรมออกมา อยู่กับชาวอโศก ไม่ต้อง อยู่กับเถรสมาคมนั่นแหละ ถ้าว่าจริงๆแล้วคงรับไม่ไหว ถ้ามากันมากคงจะเละเป็นโจ๊กเลย เพราะฉะนั้นในเรื่องของความเป็นลำดับนี้ จึงเป็นเรื่องข้อที่ 1 เลยที่มหัศจรรย์ว่าศาสนาพุทธอย่าไปตัดลัดทิ้งลำดับ โดยเฉพาะวิชชาจะระณะสัมปันโน ซึ่งเป็นความประพฤติปฏิบัติจรณะ 15 และวิชชาอีก 8 อย่าไปตัดลัดทิ้งเป็นอันขาด แต่เดี๋ยวนี้ตัดขาดวิ่นหมดไม่เหลือเลย เหลือแต่ฌานหลับตา ควานหาศีลเป็นเหตุ อปัณณกปฏิปทา 3 เป็นเหตุ สัทธรรม จะเกิดเป็นตัวเชื่อมตัวเกิดผลที่มี ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พาหุสัจจะ ไม่เหลือแล้ว ไม่มีเลย เพราะฉะนั้นอย่าไปพูดถึงความมี วิริยะ สติ ปัญญา ในสัทธรรม 7 คุณก็มีวิริยะสติปัญญาแบบเดียรถีย์ แบบนอกรีต ไม่ใช่แบบของพุทธ แบบพุทธธรรมเลย มันได้วิปริตมันได้เสื่อมสูญไปอย่างแท้จริง ตั้งใจฟังให้ดีๆ ถ้าเข้าใจแล้วฟื้นคืนกลับไปสู่ความถูกต้องให้ได้ให้ดี บอกแล้วไม่จำเป็นต้องเฮละโลมาที่อโศก อยู่ที่พวกคุณอยู่นั่นแหละ แต่เข้าใจให้ได้และประพฤติตรงตามธรรม เรียนรู้ให้ดี ตั้งใจฟังแล้วตั้งใจปฏิบัติ แล้วก็จะกอบกู้ศาสนาพุทธขึ้นมาได้
_ต่อมาประการที่ 2 อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอ ไม่ล้นฝั่ง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรเต็มเปี่ยมอยู่เสมอไม่ล้นฝั่ง นี้เป็นธรรมอันน่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๒ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ พ่อครูว่า... ท่านจับประเด็นที่ว่า เต็มเปี่ยมและไม่ล้น ก็หมายความว่า มัชฌิมา ไม่พร่องไม่ล้น อยู่ในขอบ Horizon อยู่ในเส้น Horizon ไม่เปลี่ยนไม่ล้นตลอดกาลนาน โดยทางธรรมะก็หมายความว่า ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้นไม่ขึ้นไม่ลงกับอำนาจอะไรเลย น้ำขึ้นน้ำลง ขึ้นตามที่จะต้องหมุนเวียนในตามข้างขึ้นข้างแรม ไม่ใช่ ทรงสภาพอยู่อย่างนี้ ตลอด สัจจะเป็นหนึ่งเดียวไปตลอด นี่เป็นข้อที่ 2
_อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรไม่เกลื่อนด้วยซากศพ เพราะในมหาสมุทรคลื่นย่อมซัดเอาซากศพเข้าหาฝั่งให้ขึ้นบกทันที ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรไม่เกลื่อนด้วยซากศพ และในมหาสมุทรคลื่นย่อมซัดเอาซากศพเข้าหาฝั่งให้ขึ้นบกทันที นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๓ ในมหาสมุทรที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ พ่อครูว่า... ต้องขออภัยที่ต้องพูดความจริงตามความเป็นจริง ถ้าอโศก มีคนปาราชิกเมื่อไหร่ ต้องขจัดออกเลยไม่เอาไว้เน่าเหม็นหมด แม้แต่สังฆาทิเสส ใครที่สังฆาทิเสสก็ต้องให้อยู่กรรม ก็ต้องให้ปฏิบัติ แม้คุณจะบกพร่องมาแต่ก่อน พวกคุณก็ยังมีคนระลึกถึงได้ บางคนอยู่กรรมมากสุดกี่ปี ระลึกได้ว่าเคยบวชแล้วเคยผิดสังฆาทิเสสมาก็ต้องกลับมาอยู่กรรม บางคน 6 ปี อย่างนี้เป็นต้น ปาราชิกนี้ซากศพแน่ แม้แต่แค่สังฆาทิเสสก็เรียกว่าซากศพ ต้องทำให้สะอาด ซัดขึ้นฝั่งหมด แต่ในเถรสมาคม ซากเน่าซากศพ ซากคนเป็นโรคเป็นภัยอะไรเต็ม อยู่ในมหาสมุทรเถรสมาคม อยู่ด้วยกันอย่างเละเลย เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เป็นสัจจะ อาตมาบวชเข้าไป อาตมาพยายามทนฝืนอยู่แต่ไปไปมามาไม่ได้ เพราะฉะนั้นอยู่ได้แค่ พ.ศ. 2518 จำต้องประกาศนานาสังวาส ซึ่งเป็นเรื่องที่ผสมผเสปนเป อยู่ไม่ได้ เพราะเป็นมหาสมุทรที่มีซากศพเน่าเต็มไปหมด คนปาราชิก คนอาบัติอะไรอยู่เต็มไปหมด ไม่สะอาด มันอยู่ไม่ได้ อาตมาก็เลยต้องประกาศนานาสังวาส จริงๆนะนี่ไม่ได้ไปข่ม ไม่ได้ไปลบหลู่ อาตมาก็เห็นใจเหมือนกันในยุคนี้ท่านจะทำอย่างนั้นกัน เพราะฉะนั้นผู้ที่อยู่รู้ทั้งรู้ก็ต้องจำนน ท่านก็เก่งอยู่ได้กับซากศพเน่า อยู่กับพวกขี้เรื้อนกุดถังเต็มบ่ไปหมดเดียวกัน อาตมาไม่ไหว จึงประกาศนานาสังวาส เมื่อประกาศนานาสังวาสก็เป็นเรื่อง ที่จริงไม่เป็นเรื่องหรอกตอนที่ประกาศนานาสังวาสเสร็จ แต่ตอนหลังเขามาไหวทันว่า มาด่าพวกเรานี่หว่า ก็เลยกลบเกลื่อน เหมือนมหาบัวกลบเกลื่อนเรื่องสิ่งเสพติด เถรสมาคมก็กลบเกลื่อน ก็มาจัดการอาตมา ทั้งๆที่ อาตมาประกาศ พ.ศ.2518 แต่เมื่อ พ.ศ.2532 ก็มาจัดการอาตมา มาหาเรื่องมาเอาเรื่อง จนสุดท้ายจบธรรมวินัยของพระพุทธเจ้า เลยต่างคนต่างแยกกันอยู่เป็นนานาสังวาสบริบูรณ์
เพราะฉะนั้นผู้ที่จัดการอาตมาพวกนั้นเป็นอนันตริยกรรมเอง นี่เป็นธรรมดาเป็นสัจธรรม คุณเข้าใจว่าอาตมาเป็นคนละนิกายนี่ คุณก็อนันตริยกรรมเอง อาตมาไม่เอา เรื่องที่ไปแยกสงฆ์ เป็นนิกาย เป็นอนันตริยกรรม คนนี้ฟังไปฟังมาก็เอากวีที่อาตมาเขียนไว้ ความบริสุทธิ์เท่านั้นที่จะชนะทุกสิ่งทั้งโลกในที่สุด
(๑)ชื่อว่า “คน” สูงสุดไซร้ คือสัจจะ จริงหนึ่ง “ปรมัตถ” จิตแท้ สอง “สมมุติ” คือคณะ ประชาร่วม กันรา หากผนึกมั่นมุ่งแก้ วิกฤติได้ทันกาล
(๒)ถ้าพาลเฉื่อยช้าอีก ก้าวเดียว ฝูงสัตว์นรกกรูเกรียว ขย่มซ้ำ
ฝันสวรรค์แหลกลาญเหลียว หาบ่ เหลือเลย มารยักษ์มันขยี้ขย้ำ ขบเคี้ยวกินหวาน
(๓)ต้องหาญหักบัดนี้ ทันใด ฤกษ์บ่เคยรอใคร อย่าช้า สุกจะเน่าแล้วไฉน ไม่กัด กินเฮย “เอาเถิดเจ้าล่อ” ท้า ห่อนแคล้วบรรลัย
(๔)ใดใดก็ชัดแท้ ทุกเม็ด แต่ไม่ลงมือเผด็จ ศึกเสี้ยน ตนไม่ช่วยตนเสร็จ ก่อนอื่น ช่วยแฮ โรคจิตกระมิดกระเมี้ยน พิษร้ายจงระวัง
(๕)โลกยังจมอยู่ด้วย ปุถุชน ยากจักตามรู้ตน ชัดได้ อัตตาไม่ “กล้าจน” ทรัพย์โลก จึงไม่บริสุทธิ์ให้ เศรษฐ์สร้างความจริง
(๖)ไทยชิงธงพุทธแท้ มาครอง โลกุตระวสีของ สัจจ์ชี้ จึงบรรลุก่อนผอง มนุษยโลก ความชนะยิ่งใหญ่นี้ สุดไร้เทียมทาน
(๗)คนประหารกิเลสได้ เป็นจริง จึงบริสุทธิ์เอ่ยอิง สัตย์แท้ เพราะพร้อมทุกสิ่งกิง- ชัจจะ*ศาสตร์ ที่สุดบริสุทธิ์แล้ เท่านั้นชนะสรรพ์ “สไมย์ จำปาแพง” ๒๒ ก.ค. ๒๕๕๙
พ่อครูว่า...กิงชัจจะ แปลว่า ผู้มีชาติเกิดจากอะไร สู่แดนธรรม... โคลงบทนี้ผมขอได้ไหมครับ ฟังแล้วประทับใจ คำแรกที่ว่า ถ้ามัวช้าไป ฝูงนรกจะกรูเกรียว พ่อครูว่า...ชาวอโศกไม่มีซากศพนะ แต่มหาเถรสมาคมมี อยู่ด้วยกันได้ยังไง
_ก็มาอันที่ 4 อีกประการหนึ่ง แม่น้ำสายใหญ่ๆ บางสาย คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี แม่น้ำเหล่านั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้ว ย่อมละนามและ โคตรเดิมหมด ถึงความนับว่ามหาสมุทรนั่นเอง ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่ แม่น้ำสายใหญ่ๆ บางสาย คือ แม่น้ำคงคา ยมุนา อจิรวดี สรภู มหี แม่น้ำ เหล่านั้นไหลไปถึงมหาสมุทรแล้ว ย่อมเปลี่ยนนามและโคตรเดิมหมด ถึงความ นับว่ามหาสมุทรนั่นเอง นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๔ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ พ่อครูว่า... อันนี้ลึกซึ้ง มียืนยันที่สุดในชาวอโศก ชาวอโศกนี้ลึกซึ้งมาก จิตชัดเจน มาเข้าถึงธรรมว่า อ๋อ.. ธรรมะต้องมาเป็นคนจน เอาประเด็นคนจนแค่นี้ก็เถอะ ชาวอโศกรู้แล้วว่าต้องมาเป็นคนจน เพราะฉะนั้นมาจากตระกูลใดๆ มาเปลี่ยนสกุลหมดเลย ตอนแรกก็มาเปลี่ยนนามสกุลเป็นอโศกตระกูล เป็นชาวหินฟ้า เป็นนาวาบุญนิยมแค่นั้น ตอนหลังนี้มาเป็นจน ไม่รู้กี่จนต่อกี่จน เปลี่ยนชื่อเป็นจนหมดเลย จะเรียกว่าเกิดแฟชั่น จน ก็ได้ โอ้โห.. เลิกตระกูล เลิกชื่อเลิกนามเก่าหมดเลย ไม่เอาจริงๆไม่อยากใช้เลยมาเอาอย่างนี้แหละ เลือดเนื้อที่ไปเป็นแบบวรรณะ 9 ของพระพุทธเจ้านี่แหละมาเข้าใจมาเป็นคนจนคนมักน้อยคนสันโดษ คนไม่สะสมคนขยันหมั่นเพียร วิรยารัมภะ ซึ่งมันเป็นเนื้อหาสัจจะของธรรมะที่เข้าไปถึงใจ ของชาวอโศกที่ปฏิบัติธรรมะพระพุทธเจ้าแล้ว มันเป็นเรื่องของสัจธรรม เพราะฉะนั้นมันจึงมาเป็นจริงๆเลย สมมุติข้างนอกนั้นยังเล่นกันเละเทะเลย บัญญัติภาษาข้างนอกยังเละเลย แต่ทุกคนมาจุดเดียวกันหมดเลย เอาแต่แค่เรื่องจนเรื่องเดียวก็ซาบซึ้งเข้าใจ เป็นเรื่องสัจจะที่มหัศจรรย์มาก แม่น้ำทั้งหลายละชื่อหมดเลย มาเป็นชื่อเดียวกันหมด เดี๋ยวนี้ชาวอโศกพิสูจน์ความมหัศจรรย์อันที่ 4 ก็อันนี้แหละ เห็นๆอยู่อย่างนี้แหละ จะเข้าใจได้ไหมที่อาตมาพอขยายความนี้ นี่เป็นสัจจะความจริงนะ
_อันที่ 5 อีกประการหนึ่ง แม่น้ำทุกสายในโลก ย่อมไหลไปรวมยังมหาสมุทรและสายฝนจากอากาศตกลงสู่มหาสมุทร มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มเพราะน้ำนั้นๆ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่แม่น้ำทุกสายในโลกย่อมไหลไปรวมยังมหาสมุทร และสายฝนจากอากาศตกลงสู่มหาสมุทร มหาสมุทรก็มิได้ปรากฏว่าจะพร่องหรือเต็มเพราะน้ำนั้นๆ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๕ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ พ่อครูว่า... หมายความว่าเรื่องนี้ คุณธรรมโลกุตรธรรม ใครจะมีมากเท่าไหร่เท่าไหร่ก็ไม่มีเพราะไม่มีแต่ไม่มีล้น โลกุตรธรรม คุณจะมาปฏิบัติอีกกี่คนกี่คน พูดง่ายๆ เป็นรูปธรรม อโศกตอนนี้เราต้องการคนประมาณ 777 คน ต่อให้อยู่70,000 อโศกนี้เลี้ยงได้ เพราะอะไร ถ้าเป็นคนมักน้อยสันโดษ เป็นคนสาธารณโภคี ขอให้มาจริงเถอะ ทุกวันนี้ไม่ได้เกิดเดือดร้อนอะไรเลย ตั้งแต่ พ.ศ. 2531 จนถึง พ.ศ. 2565 ย่างเข้า 28 ปีแล้วยังสงบเรียบร้อย ไม่เดือดร้อนวุ่นวายเลย ไม่พร่องไม่เต็มและไม่มีทางล้น จะเพิ่มอีกเท่าไหร่ก็ไม่มีทางล้น เพราะมันจะอยู่ได้จริงๆ ทุกวันนี้ในบ้านราช เรือนเรือว่างเยอะเหลือเกิน เรือนเรือ เราสร้างเรือนเรือเป็นหลัก แม้แต่เรือนที่ตั้งอยู่ คนเป็นเจ้าของไม่ได้อยู่ คนที่อยู่ไม่ได้เป็นเจ้าของมีเยอะ ว่างอยู่อีกก็มีเยอะ ก็มาอยู่ได้อีกง่ายไม่เต็ม ไม่พร่องไม่เต็มไม่ล้นง่ายหรอก แต่คนที่จะมาอยู่โดยสัจธรรมก็ต้องทำได้ ได้เนื้อได้หนังของชาวโลกุตระบ้าง ไม่อย่างนั้นมาอยู่ไม่ได้เข้ามาไม่ได้ เปลี่ยนแปลงตัวเองเข้ามาอยู่ไม่ได้ เป็นเรื่องอัศจรรย์ข้อที่ 5
_ข้อที่ 6 อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรมีรสเดียว คือ รสเค็ม ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรมีรสเดียว คือ รสเค็ม นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๖ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ
พ่อครูว่า... คำว่ารสเค็มนี้ก็คือ เกลือรักษาความเค็ม เหมือนขี้รักษาความเหม็น เป็นสัจจะที่ไม่เคยเปลี่ยนแปลง ขี้รักษาความเหม็น เกลือรักษาความเค็ม มันเป็นเรื่องสัจจะที่ไม่รู้จักเปลี่ยนแปลงไม่เป็นอื่นเลย เป็นสัจจะหนึ่งเดียวไม่แปรเปลี่ยน นิจจัง(เที่ยงแท้) ธุวัง (ถาวร) สัสตัง(ยืนนาน) อวิปริณามธัมมัง(ไม่แปรเปลี่ยน) อสังหิรัง(ไม่มีอะไรหักล้างได้) อสังกุปปัง(ไม่กลับกำเริบ) เป็นได้แล้วเป็นได้เป็นเลย ผู้ที่มีอารยธรรมจะเกิดความเที่ยงแท้ เริ่มตั้งแต่พระโสดาบัน จิตเข้ากระแส แล้วก็จะอยู่เข้ากระแสนี่แหละ จะมี อวิปริณามธัมมัง ใช้ภาษาว่าจะยึกยัก แต่ไม่ตกต่ำ ถ้าตกไปไม่ใช่โสดาบัน มันก็จะอยู่ในขีดนี้ ถ้าลงไปจากกระแสก็ไม่ใช่โสดาบัน อวินิปาตธรรม จนกระทั่งถึงขีดนิยตะไม่ยึกยักแล้ว อยู่กับที่อยู่กับเที่ยงแล้ว จากนิยตะที่เที่ยงแท้ก็เป็น สัมโพธิปรายนะ นี่แหละมีรสเดียวคือรสเค็มรสเดียวกัน จากโลกียะเข้ากระแสมา บางทีไม่เร็วนักก็ต้องอีกหลายชาติ โสดาบันในตำนานพระพุทธเจ้า เข้ามาแล้ว ก็เขวี้ยงจอบทิ้งไปตั้ง 7 ที ต้องบวชแล้วก็สึกออกไปถึง 7 ครั้ง อย่างนี้เป็นต้น มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ หรอก โลกียะมันกระแสแรง แต่ถ้าเข้ากระแสแล้วเสร็จ รสเดียวรสเค็ม ไม่ไปเอารสอื่นอีก
_ข้อที่ 7 อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด ในมหาสมุทรมีรัตนะเหล่านี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬเงิน ทอง ทับทิม มรกต ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด ในมหาสมุทรนั้นมีรัตนะ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๗ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ พ่อครูว่า... พวกอสูรที่ไม่มีปัญญา เห็นความมีคุณสมบัติแบบนี้ มหาสมุทรมีทรัพย์ศฤงคารมีแก้วต่างๆ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต อะไรต่างๆเยอะแยะ เป็นวัตถุ เป็นวัตถุที่โลกเขาต้องการ เห็นว่าเป็นของมีค่ามีราคา เป็นของที่แย่งชิงกันจริงๆในชีวิตของสังคมมนุษยชาติ ในมหาสมุทร ฉะนั้นคนที่มีปฏิภาณไหวพริบดี ก็จะรู้ว่าในมหาสมุทรมีสิ่งประเสริฐ สิ่งวิเศษต่างๆพวกนี้ ที่มนุษย์พึงควรมีควรได้ แต่คนตาบอดคนตาถั่วมันที่ไม่มีภูมิปัญญา จะมองไม่ออกจะไปหลงลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ว่าเป็นแก้วประพาฬ แก้วมุกดา แก้วมรกต อะไรต่างๆ เป็นคนที่ไปคนละทิศ เป็นความรู้คนละอย่าง จะเป็นคนที่ไปหลงเละๆเทะๆ สิ่งที่เราเห็นอยู่กับซากศพด้วยกันจะเป็นอยู่อย่างนั้น ขออภัยนะ พูดไปแล้วก็รู้สึกตัวว่า ไปด่าเขา แต่มันไม่ได้ด่าหรอกพูดความจริงสู่ฟัง ขออภัยที่พูดแล้วเป็นเช่นนั้นจริงๆ ไปข่มไปว่า มันเป็นอย่างนั้นจริงๆ
_ข้อที่ 8 อีกประการหนึ่ง มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของพวกสิ่งมีชีวิตใหญ่ๆและสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคลา ปลาติมิรมิงคลา พวกอสูร นาค คนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกายประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ ก็มีอยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้อที่มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งที่มีชีวิตใหญ่ๆ และสิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรนั้น มีดังนี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคลา ปลาติมิรมิงคลา พวกอสูร นาค คนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกายประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐ โยชน์ ๕๐๐โยชน์ ก็มีอยู่ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๘ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ นี้แลธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ๘ ประการ ในมหาสมุทร ที่พวกอสูรเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ก็ภิกษุทั้งหลายย่อมอภิรมย์ในธรรมวินัยนี้บ้างหรือ ฯ พ่อครูว่า... ย้อนมาถามพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าก็ตอบ มี ปหาราทะ ภิกษุทั้งหลายย่อมอภิรมย์ในพระธรรมวินัยนี้ เช่นภิกษุชาวอโศกย่อมอภิรมย์ในพระธรรมวินัยนี้ จะเห็นได้ว่าภิกษุชาวอโศก สึกยาก แต่กระนั้นก็ยังมีสึกไปไม่น้อย แต่ถึงสึกแล้วก็ยังอยู่ในแวดวง เพราะจิตเข้ากระแส อยู่ในแวดวง ที่ออกไปจริงๆเลยน้อยมาก ชาวอโศกที่บวชแล้วและออกไปมีน้อยมาก 50 กว่าปีมาแล้ว พระพุทธเจ้าบอกว่ามี 8 ประการ เป็นไฉน
_พ. มี ๘ ประการ ปหาราทะ ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรลาด ลุ่ม ลึกลงไปโดยลำดับ ไม่โกรกชันเหมือนเหว ฉันใด ในธรรมวินัยนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง ดูกรปหาราทะ ข้อที่ในธรรมวินัยนี้มีการศึกษาไปตามลำดับ มีการกระทำไปตามลำดับ มีการปฏิบัติไปตามลำดับ มิใช่ว่าจะมีการบรรลุอรหัตผลโดยตรง นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๑ ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ พ่อครูว่า... มีการศึกษาไปตามลำดับ อาตมาต้องการสำทับอันนี้แหละสำคัญทุกวันนี้มันหันทิ้งกันไปหมดไม่เหลือซาก (พ่อครูไอตัดออกด้วย) โดยเฉพาะ หั่นศีล หั่น อปัณณกปฏิปทา 3 พูดซ้ำซ้ำวนเวียนอยู่อย่างนี้แหละ ไม่เอาเลย แล้วไปหลงว่าเป็นพระอรหันต์ ศีลไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 ไม่มี ไม่ประพฤติเพื่อให้เกิด สัทธรรม 7 ไม่ใช่ธรรมะพุทธเจ้า ไม่มี มีแต่เดียรถีย์ อย่าหาว่าอาตมาว่าเลยแต่มันเป็นเรื่องจริง พระที่ควรยกย่องนับถือกัน เกือบจะชาติไทยทั้งหมดกระมัง นับถือพระป่า พระหลับตาที่ ไม่มี อปัณณกปฏิปทา 3 เพราะฉะนั้นศีลไม่มี อย่าว่าแต่พระป่าไม่มีศีลเลย พระบ้านก็ไม่มีศีล ของเขาเหลือแต่แค่วินัย 227 แค่นี้ไม่ใช่เรื่องตื้นๆนะแต่เป็นเรื่องลึกซึ้ง เขาไม่รู้จัก จุลศีล มัชฌิมศีล มหาศีล อาตมาเอามาพูด เขาก็บอกว่าเอามาจากโลกไหน เอามาจากโลกของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎกเล่มนี้แหละ มหาศีล เหลืออยู่ที่ไหนในมหาเถรสมาคม ไม่เหลือเลย มหาศีลของเถรสมาคม มีแต่เดรัจฉานวิชชามีแต่ไสยศาสตร์มีแต่พิธีกรรมอะไรต่ออะไรเต็มไปหมด มหาศีลนั้นคือข้อห้ามทำเดรัจฉานวิชาไสยศาสตร์ แต่ เถรสมาคมมีเต็มไปหมด แต่อยู่ในชาวอโศกไม่มี นี่แหละคือมหาสมุทรที่แท้ของศาสนาพระพุทธเจ้า เป็นมหาสมุทรที่มีปลาใหญ่ ท่านเทียบปลาใหญ่ว่า คืออะไร _ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรเป็นที่พำนักอาศัยของสิ่งที่มีชีวิตใหญ่ๆ สิ่งมีชีวิตในมหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ ปลาติมิ ปลาติมิงคลา ปลาติมิรมิงคลา พวกอสูร นาคคนธรรพ์ แม้ที่มีร่างกายประมาณ ๑๐๐ โยชน์ ๒๐๐ โยชน์ ๓๐๐ โยชน์ ๔๐๐โยชน์ ๕๐๐ โยชน์ มีอยู่ ฉันใด ดูกรปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน ธรรมวินัยนี้ก็เป็นที่พำนักอาศัยแห่งสิ่งมีชีวิตใหญ่ๆ สิ่งมีชีวิตในธรรมวินัยนี้ มีดังนี้ คือ พระโสดาบัน ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล พระสกทาคามีท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล พระอนาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล พระอรหันต์ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์ ดูกรปหาราทะ ข้อที่ธรรมวินัยนี้เป็นที่พำนักอาศัยแห่งสิ่งมีชีวิตใหญ่ๆ สิ่งชีวิตมีในธรรมวินัยนี้มีดังนี้ คือ พระโสดาบัน ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล พระสกทาคามี ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งสกทาคามิผล พระอนาคามีท่านผู้ปฏิบัติเพื่อกระทำให้แจ้งซึ่งอนาคามิผล พระอรหันต์ ท่านผู้ปฏิบัติเพื่อความเป็นพระอรหันต์ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๘ ในธรรมวินัยนี้ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ประการที่ ๗ ดูกรปหาราทะ มหาสมุทรมีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในมหาสมุทรนั้นมีดังนี้ คือ แก้วมุกดา แก้วมณี แก้วไพฑูรย์ สังข์ ศิลา แก้วประพาฬ เงิน ทอง ทับทิม มรกต ฉันใด ดูกรปหาราทะ ฉันนั้นเหมือนกัน ธรรมวินัยนี้ก็มีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในธรรมวินัยนั้นมีดังนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ ดูกรปหาราทะ ข้อที่ธรรมวินัยนี้มีรัตนะมากมายหลายชนิด รัตนะในธรรมวินัยนั้นมีดังนี้ คือ สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรคมีองค์ ๘ นี้เป็นธรรมที่น่าอัศจรรย์อันไม่เคยมีมา ประการที่ ๗ ในธรรมวินัยนี้ ที่ภิกษุทั้งหลายเห็นแล้วๆ จึงอภิรมย์อยู่ ฯ พ่อครูว่า...พระพุทธเจ้าท่านตรัสอย่างนี้ ในเถรสมาคมบอกยังมีอยู่ แต่แท้ยังไม่มีเนื้อแท้ ขนาดสติปัฏฐาน4 ยังไม่พ้น แค่กายคำเดียวยังไม่สัมมาทิฐิ คำว่ากาย คำเดียวเขาก็ไม่สามารถที่จะเข้าใจกันก็ไม่มีทาง เพราะเขา เข้าใจผิดไปไกลตรงที่ว่า กายนี้คือ สรีระ กายนี้หมายถึงร่างภายนอก คนไทยเข้าใจอย่างนั้นนะคำว่ากาย ไปถามสิ ปริญญาตรีทั้งหลาย ไม่ว่าจะจบปริญญาตรีในทาง
แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive