สีลัพพตปรามาส กับ สีลพตุปาทาน.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์10 KB
วันที่แก้ไข18 มิถุนายน 2566

เนื้อหาในไฟล์

สีลัพพตปรามาส กับ สีลพตุปาทาน ที่อาตมานำสิ่งเหล่านี้มาขยายความกันในยุคนี้ซึ่งไม่มีใครมาเอาเรื่องเหล่านี้พูดกันหรอก เพราะว่ามันไม่สนุก แต่พวกคุณฟังแล้วนี่พอบันเทิงในธรรมไหม บันเทิง มีธรรมรส แต่คนที่เขาฟังแล้วไม่มีรสชาติ ไม่มีธรรมรส มันไม่ใช่รสเหมือนทางโลกๆนะ มันก็ไม่ได้เรื่อง ถ้ามันมีรส ก็ไม่ใช่กิเลสหรอก มันเป็นธรรมรสโดยเฉพาะถึงวิมุตติรส อาตมาอธิบายธรรมะตอนนี้เขียนขยายความไปถึงขั้นว่า อนุสัยนี่ เป็นคุณวิเศษอนุสัย ไม่ใช่กิเลสอนุสัย คุณวิเศษอนุสัยหรืออุตระอนุสัยไม่ใช่กิเลสอนุสัย อาตมาอธิบายถึงขนาดนี้ คนที่สั่งสมบารมี ก็มีสาระสัจจะของธรรมะ อาตมาเป็นโพธิสัตว์เป็น สยังอภิญญา คำว่า สยังอภิญญา เป็นเอง อาตมามีอะไรเอง มีโลกุตรธรรมเอง ในยุคนี้มันไม่มีโลกุตรธรรมแล้ว อาตมามีติดตัวมาแต่ชาติก่อน อาตมาก็เลยเอาโลกุตระมาสถาปนาลงไปใหม่ให้แก่พุทธศาสนาเป็นการสืบต่อพุทธศาสนาเพราะมันเสื่อมมาแล้ว ตามที่พระพุทธเจ้าพยากรณ์ไว้ กลองอานกะ อาณิสูตร พูดโดยมีหลักฐานยืนยันไม่ใช่ปากเปล่าโดยไม่มีหลักฐาน นี่ยังโชคดีที่มีพระไตรปิฎกอยู่ ที่พูดนี้ถ้าไม่มีจริงๆป่านนี้ เละเทะไปแล้ว สับสนวุ่นวายไปหมดแล้ว แต่อาตมาพูดนี้นอกจากจะไม่สับสน ไม่เละเทะแล้ว ยังมีพวกคุณฟังแล้วเข้าใจมีสัมมาทิฏฐิ จึงเอามาเป็นสัมมาปฏิบัติ จึงมีสัมมาปฏิเวธ จึงเกิดมรรคเกิดผลอย่างที่ว่า แต่เพราะความเสื่อมของพุทธ ผู้ที่ไปหลงยึดติดสิ่งผิดว่าถูกแล้วแล้วไม่ยอมฟื้น พูดยังไงก็เหมือนกับโจรที่พระพุทธเจ้าท่านให้เอาไปประหารไปแทงฆ่าเสียให้ตายด้วยหอก 100 เล่ม ก็ยังไม่ยอมตาย คือไม่ยอมตายจากความมิจฉาทิฐิ ควรให้ตื่นมารู้ มันก็ยังจมอยู่ในนรกขุมมิจฉาทิฏฐิมืดบอดอยู่อย่างนั้น นี่อาตมาพูดสัจจะ อาตมาสาธยายแรงแต่เป็นความจริง เมื่อไหร่จะสะดุ้งสะเทือน เมื

อ่านต่อ

่อไหร่จะรู้ตัว อาตมาพูดขนาดนี้เอาหอกแทงแล้วแทงเล่าก็ยังเฉย อะไรมาสะกิดผิวก็ไม่รู้สึกรู้สาอะไรเลย หอกนะแทง ไม่ใช่หนังเหนียว หนังหนา หนายิ่งกว่าแผ่นเหล็ก แล้วแต่สมัยเก่า เหล็กวิลาส ภาษาสมัยใหม่คือสแตนเลส เหล็กที่เอาไปทำอะไร เหล็กไหล เหล็กไหลไม่พูดหรอก เขางมงาย ทุกวันนี้ศาสนาพุทธเป็นไสยศาสตร์เป็นเดรัจฉานวิชา เป็นเรื่องจารีตประเพณี แล้วสร้างปรุงแต่ง จารีตประเพณี เข้ามากลบศาสนาพุทธเสียจน เห็นแล้วก็สังเวชใจน่าสงสาร เสียเวลา เสียทุนรอน เสียแรงงาน เสียอะไรต่ออะไร ไปกับสิ่งเหล่านี้ ไม่มีอะไร แต่ก็อย่างว่ามันไม่มีอะไรให้เขาทำก็ไม่ได้ เขาก็ต้องมีที่ยืน เขาก็เลยใช้แบบนั้นยืน อาศัยแบบนั้นในชีวิต แล้วก็พัฒนารุ่งเรืองเจริญด้วยไสยศาสตร์ เดรัจฉานวิชา พิธีกรรมต่างๆ กลบเนื้อแท้ของศาสนาพระพุทธเจ้าหมดเลย อาตมาเองเกิดมายุคนี้ มันก็ต่อเนื่องจากศาสนาเชื้อของทางโน้น เขาก็ยังว่าอะไรมาบวชทำไม อาตมาไม่ใช่พระพุทธเจ้าจะได้ประกาศศาสนาเองเลย อาตมาก็ต้องต่อเชื้อ แต่อาตมาก็ต้องมาปฏิบัติ อาตมาไม่ได้ดูถูกดูแคลน ไม่ได้ตีทิ้งว่าอาตมาจะต้องสร้างศาสนาเอง อาตมาจะต้องมาต่อเชื้อ เหมือนกับพลเอกประยุทธ์ต่อเชื้อมารับไม้ต่อจากประชาชน เอาประชาธิปไตยไปต่อเชื้อ นั่นแหละมันต้องต่อกัน อันนี้ก็เหมือนกัน ไม่มีเชื้อแล้วอาตมาเอาเชื้อมาประกาศ เสร็จแล้ว โลกุตรธรรมที่มันเสื่อมไปอย่างที่พระพุทธเจ้าท่านตรัสไว้ มันจึงเกิดขึ้น คนที่แสวงหา คนที่มีบารมีอย่างพวกคุณก็มารับได้ คนที่ไม่มีบารมีอย่างไร แม้แต่เป็นผู้ที่คงแก่เรียนมากขนาดใด ก็ได้แค่ ปทปรมบุคคล หมายความว่าได้แต่บทธรรมะ ปทปรมบุคคล คำว่า ปทะคือบท เป็นยอด เป็นบุคคลที่ได้แต่บทเรียน ไม่ได้รู้จักปรมัตถ์ ไม่ได้เข้าถึงธรรม ไม่ได้บรรลุธรรมในชาตินี้ เป็นผู้ที่พระพุทธเจ้าท่านขยาย ปทปรมบุคคล คือผู้ที่รู้พุทธธรรมก็มาก ท่องจำได้ก็มาก สาธยายสั่งสอนอยู่ก็มาก แต่ไม่ได้บรรลุธรรมเลยในชาตินี้ ที่ว่าไม่ได้บรรลุธรรมเลยนี่คือศีลก็ไม่กระเตื้อง ไม่ถึงขั้น สีลัพพตปรามาส ด้วยซ้ำมีแต่ สีลพตุปาทาน เขาแยก สีลัพพตปรามาส กับ สีลพตุปาทาน สีลพตุปาทาน คือยึดติดศีลตามจารีตประเพณี เช่น ไปไหนไปถือศีลก็ไปนอนวัด ถือศีล 8 อีสานก็หิ้วกระติบข้าวไป ถือตะกร้า ใส่อาหาร ไปแล้วก็ไปกินกันในวัด แล้วก็ฟังธรรม ฟังเทศน์ สวดมนต์ สวดไป สวดมนต์ก็สวดไปแล้วก็นอนตื่นมารุ่งเช้าก็ถือกลับ บอกว่าไปไหนมาก็ไปวัด ไปทำบุญ ไปจำศีล เขาก็บอกว่าเอาบุญมาฝากเด้อ บุญก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ กายก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ฌานก็เป็นมิจฉาทิฏฐิสมาธิก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ วิมุตก็เป็นมิจฉาทิฏฐิ ที่สุดศีลก็เป็นมิจฉาทิฏฐิอย่างที่ว่านี้ สีลัพพตปรามาส คือผู้ที่มีสัมมาทิฏฐิในศีลแล้วรู้จักว่าปฏิบัติศีลคืออย่างไร เมื่อตั้งศีลขึ้นคุณก็ต้องปฏิบัติตาม อปัณณกปฏิปทา 3 แล้วจะเกิดสัทธรรม 7 เป็นฌานขึ้นไปเป็นลำดับ เป็นพลังงานทางจิตที่พัฒนาขึ้นมาเป็นปัญญากำจัดกิเลสได้ สรุป ฌาน คือปัญญาที่รู้จักกิเลส วิจัยกิเลสได้ มีโพธิปักขิธรรม 37 ทำให้กิเลสลดลงไปได้ นั่นคือศีลมีบทบาท แต่แม้ผู้ที่สัมมาทิฏฐิแล้วในศีล แต่ไม่ปฏิบัติธรรม มีแต่ปรามาสมีแต่ลูบๆคลำๆรู้ แล้วล่ะ เหมือนตำรวจไปจับโจร รู้จักโจรแล้วแต่ก็ยังเล่นหัวอยู่กับโจร นั่งกินข้าวต้มกุ๊ยอยู่กับโจรแต่ไม่ได้จัดการจับโจรฆ่าโจรอะไรเลย เหมือนอย่างนั้นก็คือ สีลัพพตปรามาส เพราะฉะนั้น ก็ไม่มีทาง สีลัพพตปรามาส คือพ้นสังโยชน์ 2 ข้อแล้ว พ้น สักกายทิฏฐิ กับวิจิกิจฉาแล้วแต่ไม่พ้น สีลัพพตปรามาส ศีลข้อที่ 1 ไม่ฆ่าสัตว์คุณก็ไม่ได้ปฏิบัติ พรต คุณก็ไม่ปฏิบัติแม้คุณจะสัมมาทิฏฐิแล้วคุณก็ไม่ได้ปฏิบัติ ศีล ก็เลยไม่ได้เกิดมรรคผลของศีลเลย ศีลไม่มีพรต ศีลไม่มีการปฏิบัติ ต่อให้คุณสัมมาทิฏฐิแล้วแต่ไม่ปฏิบัติ มันก็ไม่มีอะไรเกิด นี่คือรายละเอียดของสัจธรรมต่างๆ สังโยชน์ 3 ข้อแรกไม่ผ่านตั้งแต่ข้อที่ 1 ข้อที่ 2 บอกเป็นวิจิกิจฉาคือมันสัมมาทิฏฐิสมบูรณ์แบบใช่หรือเปล่า มันต้องพ้นวิจิกิจฉา ใช่ เขาไปพ้นวิจิกิจฉาว่าคือไม่สงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ มันก็เป็นพยัญชนะถูกต้องอยู่ แต่ธรรมะละเอียดลออคุณไม่รู้ คุณเข้าใจธรรมะอย่างครบมันก็ได้ ฉะนั้นก็จะต้องเข้าใจ สงฆ์ เมื่อคุณมีสัมมาทิฏฐิในธรรมะ ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ คุณเห็น สงฆ์ จะเป็นสงฆ์คือ ผู้ที่เป็นสาวกะสังโฆ ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบแล้วปฏิบัติประพฤติตรงแล้วคุณจะรู้ ว่าคุณเข้าใจพระพุทธ พระธรรม พ้นจากวิจิกิจฉา คุณก็ต้องเข้าใจคนที่เป็น สงฆ์ ที่มีธรรมะถูกแล้วตรงกับพุทธ เมื่อคุณเห็นพระสงฆ์ที่เป็นอาริยสงฆ์ สงฆ์ระดับอาตมา บอกตรงๆพูดความจริงนะ เป็นโพธิสัตว์ระดับนี้ เขาก็ยังเห็นไม่ได้ เข้าใจไม่ได้ยังเข้าใจผิดด้วยว่า เป็นคนละเรื่อง อย่างนี้ไม่ใช่ต้องอย่างโน้น ต้องอย่างมหาบัว ต้องอย่างมหาประยุทธ์อะไรอย่างนี้ ไปโน่นเลย อาตมาก็ว่าโอ้.. มันเป็นจริงสัจธรรมยุคนี้มันเป็นความเสื่อมที่เสื่อมสนิท แต่อาตมาก็บอกแล้วว่าอาตมากอบกู้ขึ้นมาได้สถาปนาขึ้นมาได้ เพราะฉะนั้นจากนี้ไปอีก 1,000 ปี ศาสนาพุทธจะรุ่งเรือง 660616 สัมผัสวิโมกข์ 8 ด้วยกายในบุคคล 7 พุทธศาสนาตามภูมิ ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน