สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายในบุคคล 7.docx
เนื้อหาในไฟล์
สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายในบุคคล 7 พ่อครูว่า... โอภาปราศรัยกับ SMS ก็เป็นปกิณกะธรรมะ ทีนี้เป็นธรรมะที่เป็นเรื่องเป็นราวอธิบายต่อเนื่องกันไปเป็นซีรี่ส์ วันนี้หยิบพระไตรปิฎกเล่ม 36 มา ตั้งใจจะหยิบบุคคล 9 แต่เราจะพูดกันแค่บุคคล 7 อาตมาสอนธรรมะโลกุตระ ซึ่งเทวนิยมเขาไม่เข้าใจ เขาเป็นเจ้าแห่งสุขนิยม ถ้าจะต้องฆ่าคนในโลกนี้เพื่อจะเป็นเจ้าโลกจะเป็นสุขเขาก็ทำ เขาจะเป็นใหญ่เป็นโตได้ลาภยศเยอะๆเป็นสุข มีเงินทองทรัพย์สินเยอะๆเป็นเจ้าของเจ้าของ ได้มาแล้วจะตายจากทิ้งไปก็ช่างหัวมัน ตอนเป็นๆนี้เอาให้ได้ จะไปเบียดเบียนจะไปแย่งชิงดีไม่ดีขี้โกง โกงไม่พอยังฆ่าแกงคนอื่นเอา ฆ่าผัวมันเสียเอาเมียมันมา เขาก็ทำ เขาไม่เข้าใจถึงสัจธรรมที่ลึกซึ้งพวกนี้เลย เพราะฉะนั้นของศาสนาพระพุทธเจ้าจึงชัดเจนที่สุด เรียนรู้ปรมัตถ์ทางจิตวิญญาณแล้วก็รู้ทิศทางอันแสนสูงส่ง ถึงขั้นรู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง รู้จบ สมบูรณ์แบบเลย
บุคคล 7 จำพวก ล.36 ข้อ 40 ทักขิเณยบุคคล 7 หรือ เล่ม 13 ข้อ 233 [40] บุคคลชื่อว่า อุภโตภาควิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้อง(ผุสสติหรือสัมผัส)ซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วสำเร็จ อิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียก ว่า อุภโตภาควิมุต
[41] บุคคลชื่อว่าปัญญาวิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ มิได้(นเหว โข) ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย สำเร็จอิริยาบถอยู่ แต่อาสวะของผู้นั้นสิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ปัญญาวิมุต พ่อครูว่า... อุภโตภาควิมุติ คือ วิมุติทั้งเจโตและปัญญา สองสภาพ ส่วนปัญญาวิมุติก็คือมีแต่ปัญญาวิมุติ อาตมาเคยท้วง คำว่า น เหว โข ไม่ใช่คำว่า น ที่แปลว่าไม่อย่างเดียว แต่มี เหว โข ด้วย สรุปว่าคือ แปลว่าไม่ต้องไปกล่าวถึงแล้ว แต่เขาแป
อ่านต่อ
ล แค่ว่า ไม่ คือ ไม่ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ก็เลยทำให้คนเข้าใจความหมายเพี้ยนไปเลย แต่แท้จริงเป็นคนที่เดินทางสัมมาทิฏฐิมา ลาดลุ่มโดยตลอด โดยไม่จำเป็นจะต้องมีถึง 2 สภาวะ แต่มีสภาวะ 2 มาแล้วตั้งแต่สภาพกาย ที่เป็นภาวะคู่มาแล้วสมบูรณ์มาถึงนี่แล้ว เพราะฉะนั้นอาสวะสิ้นได้หมดแล้วมาถึงปัญญาวิมุตก็ได้แล้ว ไม่ต้องไปเสียเวลาเป็น อุภโตภาควิมุติ อีกขั้นหนึ่ง แต่สัทธาวิมุติ ไม่มีความรู้เรื่องกายสมบูรณ์แบบ จึงจำต้องปฏิบัติถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ต้องกำชับเลยว่าตัวสัทธาวิมุตตั้งแต่เข้าใจ กาย ให้สัมมาทิฏฐิให้ได้ก่อนเลยเป็นสังโยชน์ข้อที่ 1 ถ้าเข้าใจคำว่ากายยังไม่สมบูรณ์บริบูรณ์ดี ซึ่งลึกซึ้งมาก อาตมาทุกวันนี้ก็ยังพยายามขยายความคำว่า กาย ก็ยังรู้สึกว่าเราก็ยังไม่เก่งเท่าไหร่ ขยายยังไม่ถึงใจตัวเอง เพราะว่ามันลึกซึ้ง มันมีตั้งแต่สังโยชน์ข้อที่ 1 เริ่มต้นปฏิบัติธรรมก็เริ่มต้นมีสติปัฏฐาน 4 โลกุตรธรรมต้องพิจารณากายในกาย อาตมาเคยตั้งข้อสังเกตให้ฟังว่าคำว่า พระพุทธเจ้าให้พิจารณากายในกาย มันก็ต้องมีนอกใช่ไหมโดยปริยาย มันต้องมีกายนอกกายกับกายในกาย ก็ต้องมีนอกควบคู่ไปด้วย เวทนาในเวทนาก็เป็นอิทัปปัจจัตตตา เป็นปรัชญาการความต่อเนื่องไปในการปฏิบัติธรรม เพราะฉะนั้นถ้าเข้าใจผิดแล้วคุณปฏิบัติธรรมหลับตาทิ้งกายภายนอกไป เป็นโมฆะเลย อาตมาพูดอย่างตัดสินให้เลย ไม่ยั้งไม่ประนีประนอมเอาไว้ เพราะว่าเป็นการกลัดกระดุมเม็ดแรกที่ผิดเลย และคำว่ากายต้องมีภายนอก ไปหลับตาไม่มีภายนอกเท่านี้ก็เป็นมิจฉาทิฐิแล้ว นี่คือความเสื่อมที่ชัดเจน พุทธของเมืองไทยเสื่อมถึงขั้นนี้แล้ว คำว่ากายนี้ไม่มีไปหลับตาปฏิบัติเสื่อมสนิทแล้ว อาตมาพูดป่านนี้ก็ไม่กระเตื้องเพราะมันเสื่อมจนขุดไม่ขึ้น แต่ได้มาบ้างขนาดนี้ก็ยังดีแล้วแสดงว่าพวกคุณมีบารมี อาตมามาตามหาผู้ที่มีบารมีขึ้นมาได้บ้างก็ยังดี ไม่ใช่อาตมาเก่ง แต่พวกคุณมีบารมีเลยมารับได้ อาตมาขยายความธรรมะพระพุทธเจ้าไปเรื่อยๆ พ่อครูว่า... คำว่าสำเร็จอิริยาบถอยู่ ก็คือดำเนินเป็นชีวิตประจำวันนั่นแหละ คือเป็นคนมีชีวิตปกติ สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายคือจะต้องมีการกระทบสัมผัสภายนอกภายในอยู่ตลอดเวลา ทั้งอาสวะบางอย่างสิ้น เพราะเห็นด้วยปัญญา ปัญญาตัวนี้จึงมีสัมมาทิฏฐิตั้งแต่กายแล้ว แต่เมื่อไปแปลคำว่า น เหว โขผิด ก็เลยไม่มีกายในการปฏิบัติ ซึ่งสำหรับ ผู้ที่สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายมาแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปกล่าวถึงอีก เพราะมีการปฏิบัติวิโมกข์ 8 ด้วยกายในอิริยาบถที่สำเร็จแล้วก็คืออยู่ในชีวิตประจำวันนี่แหละ แต่คุณไปโง่หลับตาเองพากันสอนแบบเดียรถีย์ แต่ถ้าสอนแบบพุทธเจ้าก็ปฏิบัติตามธรรมจรณะ 15 วิชชา 8 ปฏิบัติตามศีลแต่ละข้อและ อปัณณกปฏิปทา 3 สำรวมอินทรีย์ 6 โภชเนมัตตัญญุตา ชาคริยานุโยคะ ปฏิบัติลืมตามีตาหูจมูกลิ้นกายใจกับเครื่องกินเครื่องใช้แล้วตื่นรู้จากกิเลส ลดกิเลสจนเป็นเกิดสัทธรรม 7 ศรัทธา มีอินทรีย์ 5 พละ 5 ไปตามลำดับ จะมี หิริ ละอายตัวเองเพราะเราโง่มาก่อนฉลาด เกิดความรู้ว่าเราไปยึด ไปติด ไปเสพสมสิ่งเหล่านี้ มันเป็นความลึกซึ้งมาก หิริ โอตตัปปะ เพราะฉะนั้น คนที่แสดงกามหยาบออกมา แล้วเขาไม่ละอายเพราะเขาไม่มีหิริโอตตัปปะ ไอ้คนที่เกิดความละอายก็เพราะมีหิริโอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา มีความเป็นปัญญาสำทับอยู่ข้างหลัง วิริยะคือเห็นสัจธรรมมาก มันก็ยิ่งมีความเพียรเพิ่มขึ้น สติก็ยิ่งตื่นเต็ม ปัญญาก็เกิด ปฏิบัติมันก็เกิดเป็นพหูสูตใน สัทธรรม 7 ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหุสัจจะ วิริยะ สติ ปัญญา มีสภาวะอย่างที่อาตมาขยายให้ฟัง แล้วก็เกิดผล จิตก็เจริญขึ้นเจริญขึ้น สั่งสม ฌาน 1 2 3 4 หมายความว่า มีพลังงานของความเฉลียวฉลาด พลังงานของ ฉฬายตนะ ชัดเจนในสภาวธรรม มีสัมโพชฌงค์ สติสัมโพชฌงค์ ธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ วิริยะสัมโพชฌงค์ ด้วยปัญญาอันยิ่งเห็นกิเลสลดลงลดลงก็เกิดมี ปิติสัมโพชฌงค์ ปัสสัทธิสัมโพชฌงค์ มีสมาธิสัมโพชฌงค์ อุเบกขาสัมโพชฌงค์ สมาธิไม่ได้เกิดจากการไปนั่งหลับตา สมาธิเกิดจากการเดินโพชฌงค์จรณะ 15 อย่างนี้ ไม่ได้เกิดจากการหลับตา ถ้าหลับตาแล้วได้สมาธิง่ายอย่างนั้น พระอรหันต์ก็เกิดเต็มโลกสิ ธรรมะของพระพุทธเจ้านั้น คัมภีรา (ลึกซึ้ง) ทุททัสสา (เห็นตามได้ยาก) ทุรนุโพธา (บรรลุรู้ตามได้ยาก) สันตา (สงบระงับอย่างสงบพิเศษ แม้จะวุ่นอยู่) . ปณีตา (สุขุมประณีตไปตามลำดับ ไม่ข้ามขั้น) อตักกาวจรา (คาดคะเนด้นเดามิได้) นิปุณา (ละเอียดลึกถึงขั้นนิพพาน) ปัณฑิตเวทนียา (รู้แจ้งได้เฉพาะผู้เป็นบัณฑิต บรรลุแท้จริงเท่านั้น) (พตปฎ. เล่ม 9 ข้อ 34) อาตมาเห็นความสำคัญเหล่านี้ ไม่มีใครเขาเอามาพูดหรอกในยุคนี้ อาตมาพูดถึงนี้ ในพระวินัยเล่มแรกเลย ผู้ที่ไม่รู้จึงแปลพยัญชนะบาลีเป็นไทยว่า มิได้ถูกวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ซึ่งมันก็จะคาอยู่ เพราะต้องถูกวิโมกข์ 8 ด้วยกายจึงจะบรรลุ แต่นี่มันจะข้ามแยก ในเนื้อหาอาสวะของผู้นั้นหมดสิ้นแล้ว แต่ทำไมไม่ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกายในปัญญาวิมุติ ซึ่งมันเหมือนกันกับ อุภโตภาควิมุติ มีอาสวะสิ้นแล้วเหมือนกันก็เป็นพระอรหันต์แล้วสิ ก็ยิ่งไม่ต้องไปคำนึงถึงอะไรทั้งสองอย่าง ถ้าเป็นปัญญามีปัญญาอันยิ่งเพราะเห็นด้วยปัญญา เป็นปัญญาวิมุติ ในการละไว้ในฐานที่เข้าใจ คือเป็นผู้สัมมาทิฏฐิแล้วใน สักกายทิฏฐิ แล้วก็มาปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 กายในกาย กายนอกกาย ก็ชัดเจนหมดแล้วจึงจะบรรลุธรรม แม้ที่สุดจะตรวจด้วยกาย ด้วยศรัทธา ด้วยวิญญาณฐิติ 7 เป็นอันสุดท้าย ตรวจว่าเรายังมีอะไรมิจฉาทิฏฐิอยู่ มีอะไรที่ต่างจากสัมมาทิฏฐิหรือว่าสัญญาอันใดมันยังวิปลาสอยู่ก็มาตรวจ ตั้งแต่วิญญาณฐิติ 1 2 3 4 5 6 7 อย่างนี้เป็นต้น [42] บุคคลชื่อว่ากายสักขี เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้องซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย แล้วสำเร็จอิริยาบถอยู่ ทั้งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาบุคคลนี้เรียกว่า กายสักขี กายสักขีก็ต้องต่ำกว่าปัญญาวิมุติ อันนี้บอกว่ามีกายเป็นสักขีเลย แต่ปัญญาวิมุติ บอกว่าไม่ต้องถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ที่จริงบล็อกไว้เป็นนัยยะว่าไม่ต้องไปกล่าวถึงแล้ว ก็มันผ่านมาแล้ว ทำได้มาแล้ว _ป๋องว่า...เกี่ยวกับ บุญที่ได้ชำระกิเลสมาแล้ว บุพเพจ กตปุญญตาหรือไม่ พ่อครูว่า... อธิบายผู้ที่ปฏิบัติได้แล้วอย่างนั้นก็ได้ แต่อันนี้กำลังอธิบายเรื่องสามัญกำลังปฏิบัติ เพราะฉะนั้น ผู้ที่รู้กายแล้วจึงจะทำให้อาสวะสิ้นไปได้ ถ้าไม่สัมมาทิฏฐิในเรื่องกาย อาสวะสิ้นไม่ได้แม้บางอย่างก็สิ้นไม่ได้ อย่าไปพูดถึงอาสวะสิ้นทั้งหมดเลย อาสวะบางอย่างก็สิ้นไม่ได้ กายสักขีมันต้องมีกายเป็นสักขีพยาน ต้องสัมมาทิฏฐิในเรื่องกาย ถึงจะทำให้อาสวะสิ้นได้เพราะเห็นด้วยปัญญา อันนี้เรียกว่าบุคคลเป็นกายสักขี
[43] บุคคลชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่งอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญา บุคคลนี้เรียกว่า ทิฏฐิปัตตะ พ่อครูว่า... ถ้ามีสัมมาทิฏฐิแล้วปฏิบัติไปถึงขั้นมีอริยสัจ 4 ได้ และเมื่อเกิดปัญญาดำเนินไปด้วยดีแล้วด้วยปัญญา แล้วอาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็หมดสิ้นแล้วเพราะเห็นด้วยปัญญา ทิฏฐิปัตตะ สามารถทำให้อาสวะบางอย่างหมดสิ้นไป เพราะฉะนั้นผู้นี้จะมีการสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกาย ถ้าไม่ได้ก็จะทำอาสวะสิ้นไม่ได้ บุคคลผู้นี้จะต้องเห็นด้วยปัญญา และเป็นปัญญาสัมมาทิฏฐิ คำว่าทิฏฐิมันยังไม่เจริญเท่าปัญญา ทิฏฐิยังไม่สัมมา ปัญญาเกิดไม่ได้ จะมีแต่ เฉโก
[44] บุคคลชื่อว่าสัทธาวิมุต เป็นไฉนบุคคลบางคนในโลกนี้ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้เหตุให้เกิดทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่านี้ความดับทุกข์ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์อนึ่งธรรมทั้งหลายที่พระตถาคตประกาศแล้ว ผู้นั้นเห็นชัดแล้ว ดำเนินไปดีแล้วด้วยปัญญา อนึ่ง อาสวะบางอย่างของผู้นั้นก็สิ้นไปแล้ว เพราะเห็นด้วยปัญญาแต่มิใช่เหมือนบุคคลผู้เป็นทิฏฐิปัตตะ บุคคลนี้เรียกว่าสัทธาวิมุตทำไม พ่อครูว่า... เห็นชัดด้วยปัญญา แสดงว่าบุคคลผู้นี้มีปัญญาขึ้นมาจึงเรียนรู้อริยสัจ 4 ได้ แล้วอาสวะบางอย่างก็จะหมดไปได้ เพราะฉะนั้น สัทธาวิมุติจึงมี 2 นัยยะ นัยยะหนึ่งเป็นสัทธาวิมุตเต็มตัว อีกนัยยะหนึ่งเป็นสัทธาวิมุตที่บังเกิดปัญญา ถ้าเป็นสัทธาวิมุตเต็มตัวนี่แหละเสียเวลา อาตมาเคยอธิบายให้ฟังแล้ว ไปจมอยู่ในวิมุติที่มิจฉาทิฏฐิคือนั่งหลับตาแล้วบอกว่าวิมุติ ๆๆๆ จนหลงว่าตัวเองเป็นพระอรหันต์ ก็เสียเวลาช้ากว่าจะไปเตือน กว่าจะไปสะกิดให้ตื่นให้รู้ให้เข้าใจเหมือนอย่างอาตมาทำ สายหลับตาเขายึดติดมานานแล้วอาตมาก็ถูกผู้รู้เป็นปราชญ์ทางศาสนาพุทธยุคนี้ ที่เพี้ยน มาหาว่าอาตมานี่ผิด แล้วท่านก็ยึดผิดว่าถูก แล้วก็ไปเชื่อตามกันอยู่ มันจึงน่าสงสารเหลือเกิน หมู่ใหญ่น่ะ (พ่อครูไอตัดออกด้วย) สมณะเดินดิน... นึกถึงพวกเรา อย่างเรื่องเนื้อสัตว์ พวกเราก็ไม่ต้องไปนั่งหลับตาทำ มีข้อปฏิบัติเป็นไปตามปกติ แต่เรามีปัญญาเห็นชัดถึงความหลุดพ้นนี้ได้ หรือตัวอย่างคุณบีที่เสียชีวิตไป เขาก็มีวิหารติอยู่ ดำเนินชีวิตไปตามปกติไม่ต้องไปหลับตาแต่ก็สร้างความเจริญในชีวิตของเขาในผัสสะ การศึกษา งานกสิกรรมของเขา เป็นงานที่กระตุ้นกิเลส แต่ถ้ากิเลสมากเขาก็สู้ไม่ไหว แต่เขาผ่านไปได้อย่างสบายๆ ก็เป็นความพ้นทุกข์ของเขา เป็นแต่เพียงว่าเขาจะเห็นด้วยปัญญาอันยิ่งหรือไม่ ไม่ต้องไปหลับตาก็เกิดความเจริญในชีวิตได้ แต่พวกไปหลับตากว่าจะหลุดพ้น จะหลุดพ้นหรือเปล่าก็ไม่แน่ เหมือนอย่างพวกฤาษีตาไฟ..น่ากลัว พ่อครูว่า... สัทธาวิมุติ อาตมาเคยขยายความให้ฟังว่า ผู้ที่ยังไม่มีปัญญาขึ้นมา ยังไม่กระเตื้องในปัญญา เขาก็ไปหลงวิมุตแบบศรัทธา วิมุติแบบศรัทธาคือไม่ครบคำว่ากายเป็นมิจฉาทิฏฐิคือนั่งอยู่ในภพ มันไม่ครบอายตนะ ไม่มี สฬายตนะ ไม่มีอายตนะ 6 มันมีแต่อายตนะเดียวคือใจในใจ อย่างเดียว มีอายตนะคู่เดียว คือ ธรรมายตนะกับมนายตนะ ไม่มีอายตนะอื่น มันเลยไม่ครบไม่เต็ม อาตมาขยายความให้ฟัง อาตมาเป็นคนจริงเป็นผู้ที่รับธรรมะพระพุทธเจ้ามามีรายละเอียดมากมาย อยู่ดีๆอาตมาถ้าไม่มีภูมิธรรมอาตมามาพูดสิ่งเหล่านี้มันพูดไม่ได้หรอก มันยิ่งละเอียด มันยิ่งไม่สามารถจะเข้าไปเดา อย่างของพระพุทธเจ้านี้ ศาสดาเทวนิยมไหนก็ไม่มีสิทธิ์มานั่งรู้ ต้องมาเรียนตรงสายอย่างพวกเราค่อยๆรู้ไป พวกเรานี้รู้ยิ่งกว่าเทวนิยมกว่าศาสดาเทวนิยม เพราะเรารู้ได้ 2 สภาพ ทางด้านโน้นเราก็รู้ได้เขาเป็นวงเล็กวงแคบ ไม่ใช่การรู้จากสิ่งเหล่านี้ที่รู้ปรมัตถธรรมหรือจิต เจตสิก รูป นิพพานของศาสนาพระพุทธเจ้า มันเป็นการรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของโลก ในอนาคตอาตมาว่าอีกสัก 1,000 ปี โลกจะกระเตื้องมาตื่นศาสนาพุทธ จะรู้ว่าเป็นวิทยาศาสตร์ทางจิตขนาดนี้เลยเหรอ เขาจะตื่น ซึ่งตอนนี้ยัง นอกจากมันยังแล้วมันยังเป็นภาวะที่เป็น อาภัพของศาสนาพุทธที่มาสู่ยุคเสื่อม 2,500 ปี เป็นยุคกึ่งพุทธกาล พุทธกัปของพระพุทธเจ้าสมณโคดม มันก็เลยยิ่งเสื่อมไปใหญ่เลยมันก็ไม่ขึ้น แต่ยุคนี้เป็นยุคคนแสวงหาและเป็นคนที่สามารถรู้ มีปฏิภาณไหวพริบรู้ทางตะวันตก ทางเทวนิยมเขาก็หาทางออก ขึ้นไปทาง AI ทุกวันนี้ไปไกลลิบเลย ที่จะไปรู้พลังงานของวัตถุธรรม ทางนามธรรมเขาก็แสวงหามาเรื่อยๆเหมือนกัน โลกุตระนั้น ไม่สามารถมี AI ไปศึกษาได้ มันต้องมาศึกษามีหมู่กลุ่มที่มีมิตรดี สังคมสิ่งแวดล้อมดี มีศีลมาปฏิบัติธรรมจึงจะเกิดฉันทะเกิดความยินดี ถึงจะเกิดรู้จักอัตตา อย่าง สุริยเปยยาล 7 จะมีสัมมาทิฏฐิจึงจะไม่ประมาทและมีโยนิโสมนสิการได้ ถ้าไม่เรียนตามของศาสนาพระพุทธเจ้า ไม่เข้าแนวอย่างที่ว่า แม้แต่ สุริยเปยยาล 7 ก็ไม่เรียนรู้ ซึ่งเขาไม่ได้เรียนรู้กันเลย สุริยเปยยาล 7 ก็ต้องเรียนรู้ก่อนจึงจะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ จะปฏิบัติมรรคมีองค์ 8 ได้ต้องเห็นแสงอรุณก่อน แต่เขาตัดลัดทิ้งไปเลย มิตรดีสหายดีไม่มีอย่างพวกเราเป็นมิตรดีสหายดีแล้วก็พาให้ปฏิบัติศีลในข้อที่ 2 ถึงจะเกิดฉันทะในธรรมะพระพุทธเจ้าไป แล้วก็จะถึงขั้นรู้ อัตตา ก็จะมาเป็นสัมมาทิฏฐิต่างๆก็จะไม่ประมาทแล้ว ปฏิบัติโยนิโสมนสิการได้ ก่อนที่จะมามนสิการเป็นโยนิโสมนสิการถ่องแท้แยบคายถูกต้อง หรือปฏิบัติแล้วลงไปถึงที่เกิด เป็นสมุทัย โดยมีผัสสะเป็นแดนเกิด ไปหลับตาผัสสะก็ไม่มี แดนเกิดก็ไม่มี แล้วจะโยนิโสมนสิการอะไรได้ มนสิการก็จะมีแต่ อโยนิโสมนสิการอยู่ทั้งนั้น เพราะไม่มีแดนเกิด ไม่มีผัสสะเป็นที่ตั้งฐานที่จะปฏิบัติเป็นกรรมฐาน ไปหลงกรรมฐานเป็นกสิณ 40 ของมิจฉาทิฏฐิ ของพุทธโฆษาจารย์วิสุทธิมรรค ซึ่งมันเป็นของเดียรถีย์ ของสายสมถะไม่ใช่ของพระพุทธเจ้า อย่างนี้เป็นต้น มันไปใหญ่ พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ศาสนาพุทธจะเสื่อมก็เสื่อมไปจริงๆ เมื่อวิมุติเป็นสัมมาทิฏฐิ ถึงจะสามารถรู้ว่าต้องมีผัสสะภายนอกมีกายซึ่งจะเห็นความทุกข์อริยสัจถึงจะมีอริยสัจ คุณไม่รู้จักเวทนา ไม่มีกาย เวทนา จิต ธรรม คุณจะไปศึกษาเวทนาไม่มี เมื่อไม่มีผัสสะก็ไม่มีเวทนา ไม่มีผัสสะภายนอกไม่มีกายเวทนาก็ไม่มี ไม่มีที่ตั้งแห่งการปฏิบัติ ตามพรหมชาลสูตรที่พระพุทธเจ้าท่านตรัส เมื่อไม่มีเวทนา ไม่มีที่ตั้งแห่งการปฏิบัติก็เป็นโมฆะ จะต้องมีผัสสะเป็นเเดนเกิดเป็น สัมภวะ แล้วมีเวทนา เป็นที่ประชุมลง ถึงจะปฏิบัติเป็นเวทนา 108 รู้จัก เคหสิตะ 18 กับ เนกขัมสิตะ 18 มีตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 ทวารสัมผัสแล้วก็รู้ความสุขทุกข์ รู้ไม่สุขไม่ทุกข์อีกรวมเป็น 18 ซึ่ง 18 ตัวนี้ก็คือตาหูจมูกลิ้นกายใจ 6 แล้วก็มีผัสสะ มีการเกี่ยวข้องกับโลก อัตตา จึงเกิดภาวะสุขทุกข์และไม่สุขไม่ทุกข์ 3 อันก็เป็น 18 (6 คูณ 3 เป็น 18) เมื่อสัมผัสแล้วก็รู้จักกิเลสเรียนรู้ธรรมะพระพุทธเจ้า พิจารณา กายในกาย เวทนาในเวทนา จิตในจิต ธรรมในธรรม สัมผัสแล้วมีธรรมวิจัยสัมโพชฌงค์ เมื่อรู้จักเวทนาเก๊เวทนาแท้ แยกกิเลสออกมาได้แล้วก็เห็นด้วยปัญญาอันยิ่งว่ากิเลสมันก็ไม่จริง มันไม่เที่ยง มันตั้งอยู่แล้วมันก็ดับไป เอ็งต้องดับไปตลอดกาลจะมานั่งตั้งอยู่ทำไมกิเลส ไอ้หน้าโง่ ซึ่งตัวเองนั่นแหละหน้าโง่ ให้กิเลสมันอยู่ เหมือนเด็กๆที่บอกว่า ไอ้โง่กิเลสไป เมื่อมีปัญญามากิเลสมันจะไป เมื่อปัญญามันขึ้นถึงสภาวะเต็มรูปกิเลสมันไม่รอหน้าหรอก พยัญชนะเป็นสภาวะจิตเจตสิกของนามธรรมหรือปรมัตถธรรมที่ละเอียดลออ มันมีธรรมฤทธิ์จริงๆปัญญา ปัญญาจึงไม่ใช่ความรู้ตื้นๆที่เอาไปใช้ทั่วไปเลย เทวนิยมเอาไปใช้ไม่ได้ แม้แต่ชาวพุทธยังไม่สามารถเกิดปัญญาได้ ที่พูดถึงคำว่าปัญญาทุกวันนี้อย่านึกว่าปัญญามันมีง่ายๆ ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิ ปัญญามันเกิดไม่ได้ ถ้ามีได้คุณสัมผัสกิเลสมา ปัญญามันเจอหน้ากิเลสกิเลสมันก็จะถอยเพราะมันไม่มีอาวุธอะไรจะไปฆ่ากิเลสนอกจากปัญญา ฆ่าได้ก็เป็นฌาน เป็นบุญ มันมีน้ำหนัก ฌาน 1 2 3 4 มันก็เกิด เป็นปัญญาหรือเป็นความรู้ เป็นความฉลาดในระดับหนึ่ง ฌานคือปัญญา ปัญญาอยู่ที่ไหน ฌานอยู่ที่นั่น ฌาน 1 2 3 4 ก็สูงขึ้นไปเรื่อยๆหรือสุดท้ายก็เป็นบุญ ชำระกิเลส อาตมาเคยอธิบายไปแล้วว่า เป็นเพชฌฆาตมือสุดท้าย ถ้ามือบุญแล้วล่ะก็เสร็จเรียบร้อย ตายไม่ฟื้น ฌาน 1 2 3 4 ก็คือเพชฌฆาตฆ่ามาเรื่อยๆ ฝีมือยังไม่เด็ดขาด เด็ดขาดก็คือ บุญ _สู่แดนธรรม... ที่พ่อท่านบอกว่าคำว่าปัญญาเป็นของชาวพุทธเท่านั้น มีหลักฐานครับ ในคำแรก ของบุคคล 7 [40] บุคคลชื่อว่า อุภโตภาควิมุต เป็นไฉน บุคคลบางคนในโลกนี้ ถูกต้อง(ผุสสติหรือสัมผัส)ซึ่งวิโมกข์ 8 ด้วยกาย จะต้องมีปัญญาถึงจะไปมีวิมุติได้ พ่อครูว่า... ถ้าไม่ถูกต้องวิโมกข์ 8 ด้วยกายจะอาสวะสิ้นได้หรือ _สู่แดนธรรม... เมื่อหลายเดือนก่อนพ่อท่านถามว่า อุภโตภาควิมุติ กับ ปัญญาวิมุติใครเก่งกว่า พ่อท่านว่า ปัญญาวิมุติเก่งกว่า เพราะไม่ต้องไปสัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายอีก พ่อครูว่า... นี่คือความคัมภีรา ลึกซึ้งซ้ำซ้อนของธรรมะพระพุทธเจ้ามันจึงยากอย่างนี้ แต่เรียนได้แล้วมันจริง ก็ไม่มีปัญหาอะไรเลย คุณจะมีชีวิตอยู่ก็มีไป คุณจะไม่มีชีวิตอยู่เลิกชีวิตแล้วตายสูญไปเลย คุณก็ทำได้ เพราะฉะนั้นคนที่เกิดมาเป็นชีวิตเป็นเซลล์ เป็นจิตวิญญาณแล้ว ไม่มีสิทธิ์ทำให้จิตวิญญาณสลายไปได้เลย เป็นนิรันดร ในสายเทวนิยม มีพระพุทธเจ้าเท่านั้นเป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตท่านค้นพบว่ามันไม่จริง ไอ้นิรันดรหรือสายเทวนิยมมันมีครองโลก อยู่ในคนที่มีจิตวิญญาณเกิดมาเป็นจิตนิยามแล้ว โง่ตลอดกาล อวิชชาตลอดกาล นิรันดรคือตลอดกาล ต้องมีผู้มาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้ารู้ว่าอันนี้มันไม่ได้นิรันดรหรอก มันก็เป็นสังขารปรุงแต่งกันอยู่เท่านั้นเอง เป็นตามปฏิจจสมุปบาท แล้วก็ทำให้มันเป็นความสูญได้ พระพุทธเจ้าก็พิสูจน์ได้เป็นนักวิทยาศาสตร์ทางจิตที่ยิ่งใหญ่ ความตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า คุณตรัสรู้แล้วคุณจะไม่ปรินิพพานเป็นปริโยสาน คุณจะอยู่อย่างพระอวโลกิเตศวรหรือเจ้าแม่กวนอิมคุณก็อยู่ไปสิ คุณจะมีปณิธานนั่นไหม หรือจะปรินิพพานเป็นปริโยสานไปเลย หรือชาติไหน คุณก็จะอยู่อย่างนี้คุณมีปณิธานว่า จะอยู่รื้อขนสัตว์จนหมดโลกแล้วค่อยปรินิพพานเป็นคนสุดท้าย แล้วคุณจะได้ปรินิพพานไหม มันเป็นความคิดแบบ อจินไตย ไปตั้งสมมติฐานเรื่องนี้เอาไว้มันยังไง คิดแล้วมันก็จะเป็นไปไม่ได้ใช่ไหม แต่มันก็มีที่สุดถึงที่สุดอยู่ที่ มันเป็นไปได้ในตัว เหมือนที่อาร์คิมีดิสบอกว่า เขาจะเคลื่อนโลกนี้เคลื่อนไปได้ถ้าไปอยู่นอกโลกแล้วมีคานงัดกับดวงจันทร์ ก็ไม่มีใครหาจุด Falcum ให้เขาได้ ก็มีการตั้งสมมติฐานถ้าหาฐานที่ตั้งอันนั้นให้เขาได้ มันก็เป็นไปได้
[45] บุคคลชื่อว่าธัมมานุสารี เป็นไฉนปัญญินทรีย์ของบุคคลใด ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผลมีประมาณยิ่ง บุคคลนั้นย่อมอบรมซึ่งอริยมรรคอัน มีปัญญาเป็นเครื่องนำมา มีปัญญาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า ธัมมานุสารี บุคคลผู้ปฏิบัติแล้ว เพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าธัมมานุสารี บุคคลผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่าทิฏฐิปัตตะ พ่อครูว่า... ทิฏฐิปัตตะ คือผู้ที่บรรลุ ตามทิฏฐิที่เขามี ในสายศรัทธากับสายปัญญาแบ่งเป็น 2 ศรัทธานุสารีนั้น... [๔๖] บุคคลชื่อว่าสัทธานุสารี เป็นไฉนสัทธินทรีย์ของบุคคลใดผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล มีประมาณยิ่ง อบรมอริยมรรค มีสัทธาเป็นเครื่องนำมา มีสัทธาเป็นประธานให้เกิดขึ้น บุคคลนี้เรียกว่า สัทธานุสารีบุคคล ผู้ปฏิบัติเพื่อทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล ชื่อว่าสัทธานุสารี ผู้ตั้งอยู่แล้วในผล ชื่อว่าสัทธาวิมุต พ่อครูว่า... มีผลก็คือเป็นสัมมาทิฏฐิแล้วถ้ายังไม่สัมมาทิฏฐิก็คือไม่มีผลแน่ ผู้ที่เป็นธัมมานุสารีมีผลเป็น ทิฏฐิปัตตะ ส่วนสัทธานุสารีมีผลไปเป็น สัทธาวิมุติ สัทธาวิมุติ อยู่หลังทิฏฐิปัตตะ เป็นข้อสังเกตไว้ แม้จะทำอาสวะบางอย่างหมดไป ก็ไม่เหมือนทางสายปัญญา จะมีความช้า จะมีความวกวนไปมา ถ้าปัญญาเป็นสัมมาทิฏฐิที่สมบูรณ์แบบ มันจะไม่มีอะไรติดขัด มันจะลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเล ไม่มีอะไรขลุกขลัก เพราะฉะนั้น ผู้ที่สัมมาทิฏฐิอย่างลาดลุ่มเหมือนฝั่งทะเลใช้เวลา 20 อสงไขยกับแสนมหากัปก็ได้บรรลุเป็นพระพุทธเจ้า เป็นปัญญาธิกะ ส่วนสายศรัทธานั้นต้องใช้ 40 อสงไขยกับแสนมหากัป จึงจะบรรลุพระพุทธเจ้ามากกว่ากันเท่าตัว เป็นสัทธาธิกะ พวกวิริยาธิกะเอาแน่เอานอนไม่ได้จึงใช้เวลาตั้ง 80 อสงไขยกับแสนมหากัป แสนมหากัป คือนับไปอีกไม่รู้กี่อีกกี่แสนกัป _สู่แดนธรรม...ตอนแรกพ่อท่านว่าปัญญาธิกะ ใช้เวลา 80 พ่อครูว่า... ปัญญาวิปลาสไป กัป มันก็นาน ยิ่ง อสงไขย คือไม่ต้องรับเลยไม่รู้อีกนานเท่าไหร่ _สู่แดนธรรม... ธัมมานุสารียังไม่ได้เป็นโสดาปัตติผล พ่อครูว่า... เป็นผู้แสวงหาทางเป็นมรรค ถ้าได้แล้วจึงจะเป็น ทิฏฐิปัตตะ คือเป็นผล ทีนี้ ศรัทธากับปัญญาเคยอธิบายให้ฟังแล้ว คนที่เป็นสายศรัทธามันเป็นสายศรัทธามาจริงๆ สายปัญญามันก็เป็นสายปัญญามาจริงๆ แต่ก็คงพอเข้าใจกันว่า ศรัทธามันจะสู้ปัญญาได้อย่างไร ปัญญามันก็ต้องดีกว่าใช่ไหม ถ้าใครยังเข้าใจไม่ได้อย่างนี้ก็คงยาก แต่สายศรัทธาบางคนก็หยิ่งผยองในตัวเองว่าสายศรัทธานี้ดีกว่าแน่นกว่า ปัญญาไม่ค่อยแน่นเหมือนศรัทธาหรอก แต่แน่นไม่แน่นปัญญาก็เป็นพระอรหันต์ เป็นพระพุทธเจ้าใช้ปัญญานี่แหละยอดเยี่ยม อย่างพระสมณโคดมเป็นสายปัญญา ใช้เวลาเป็นพระพุทธเจ้าแค่ 20 อสงไขยกับแสนมหากัปป์เท่านั้น ส่วนสายศรัทธาใช้ตั้ง 40 จะไปสู้ปัญญาได้อย่างไร 660616 สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายในบุคคล 7 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก