ความมหัศจรรย์ของการแยกกายแยกจิตได้.docx
เนื้อหาในไฟล์
ความมหัศจรรย์ของการแยกกายแยกจิตได้ พ่อครูว่า... ขณะนี้อาตมาก็ย้ำเรื่องกายมากเลย พยายามยืนยันให้เข้าใจคำว่ากาย เพราะคำว่ากายคำนี้ยิ่งใหญ่มาก ตั้งแต่เริ่มต้นจนกระทั่งถึงที่สุดจบ กายคือสภาวะ 2 กายไม่ใช่สภาวะเดียว แล้วกายไม่ใช่เป็นหมายเอาถึงสรีระด้วย กายหมายเอาจิต มโนวิญญาณ ด้วย นี่ก็เป็นคำตรัสของพระพุทธเจ้าว่า กาย ตถาคตเรียกว่าจิต มโน วิญญาณ พระไตรปิฎกเล่ม 16 ข้อ 230 พวกเราพยายามปฏิบัติธรรมแล้วยืนยันตามพระไตรปิฎกมาตลอดเวลา ขนาดนั้นคนที่ตั้งใจฟัง ตั้งใจศึกษาแสวงหา ก็ยังไม่พยายามเปลี่ยน อาตมาพยายามแกะรอยพระไตรปิฎก แล้วก็ยืนยันพระไตรปิฏก ว่าอันนี้หมายถึงอย่างนี้จริงๆตรง ตรงๆนะ ยืนยัน อาตมาว่า อาตมาสอนหรือแนะนำหรือพาปฏิบัติอยู่นี้ ยิ่งกว่าพวกพุทธวจน พวกที่ไปเรียบเรียงตัวหนังสือพุทธวจนะ เขาจะเอาแต่พุทธวจนะแล้วไม่ได้อธิบายอย่างที่อาตมายืนยันแล้วตรงไหม เขาเอาแต่ว่าใครไม่เอาตามพุทธพจน์ ไปเอาตามอรรถกถาจารย์ เอาตามสาวก ไม่เอานะ เขาคัดเอาคำของพระเถระออกหมดเลย เขาเอาแต่พระพุทธพจน์ พุทธวจนะอย่างเดียว เอาหัวเชื้ออย่างเดียว ก็ยิ่งไปกันใหญ่เลย ขณะที่พระเถระเถรีรุ่นในยุคพระพุทธเจ้าขยายความไว้ ซึ่งพระพุทธเจ้าก็รับรองคำพูดของพระเถระเถรี เขาก็ไม่เอา เขาเก่งกว่าพระเถรีเถระในยุคพระพุทธเจ้าอีก อาตมาก็ว่าหมายสูงจริงๆพวกนี้ มาเข้าสู่คำว่ากาย คำว่ากาย เริ่มต้น มันมี 2 เริ่มต้น 1 พระพุทธเจ้าตรัสเป็นกลางๆของหลักสูตรว่า คุณจะต้องพ้น สักกายทิฏฐิ เริ่มต้นอีกอันหนึ่ง พระพุทธเจ้ามีหลักวินัยว่า พระอุปัชฌาย์จะต้องอธิบายแยกกายแยกจิต ให้ผู้ที่บวชขึ้นมาเป็นพระ เป็นภิกษุ ให้รู้จักกาย รู้จักแยกกายแยกจิตได้ให้เข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิเลยว่า เมื่อใดเป็นอุตุนิยาม จิตหรือพลังงานจิตนิยาม เมื่อใดเป็นอุตุ เมื่อ
อ่านต่อ
ใดเป็นพีชะ เมื่อใดเป็นจิต แล้วก็จะทำให้เป็นกรรมเป็นธรรมะ เรียกว่าธรรมนิยาม 5 ถ้าไม่เข้าใจอันนี้ไม่มีทางที่จะบรรลุอรหันต์ ถ้าไม่สามารถแยกกายแยกจิต ทำจิตไม่ให้เป็นกาย ไม่ให้มีกาย ทำจิตให้เหมือนอุตุ เป็นเหมือนดินน้ำไฟลม ซึ่งไม่เป็นชีวะ เป็นวัตถุธาตุ ถ้าทำไม่ได้ คุณก็ไม่ได้เป็นพระอรหันต์ สู่แดนธรรม... ทำไม่ได้ก็ยังคา 2 อยู่ใช่ไหมครับ พ่อครูว่า... ทำไม่ได้ก็ยังมีกายอยู่ เพราะฉะนั้นจิตที่ไม่มี กายอยู่ กายเป็นชีวะ ไม่ใช่สรีระ ดินน้ำไฟลมอย่างเดียว ไม่ใช่ กายเป็นชีวะ จนกระทั่งพระพุทธเจ้าตรัสว่า กายนี้ ตถาคตเรียกว่าพระไตรปิฎกเรียกว่า จิต มโน วิญญาณ พระไตรปิฏกเล่มที่ 16 ข้อ 230 จำข้อได้ผิดพลาดบ้าง เราไม่ได้ความจำเก่งเหมือนพระอานนท์ ท่านหนักแน่นยังจำพระไตรปิฎกเล่มนั้นเล่มนี้ได้เก่งกว่าอาตมา พระพุทธเจ้าท่านสอนให้รู้จักกาย รู้จักจิต แยกกาย แยกจิตให้ได้สำหรับนักบวช ถ้าหากมาบวชแล้วแยกไม่ได้ก็เป็นโมฆะ แยกอุตุนิยาม แยกพีชะ อาการอย่างไรเป็นอุตุ อาการอย่างไรเป็นพีชะ อาการอย่างไรเป็นจิต แล้วก็ไปสร้างกรรมให้มันทรงไว้ซึ่งสภาพที่เป็นอุตุ เป็นพีชะ ทรงไว้ซึ่งสภาพเป็นจิตให้ได้ คุณเข้าใจอย่างนี้แล้วทำได้อย่างนี้จริงๆ คุณก็เป็นพระอรหันต์ แต่ถ้าคุณเข้าใจไม่ได้ปฏิบัติบรรลุไม่ได้คุณก็ไม่ได้เป็นอรหันต์ ที่เรียกพระอรหันต์ต่างๆนั้นเขาเรียกกันไปหมดในยุคนี้ ที่ไปไล่เรียงกันมามีทั้ง 40-50 องค์ที่เป็นอรหันต์ เป็นอรหันต์เก๊ทั้งนั้น ขออภัยที่พูดความจริงไม่ได้ไปดูถูกดูแคลนใส่ความ แต่ต้องการพูดความจริงให้ฟัง ไม่เช่นนั้นจะไปหลงงมงายกันไปใหญ่ ขออภัยจริงๆ อรหันต์ต้องมาดูคนชาวอโศกต้องมาดูอาตมา ซึ่งอาตมายืนยันว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ ยังไม่ได้มี สาเฐยจิต ไม่ได้มีจิตอยากอวดอะไร อาการที่เป็นสาเฐยจิต อาตมาก็รู้ว่าเป็นอย่างไร อาตมาไม่มีอะไรมันก็ยืนยันว่าไม่มี อาตมาจะไม่โกหก โกหกเป็นอนันตริยกรรมอย่างไร อาตมา ถ้าโกหกไม่มีหน้าผ่องใสอย่างนี้หรอก หน้ามันจะเป็นสัตว์นรกไปถ้าเป็นอนันตริยกรรม ขนาดพระเทวทัตยังถูกธรณีสูบเลย บิดเบี้ยวไปหมดเลย ถูกธรณีสูบ สู่แดนธรรม...มาปฏิบัติธรรมขนาดนี้แล้วยังจะเอาวิบากใส่ตัวเองทำไมอีก พ่อครูว่า... อะไรก็ไม่เอาแล้วยังจะมาเอาอะไรอีก เอานรก การแยกกายแยกจิตนี่ล่ะ พระพุทธเจ้าถึงได้สอนเป็นลำดับ ข้อที่ 1 ของสังโยชน์ก็ดี ข้อที่ 1 ของโพธิปักขิยธรรมก็ดี ข้อที่ 1 ของสังโยชน์ก็คือ สักกายทิฏฐิ คุณจะต้องทำความเห็นความเข้าใจความรู้ของคุณให้รู้จัก กาย อย่างสัมมาทิฏฐิ แล้วก็ต้องรู้กายนี้ กายนี้มันเป็นจิต ในตนนี้แหละ สักกายทิฏฐิ ต้องรู้ในตนให้ได้ กาย ของตนเป็นอย่างนี้ พ้นทิฏฐิ คือ พ้นจากมิจฉาทิฏฐิมาเป็นสัมมาทิฏฐิให้ได้ ถ้าไม่พ้นมิจฉาทิฏฐิ ข้อต้นนี้เป็นสัมมาทิฏฐิที่ข้อต้นนี้ หมด ทั้งกระบวนไม่มีทางที่จะปฏิบัติธรรม สู่แดนธรรม.. เท่ากับขับรถหลงทางเข้าไปในซอยในกรุงเทพ พ่อครูว่า... ไม่ได้เลย ถ้าคุณไม่สัมมาทิฏฐิในเรื่องกาย คุณจะไปพิจารณากายในกายที่เป็นโพธิปักขิยธรรม คุณจะพิจารณาไม่ถูกเลย ยกตัวอย่าง เปิดพจนานุกรมบาลีไทยเลย กายะ คือ กอง ไม่ใช่เดียวนะ คือกอง ฝูง คือหมู่ คือ องค์ประชุม แล้ว กายคืออะไร คือหมวดแห่งเจตสิกธรรม คือได้แก่ เวทนา สัญญา และสังขาร เวทนา สัญญา สังขาร นี่แหละคือ กาย นี่เปิดพจนานุกรมอธิบายแล้วนะ เพราะฉะนั้นใครเข้าใจว่า กาย คือ สรีรังคือสรีระ คือร่างภายนอก ก็เป็นมิจฉาทิฏฐิดักดานเลย แต่มีสรีระไหม มี เกี่ยว เป็นองค์ประชุมทั้งภายนอกและภายใน นี่ต้องมีความรู้อันนี้ แล้วภายในเป็นหลัก กาย เป็นเจตสิก พระพุทธเจ้ายืนยันว่า กายคือจิต มโน วิญญาณ พระไตรปิฏกเล่มที่ 16 ข้อ 620 ศึกษาดีๆ ทุกวันนี้พุทธศาสนาได้เสื่อมได้ผิดไปไกลมากเลย เป็นปราชญ์เอกขนาดไหนที่คุณนับถือ ขออภัยอย่าหาว่าลบหลู่เลย ยังไม่สัมมาทิฏฐิ ไม่มีบรรลุอาริยะ ไม่มีบรรลุอรหันต์ได้ ธรรมะของพระพุทธเจ้าต้องเป็นโลกุตระเป็นอารยธรรม ต้องบรรลุอรหันต์ ถ้าไม่อย่างนั้นก็ไม่ใช่ศาสนาพุทธเพียงศาสนาโลกียะ เทวนิยม เหมือนกับโลกเขาไปหมด ปฏิบัติให้ละชั่วประพฤติดี ศาสนาใดๆในโลกเขาก็ทำกัน ไม่มีศาสนาไหนเหมือนศาสนาพุทธ ที่ให้ละกิเลส แล้วดับสุข ดับทุกข์ มีศาสนาเดียวในโลก ให้ละกิเลสแล้วดับสุขดับทุกข์ ส่วนความชั่ว ความดีก็เรียนรู้ด้วย แล้วรู้ด้วยว่าดีชั่วไม่เที่ยง ดีชั่วคือการสมมติ แล้วแต่กลุ่มไหน ศาสนาพุทธก็มีดีชั่ว วงศาสนาอื่นก็มีดีชั่วแบบที่ศาสดาเขาว่า ก็ทำตามศาสดา ศาสนาใดก็มีดีชั่วตามที่ศาสนาเขาว่ากันไว้ซึ่งไม่เหมือนกันนะ ขัดแย้งกันอยู่ จนกระทั่งรบกัน เทวนิยมรบกันเลยแต่พุทธไม่รบ พุทธไม่มีรบ แยกนิกายอย่างไรก็ขัดแย้งกันแค่ปากหอก ไม่ได้ไปรบราฆ่าฟัน ตีรันฟันแทง ไม่ทำ ขึ้นต้นคำว่า กายก็ยืนยันได้ว่าเป็นหมวดแห่งเจตสิก เวทนา สัญญา สังขาร ฟังดีๆนะ ที่เข้าใจกาย เป็นสรีระ เป็นวัตถุธาตุ คุณผิดมานานมาก แต่ไม่ได้หมายความว่าไม่เกี่ยวกับดินน้ำไฟลม ไม่เกี่ยวกับสรีระ ต้องเป็น 2 กายต้องเป็น 2 อีกคำ กายกรรม ตามพจนานุกรมแปลว่า สิ่งที่พึงกระทำทางกาย กรรมแปลว่าการกระทำ หรือแปลว่าการออกกำลังกาย ซึ่งที่จริงมันไม่ใช่ กายกรรม เป็นการกระทำทั้งภายนอกภายในของคุณนั่นแหละที่เรียกว่ากายกรรม ทั้งภายนอกและภายใน มีจิตเป็นประธาน สู่แดนธรรม... หนังอินเดีย การทำงานเขาพูดว่า กรรม กายกรรม แปลว่าการทำงานของกองจิตได้ไหมครับ พ่อครูว่า... กายจิตเป็นประธาน จะเคลื่อนไหวออกมาเป็น กายวิญญัติ วจีวิญญัติ ก็มาจากประธานคือจิต แม้คุณไม่รู้ตัวก็คือเป็นอัตโนมัติเป็นสัญชาตญาณออกมาก็คือการกระทำของจิตออกมา แม้้คุณไม่รู้ตัวเป็นสัญชาตญาณ สะสมมากี่ชาติอยู่ในอนุสัยออกมาก็เป็นอย่างนั้นเลย คลอดมาแล้ว เด็กอุแว้ ออกมาก็กินนมได้เลย ไม่ว่าคนหรือสัตว์เดรัจฉาน หรือจิงโจ้ออกมาก็คลำหากระเป๋าแม่ อยู่ในกระเป๋าแม่ อย่างนี้เป็นต้น เป็นสัญชาตญาณ ต่อมา กายกัมมัญญตา ท่านก็แปลว่า ความคล่องแห่งกาย ความเป็นความควรของกองแห่งเวทนา สัญญา สังขาร กายกัมมัญญตา คำว่า กัมมัญญตา มีคำว่า กาย คำหนึ่ง เป็นการกระทำความเหมาะสมควรทางกาย หมายความว่ามีการกระทำ กัมมัญญะ ควบ มีอำนาจของจิต อัญญธาตุ ควบคุมกรรม กัมมัญญตาหรือกัมมัญญา มี อัญญธาตุหรืออัญญา ธาตุรู้ตัวใหม่ที่ควบคุมการ กระทำออกมาทางภายนอก เรียกว่า กายกัมมัญญตา ถ้าจิตกัมมัญญตา ก็แสดงว่ามันอยู่ในจิตไม่ออกมา มันเป็นการงานอันเหมาะควรของจิตของเรา คนอื่นก็ไม่เห็นกายกรรม วจีกรรมของเรา มีแต่มโนกรรม นี่คือ กายกัมกัมมัญตา
กายกลิ กลิคือโทษ คือภัย เพราะฉะนั้นตัว กลิ คือตัวโทษตัวภัย ขยายกลิก็คือกิเลส ตัวสำคัญเลย ตัวที่เป็นตัวกิเลสนั่นแหละ เป็นตัวเชื้อโรค เชื้อร้ายที่มันอยู่ในจิตอยู่กับจิต ควบคุม กายกลิ ควบคุมตัวเรา เป็นโทษเป็นภัยออกมาทางกายตลอดเวลา ภายนอกไม่สำรวมอยู่ในจิตเท่านั้น สู่แดนธรรม... ที่ผมรู้จักคำว่ากลิ ก็ตรงกับ คำว่า กาฬ ที่แปลว่าดำ กาละ ก็แปลว่าดำ พ่อครูว่า... ความมืดความดำความโง่ กายลิ คือเป็นโทษ คือสิ่งชั่วช้าที่อยู่ในกาย ถ้าเข้าใจว่า กายมีแต่ร่างภายนอก สิ่งชั่วช้ามีแต่เพียงภายนอกก็ไปทำอะไรกับมันไม่ได้เลย เช่น เป็นมะเร็ง เป็นแผล เป็นฝี เป็นตัวภายนอก แม้แต่เป็นขี้ไคล เป็นคราบอะไรก็แล้วแต่ สู่แดนธรรม... แต่จริงๆแล้ว หมายถึง กิเลส สิ่งชั่วช้าที่ครอบงำจิต พ่อครูว่า... ใช่ สิ่งชั่วร้ายที่อยู่ในกายอยู่ในจิต กายคือจิต สิ่งชั่วช้าที่ครอบงำอยู่แล้วออกมาภายนอกด้วยเลย
กายสวะ คือ ท่านแปลว่า ความหมักหมมแห่งร่างกาย แสดงว่า คนนี้ไม่อาบน้ำเลย ร้อยวันพันวันหมักหมมจัด เดินผ่านมาได้กลิ่นแต่ไกล ท่านแปลว่าความหมักหมมในร่างกาย ความสกปรกที่มีอยู่ในร่างกาย ฟังแล้วมันตื้นๆ นะ ความจริงแล้วอาสวะกิเลสหมักหมม กิเลสหมักดอง อยู่ในจิตของคุณออกมาแสดงออกทางกายเลย กายสวะ ออกมาเต็มที่เลย นี่คือการแปลของอาตมาหรือการขยายความของอาตมาเท่าที่อาตมามีภูมิ รู้ในสภาวะที่พยัญชนะบาลีว่าอย่างนี้ สู่แดนธรรม... ได้ความว่า พ่อท่านแปลอะไรก็แล้วแต่ จะเน้นเข้าหาภายใน เข้าหาปรมัตถ์ก่อน เรื่องที่รับรู้กับคนภายนอกเป็นเรื่องราว พ่อครูว่า... เพราะฉะนั้นเรื่องของอุตุเราพูดกับมันไม่รู้เรื่องหรอก มันก็เป็นของมันตาม พลังงาน เราไม่เกี่ยว เราไปทำอะไรกับมันไม่ได้ หรือแม้แต่พีชะ มันก็ไม่รู้เรื่องกับเรา ขนาดจิตนิยามเราก็สอนได้แต่คนที่เป็น เวไนยสัตว์ เพราะฉะนั้น ที่อาตมาสอนอธิบายอยู่นี้ คนที่มาฟังจึงเป็นเวไนยสัตว์ สัตว์ที่สอนได้สัตว์ที่ฟังธรรมะรู้เรื่อง ที่ฟังธรรมะอาตมาไม่รู้เรื่องไม่เข้าใจไม่มีประโยชน์ ยังเป็นอเวไนยสัตว์อยู่ สู่แดนธรรม... พ่อท่าน เคยยก เวไนย ระดับต้นๆ อบายมุขก็รับไม่ได้ คือขั้นต่ำ แต่ถ้าไม่สามารถเข้าใจโลกุตรธรรมได้ เขาเป็นเวไนยสัตว์ระดับโลกียะ แต่ว่าสำหรับโลกุตรธรรมเขาไม่ได้เป็นเวไนยสัตว์ พ่อครูอธิบายสภาพ อุตุ พีชะ ของเล็บ พีชะไม่มีเวทนา ไม่มีความรู้สึก ไม่เจ็บ ไม่ปวด ไม่บาปไม่บุญ พ่อครูว่า...ฟังดีๆนะ เป็นหัวใจศาสนาเลย ถ้าแยกกายแยกจิต ให้เป็นอุตุ เป็นพีชะ จิตนิยาม แยกอย่างนี้ ปรุงแต่งอย่างนี้เป็นพืชะ ปรุงแต่งนี้เป็นอุตุ ถ้าเข้าใจอย่างสัมมาทิฏฐิไม่ได้ คุณทำกรรมการกระทำให้เป็นอย่างนี้ไม่ได้ คุณก็ไม่ถึงธรรม จะเป็นอรหันต์ทำนิพพาน ทำนิโรธธรรม ทำไม่ถึง ทำไม่ได้ คุณต้องเข้าใจอุตุ พีชะ จิต อย่างสำคัญเลย ต้องแยกให้ชัด ถ้าแยกไม่ชัด ไม่เข้าใจ แล้วทำไม่ถูกไม่ตรง หมดทาง พระพุทธเจ้าท่านให้เรียนรู้จาก อวัยวะภายนอก มันมี ผมขนเล็บฟันหนัง เรียนรู้จากการพิจารณาเอาส่วนใดมาอธิบายก็ได้แยกกายแยกจิต จาก เอาเล็บมาเป็นตัวอย่าง เอาผมมาเป็นตัวอย่าง เอาขนมาเป็นตัวอย่าง เอาฟันมาเป็นตัวอย่าง เอาหนังมาเป็นตัวอย่างได้ทั้ง 5 ตัวอย่าง แต่อาตมาชอบที่จะเอาเล็บมาเป็นตัวอย่าง ผมมันก็ยาว เล็บมันก็ไม่ยาวไม่ใหญ่อะไร ฟันก็ละเอียดไปข้างใน แต่เล็บนี่มองเห็นด้วย อธิบายได้ง่ายกว่า เมื่อใดเล็บเป็นอุตุ เมื่อใดเล็บเป็นพืชะ เมื่อใด้เล็บเป็นจิต 3 สภาพนี่แหละ คุณต้องทำกรรมให้เกิด ถ้ารู้แล้วทำแล้วคุณจะทรงไว้ ถ้าสมบูรณ์แบบคุณก็เป็นนิพพาน เป็นนิโรธธรรม เล็บ ส่วนที่ถูกตัด ตัดออกมา เล็บที่มันยาวยืดออกมา แล้วคุณตัดออกมาหลุดออกจากร่างกายเล็บนั้นก็เป็น อุตุนิยาม หมดพีชะ หมดความเป็นชีวะ เหมือนต้นไม้ ถูกถอนออกจากสิ่งที่มันอาศัยอยู่ หากต้นไม้อยู่กับดินก็อีกเรื่องหักต้นไม้กินอากาศก็อีกเรื่อง เอาเล็บนี่แหละ ตัดเล็บออก คุณตัดไม่เจ็บ เล็บ ส่วนที่เลยออกจากระบบประสาท ชีวะ พีชะ มันเป็นชีวะพีชะ มันเลยออกมาจากระบบประสาทมันเป็นพืช ไม่มีความเจ็บปวดไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญาณ เล็บ ส่วนที่เลยออกจากเส้นประสาทมาที่มันยาวออกมาได้ ยังเลี้ยงด้วยอาหาร ยาวออกไปได้ อาตมาเคยอธิบายเลยเถิดว่า คนที่ยึดมั่นถือมั่นว่ากายเป็นของเรา เนื้อหนังมังสาผมขนฟันหนังและเป็นของเรา ตายไปแล้ว ผมก็ยังยาวออกมา แล้วก็ยังยาวออกมาอยู่ ไม่ถอดวิญญาณ พวกนี้เป็นมิจฉาทิฏฐิ ตายแล้วไม่เน่าเป็นต้น ผมก็ยังยาวออกมา เล็บก็ยาวออกมา ไม่เน่า พวกนี้มิจฉาทิฏฐิหนัก แล้วก็ไปเคารพกันว่าเป็นผู้ที่พลังจิตสูงมากตายแล้วไม่เน่า สู่แดนธรรม... นักวิทยาศาสตร์บอกว่าเป็นแรงเฉื่อย เป็นพลังงานที่ยังไม่สิ้น พ่อครูว่า... พลังงานไม่สิ้นเพราะอะไร เพราะเขายึดว่านี่คือกายของกูไม่ออกไป ทั้งๆที่จิตของคุณไปแล้วตายไปแล้วไม่เป็นจิตวิญญาณ แต่ถ้า พืชธาตุยึดยังอยู่ เหมือนมนุษย์พืชนั่นแหละถ้าคุณยังให้อาหารอยู่ กายนี้ก็ยังอยู่เหมือนที่อยู่ใน ICU นั่นแหละ ถอดสายออกเมื่อไหร่ก็เป็นมนุษย์ตาย ไม่ใช่มนุษย์พืช แต่ที่ยังหนักอยู่คือไม่ยอมตายก็เลยพยายามดึงตัวเองไว้ พีชะ ไม่มีเวทนาไม่มีความรู้สึก เจ็บปวดไม่มี บาปบุญไม่มี เพราะฉะนั้นเล็บที่มันพ้นปลายประสาทออกมายังเป็นพืช เป็นชีวะ ไม่เจ็บไม่ปวดไม่บาปไม่บุญ ไม่มีจองเวรจองกรรมไม่มีรักไม่มีชัง ตัดมันก็ขาดออกมาไม่เจ็บ ที่ขาดออกไปแล้วเป็นอุตุ ไม่มีเจริญแล้วมีแต่แห้ง เสื่อม แต่มันทน ขี้ไคลก็เปื่อยง่ายกว่าเล็บ ฟันก็ทน ส่วนที่ยังเป็นพีชะ เราต้องอ่านให้ได้ว่าเป็นพีชะเป็นชีวะ เพราะฉะนั้นเราต้องไปเทียบกับจิตนิยาม ถ้าจิตของเรามีเวทนามีความรู้สึก เหมือนอย่างเล็บ ส่วนที่ไม่ติดกับประสาทไม่เกี่ยวข้องกัน ให้ขาดจากประสาท แล้วจิตเป็นประสาทแต่ยังมีชีวิตอยู่กับตัวเรายังไม่ตาย จิตนิยามนี้ยังไม่ตาย ให้จิตนิยามมีอาการของพืชะ เอาอาการของพีชะ ให้เกิดความรู้สึกที่ไม่รู้สึกไม่มีสุขไม่มีทุกข์ เป็นต้น ทำให้เกิดอาการอย่างนี้ให้ได้ เพราะฉะนั้นอาการของความไม่สุขไม่ทุกข์จึงเป็นอาการของ อรหัตตผล ในศาสนาพุทธของเราเอาอย่างนี้ ไม่ใช่ดีชั่ว แต่อยู่ที่สุขที่ทุกข์ เป็นพื้นฐาน อทุกขมสุข จะเป็นไวพจน์กับคำว่าอุเบกขา ซึ่งต่างกัน อุเบกขาคือรู้ด้วยปัญญา ทำให้กิเลสมันออกไปหมดจนกระทั่งบริสุทธิ์ จิตบริสุทธิ์ตัวแรก ปริสุทธา ปริโยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา จิตอุเบกขาไม่มีกิเลส ก็ไม่มีสุขไม่มีทุกข์ ไม่สุขไม่ทุกข์อย่างถาวรอย่างดี แต่ไม่สุขไม่ทุกข์ที่ไม่รู้เลย กดข่มเฉยๆ ที่เรียนหลับตาสะกดจิตก็ได้แค่ไม่สุขไม่ทุกข์ ไม่ได้อุเบกขา อุเบกขาลึกกว่า อทุกขมสุข คือ รู้กิเลสแล้วฆ่ากิเลสตายไปจากจิต จึงจะเป็นอุเบกขา สู่แดนธรรม... ผมเคยสรุปอย่างนี้ว่า อุเบกขาคือผลที่เกิดจากทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้ตายไปแล้วความเกิดก็จะเกิดในอุเบกขา เกิดความบริสุทธิ์ พ่อครูว่า... ชีวิตของเรายังอยู่แต่ถ้าจิตของเราเป็นอุเบกขา คุณต้องเรียนรู้อุเบกขา 108 หรือเวทนา 108 ตรงแยกอุเบกขาเป็น 2 ฝ่าย เคหสิตะเป็นมโนปวิจาร 18 และทำให้เป็นเนกขัมมะ เป็นมโนปวิจารอีก 18 ต้องเรียนรู้ 2 ขั้วมโนปวิจารให้ได้ คุณจึงจะอ่านกระทบสัมผัสแล้วเกิดจิตแยกเป็นเนกขัมมะและเคหสิตะ ทำให้เป็นอุเบกขา เนกขัมมะ คือบริสุทธิ์จากกิเลส จะได้เป็นคราวๆ ก็เรียกว่า ตทังคปหาน ทำได้ดีขึ้น ดีขึ้น นอกจากตทังคปหาน ก็เป็น ปฏิปัสสัทธิปหาน เป็นนิสสรณปหาน ก็เก่งขึ้นไปตามลำดับ นี่แหละ ถ้าเข้าใจกายไม่ได้เลย แยกว่ามันเป็นชีวะหรือไม่เป็นชีวะ เป็นชีวะ แต่ทำให้เป็นพีชะให้ได้ทั้งๆที่มันเป็นจิตนิยาม เป็นจิตรู้ครบรู้ถ้วน แต่คุณสามารถทำให้จิตมันเป็น พีชะธาตุได้ จิตที่เป็นเหมือนกับพืช ไม่สุขไม่ทุกข์ไม่มีกิเลส กิเลสตัวที่มันไปโง่ เป็นเวทนาสุขทุกข์ พอไม่มีกิเลส ไม่ไปยึดถือเวทนาว่าเป็นเรา สุขทุกข์ เวทนาก็เป็นกลางๆ รู้ความจริงตามความเป็นจริงเท่านั้น เจ็กไทยแขกฝรั่งก็เรียกไปตามพยัญชนะแต่ละที่ เห็นสีแดง ก็เป็นสีแดง เจ๊กแขกไทยฝรั่ง ก็เห็นสีแดงเหมือนกัน นี่คือเวทนาแท้ แต่อีกคนหนึ่งแดงสวย อีกคนนึงยังไม่สวยนั่นแหละคือเวทนาเก๊ นั่นแหละเรียนรู้ความจริงที่มันมีการแปลกแยกไปจากสิ่งที่เป็นจริงตามความเป็นจริง หนึ่งเดียว คุณแยกได้ แล้วก็ไม่ให้จิตของเราไปโง่งมงายตามที่เขาเป็น ที่เขาว่าสวยไม่สวย แต่รู้ลิงคะ รู้ความต่างได้ ว่าแดงนี้ แตกต่างจากแดงอันนี้ ไม่ใช่ว่าแดงขนาดนี้สวย แดงขนาดนี้ไม่สวย ถ้ายิ่งแดงขนาดนั้นไม่สวยใหญ่เลย ต้องแดงแบบเฉดนี้จึงจะสวย นั่นคือถ้าคุณสมมุติ คุณไปยึดติดทั้งนั้นเลย ที่ อธิบายไปเป็นปรมัตถ์ธรรม เป็นอภิธรรม ที่ยาก แต่ต้องเรียนอย่างนี้ นี่คือศาสนาพุทธ ถ้าไม่ได้เรียนอย่างนี้คุณก็ไม่ได้อะไร ถ้าเรียนอย่างนี้เข้าใจได้ดีถูกต้องทำได้ดี คุณก็มีจิตเป็นอรหันต์ หมดสุขหมดทุกข์ก็จบแล้วชีวิต ชีวิตหมดสุขหมดทุกข์ก็จบ ดีชั่วนั้นแน่นอนไม่ทำชั่วแน่นอน สัพพปาปสอกรณัง(ไม่ทำบาปทั้งปวง) กุสลสูปกำลังสัมปทา(ทำกุศลให้ถึงพร้อม) สจิตตปริโยทปนัง(ชำระจิตของตนให้ผ่องแผ้วจากกิเลส) โอวาทะปาติโมกข์เป็นของพระอรหันต์ไม่ใช่ของธรรมดา แปลว่าละชั่วประพฤติดีน่ะ ผิด ไม่ทำบาปแล้วบุญก็ไม่ต้องทำ แต่ไม่ต้องกล่าวคำว่าบุญ เพราะฉะนั้น สัพพปาปัสสะ แม้แต่บาปก็ไม่ทำ บุญนั้นไม่ทำอยู่แล้ว กรรม ของผู้ที่ทำอยู่นี้จึงมีแต่ กุสลสูปสัมปทา กรรมของผู้ที่ไม่ทำบุญไม่ทำบาปอีกแล้วคือผู้ที่มีกรรมแต่กุศลอย่างเดียว นี่เขาก็เข้าใจกันไม่ได้ สู่แดนธรรม... ไม่เคยเห็นครูบาอาจารย์คนไหน สอนให้แยกกายแยกจิตได้อย่างพิสดารเช่นนี้ พ่อครูว่า... มี เขาสอนให้แยกกายแยกจิตด้วยนะสมาธิแล้วลอยออกไปภายนอก สู่แดนธรรม... พ่อท่านบอกสำทับ หากเข้าใจแยกกายแยกจิตไม่สัมมาทิฏฐิ ทำไม่ได้คุณก็ห่างไกลจากการบรรลุอรหันต์ 650110 รายการ ตุ้ม ตะลุ่ม ตุ้ม ม้ง ครั้งที่ 23 ความมหัศจรรย์ของการแยกกายแยกจิตได้