09. บทที่ 5(180461).pdf

โฟลเดอร์pdf
ประเภทไฟล์PDF (application/pdf)
ขนาดไฟล์283 KB
วันที่แก้ไข28 เมษายน 2562

เนื้อหาในไฟล์

บทที่ 5 สรุป อภิปรายผล และข้อเสนอแนะ การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงส ารวจ (Survey Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบระดับน้ าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรมก่อนและหลังติดตามผลหลังการอบรม 12 สัปดาห์ และศึกษาพฤติกรรมการรับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรมของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ในระยะเวลา 12 สัปดาห์หลังการอบรม ประชากรในการวิจัย คือ ประชาชนที่มาสมัครรับการอบรมค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม ณ ศูนย์เครือข่ายแพทย์วิถีธรรม สวนป่านาบุญ 1 และ สวนป่านาบุญ 3 ระยะเวลา 9 วัน ในเดือนตุลาคม 2560 จ านวนกลุ่มตัวอย่างที่ 35 คนเก็บข้อมูลโดยใช้ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลสมุดคู่มือบันทึกอาหารบริโภค 3 Day-Food Record แบบบันทึกค่า FBS, HbA1c และแบบประเมินพฤติกรรม การรับประทานอาหารปรับสมดุล ฯ น าข้อมูลที่ได้ไปวิเคราะห์โดยใช้สถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เกณฑ์การแปลความหมายค่าคะแนน (ตามแนวคิดการแบ่งช่วงคะแนนเฉลี่ยของบลูม) และใช้สถิติ Paired Sample t-test เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าระดับน้ าตาล FBS และ HbA1c ก่อนและหลังการทดลองโดยก าหนดระดับนัยส าคัญเท่ากับ 0.05 สรุปผลการวิจัย จากผลการศึกษาการเปลี่ยนแปลงระดับน้ าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รับประทานอาหารปรับสมดุลฯ ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 มีระดับ FBS เฉลี่ย หลังติดตามผล 12 สัปดาห์ (142.34 ± 3.23 mg/dl) ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับระดับ FBS ก่อนอบรม (173.58 ± 5.17 mg/dl)อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 (t = 6.485, p-value <0.001)ระดับHbA1cหลังติดตามผล 12 สัปดาห์ (7.3 ± 1.5 %) ลดลงเมื่อเปรียบเทียบกับระดับ HbA1cก่อนอบรม (8.2± 1.7 %)อย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ

อ่านต่อ

ที่ระดับ 0.05 (t = 5.870, p-value <0.001) ตามสมมุติฐานข้อที่ 1 และพบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่สามารถเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหารที่เคยชินในอดีตมาเป็นรูปแบบอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรมได้ในระดับดีและปานกลางตามสมมุติฐาน ข้อที่ 2 อภิปรายผลการศึกษา การเปลี่ยนแปลงระดับน้ าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่รับประทานอาหารปรับสมดุลฯผู้ป่วยเบาหวานสามารถควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดได้ดีขึ้นหลังผ่านการอบรมจากค่ายแพทย์วิถีธรรมตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง และติดตามผลหลังการอบรม 12 สัปดาห์ โดยมีค่าเฉลี่ยFBS ต่ ากว่าก่อนเริ่มการวิจัยอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p-value<0.001) และมีค่า HbA1c ลดลงจากก่อนเข้าร่วมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p-value<0.001) สอดคล้องกับทฤษฎีของโอเร็ม (Orem. 2001 : 271) ที่เชื่อว่าบุคคลเป็นผู้ที่มีความรับผิดชอบต่อการกระท าของตนเองและมีความสามารถ 62 เต็มใจที่จะดูแลตนเอง มีความสามารถในการเรียนรู้สามารถตัดสินใจและสามารถที่จะกระท ากิจกรรมต่าง ๆ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายตามที่ต้องการโดยกระท าในสิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและผู้อื่น บุคคลจึงเป็นผู้ที่มีศักยภาพ มีเหตุผล รักตนเองและเป็นผู้ที่กระท ากิจกรรมการดูแลตนเองเพื่อให้บรรลุเป้าหมายสอดคล้องกับการศึกษาผลของระดับน้ าตาลในเลือด กลุ่มตัวอย่างผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ผ่านมารายการศึกษาที่มีผลการศึกษาอยู่ในแนวทางเดียวกันคือพบว่าผู้ป่วยที่ผ่านโปรแกรมการอบรมเกี่ยวกับเบาหวานมีค่า FBS และหรือ HbA1c ลดลง (การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้องในบทที่ 2) ชดช้อย วัฒนะ และคณะ (2555 : 105) พบว่ากลุ่มตัวอย่างเบาหวานชนิดที่ 2 ที่ไม่สามารถควบคุมระดับน้ าตาลในเลือด ที่มารับบริการคลินิกเบาหวานโรงพยาบาลคลองหลวงหลังเข้าร่วมโปรแกรมการส่งเสริมสมรรถนะในการจัดการตนเองประกอบด้วยการให้ความรู้เกี่ยวกับโรคเป็นรายกลุ่มและส่งเสริมการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการจัดการตนเอง เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมซึ่งได้รับการพยาบาลตามปกติ พบว่ากลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมโปรแกรม 6 เดือนสามารถลดค่าดัชนีมวลกายและค่าฮีโมโกลบินเอวันซี ลดลงมากกว่ากลุ่มควบคุม (p < .001 และ p < .001 ตามล าดับ) สอดคล้องกับอุษา ทัศนวิน (2550 : 2-3) พบว่าผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 หลังการเข้าร่วมกิจกรรมค่ายเบาหวาน มีระยะเวลา 3 วัน เปรียบเทียบกับกลุ่มควบคุมที่ได้รับการดูแลตามปกติจากพยาบาล ภายหลังการเข้าค่าย 1 เดือนกลุ่มทดลองมีการลดลงของระดับน้ าตาลในเลือดก่อนอาหารเช้ามากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p<0.05) งานวิจัยของถาวร ศรไชย (2557 : 56) เรื่องผลลัพธ์ของโปรแกรมการให้ความรู้ในผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ที่มีความเสี่ยงต่อเบาหวานขึ้นจอประสาทตาพบว่าหลังทดลองใช้โปรแกรมการให้ความรู้ฯ กลุ่มทดลองมีคะแนนพฤติกรรมในการดูแลตนเองมีการปฏิบัติตัวเพื่อป้องกันภาวะเบาหวานขึ้นจอประสาทตาสูงกว่ากลุ่มควบคุม ซึ่งได้รับการให้ความรู้เรื่องการพยาบาลจากพยาบาลในภาวะปกติเท่านั้นอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (t = 6.099, p-value = .001) และกลุ่มทดลองมีระดับน้ าตาลในกระแสเลือดและระดับน้ าตาลในเลือดต่ ากว่าก่อนท าการทดลอง และต่ ากว่ากลุ่มควบคุมแตกต่างกันอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติสอดคล้องกับนิตยาภรณ์ สุระสาย (2559 : 301) พบว่าโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมเพื่อการพึ่งตนตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงสามารถเปลี่ยนแปลงค่าเฉลี่ยภาวะสุขภาพ ได้แก่ ค่าดัชนีมวลกาย ระดับน้ าตาลในเลือด ระดับคอเลสเตอรอล ระดับไตรกลีเซอไรด์และระดับความดันโลหิตของกลุ่มผู้ต้องขังหญิงเรือนจ ากลางจังหวัดนครพนม โดยมีระดับลดลงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมสร้างเสริมสุขภาพด้วยการแพทย์วิถีธรรมระยะเวลา 7 เดือนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ (p < .001) ผลการศึกษารูปแบบพฤติกรรมการรับประทานอาหารปรับสมดุลของกลุ่มตัวอย่างโดยการติดตามทางโทรศัพท์ในระยะเวลา 12 สัปดาห์พบว่ากลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เปลี่ยนรูปแบบการรับประทานอาหารจากล าดับการกินที่เคยปฏิบัติคือ เริ่มด้วยกินข้าวพร้อมกับข้าวและจบมื้อด้วยผลไม้หรือ ของหวาน ประกอบกับดื่มน้ าเย็นในระหว่างรับประทานอาหาร เป็นกินอาหารตามล าดับของการย่อยง่ายโดยสามารถปฏิบัติได้ในระดับดี จ านวน 31 คน คิดเป็นร้อยละ 88.6 คือ เริ่มจากผลไม้ ผักสด ผักลวก กินข้าวพร้อมกับข้าวต่างๆ ตามด้วยธัญพืชหลากชนิด โดยมีแกงจืดหรือน้ าซุปที่รสไม่จัด กินแทรกได้ทุกขั้นตอนของอาหารหลีกเลี่ยงการดื่มน้ าเย็นในระหว่างรับประทานอาหาร ซึ่งเป็นผลจากการที่กลุ่มตัวอย่างได้รับประสบการณ์ตรงระหว่างที่ปฏิบัติตัวในค่าย 9 วัน กล่าวคือเห็นความเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย มีความรู้สึกถึงความสบาย เบากาย มีพลังจึงเกิดความศรัทรามีค าพูดจากกลุ่ม 63 ตัวอย่างระหว่างที่ต้องก ากับตนเอง 12 สัปดาห์ กล่าวว่าไม่รู้สึกหิว ทั้ง ๆ ที่กินแต่ผัก มีรายละเอียด ค ากล่าวเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ “เมื่อก่อนพอตกเย็นหิวมือไม้สั่นเหงื่อออกเดี๋ยวนี้มื้อเย็นกินแค่อาหารเบา ๆ โดยมากกินพวกผลไม้หรือข้าวต้ม 1 ถ้วยก็สบายแล้ว” “เดี๋ยวนี้ผมต้องมีผักสดและกล้วยน้ าว้าติดรถอยู่ประจ า เวลากลางวันถ้ากินข้าวไข่พะโล้ ผมก็เอาแต่ไข่ไม่เอาน้ าพะโล้ ถ้าวันไหนกินพวกแกงๆก็กินผักสดแกล้มไปด้วย” “พอเวลาประมาณ 11 โมงกว่าหนูก็จะเริ่มกินกล้วย ผลไม้ที่เตรียมไว้ ค่อยๆเคี้ยวไปเรื่อย ๆตอนเที่ยงจะได้พอดีกินข้าวราดแกงต่อเลย” ผลที่ได้จากการศึกษาข้างต้น สามารถอภิปรายเหตุผลที่เกี่ยวข้องกับการสร้างพลังงานจากสารอาหารในสิ่งมีชีวิต เรียกว่ากระบวนการเมตาบอลิซึม (Metabolism) ซึ่งเป็นปฏิกิริยาเคมีในสิ่งมีชีวิตที่เปลี่ยนสารที่ร่างกายได้รับจากอาหาร โดยย่อยสารอาหารโมเลกุลใหญ่ให้เล็กลง ดูดซึมและเปลี่ยนเป็นพลังงานไปยังเซลล์ที่ต้องการ เพื่อการด ารงชีวิตปฏิกิริยาเคมีนี้จะต้องมีเอนไซน์ (Enzyme) เป็นตัวเร่ง และมีความจ าเพาะต่อแต่ละปฏิกริยา โดยเอ็นไซม์จะท างานร่วมกับวิตามินและธาตุพบน้อยที่จ าเป็นต่อร่างกาย ที่เรียกว่า โคเอ็นไซม์ (Coenzyme) นอกจากนี้เอ็นไซม์ยังท าหน้าที่ในการซ่อมแซม ควบคุม และกระตุ้นการท างานของระบบต่าง ๆ ของร่างกายด้วย กล่าวได้ว่าทุกกลไกในสิ่งมีชีวิต (คน สัตว์และพืช) ล้วนต้องอาศัยการท างานของเอนไซม์ทั้งสิ้นในผัก ผลไม้สดจะมีเอ็นไซม์ ที่ย่อยตัวเอง และยังคงจะได้สารอาหารที่มีประโยชน์ได้อีกระยะหนึ่ง (ช้าหรือเร็ว ขึ้นกับชนิดของผัก ผลไม้นั้น) ซึ่งจะเห็นได้จากการที่ผัก ผลไม้ ไม่เน่าเสียทันที่ที่หลุดจากต้น โดยผลไม้จะแก่/สุกขึ้น บางชนิดหวานขึ้น เพราะมีการย่อยสลายแป้งเป็นน้ าตาล และจะเน่า/เสียช้ากว่าเนื้อสัตว์ เอ็นไซม์จากผัก ผลไม้สดจึงมีประโยชน์กว่าในเนื้อสัตว์ และจะช่วยการย่อยอาหารในทางเดินอาหารของคนได้ นี่คงเป็นสาเหตุที่ท าให้การกินอาหารเนื้อสัตว์มากๆ จะอืดและแน่นท้องมากกว่าการกินอาหารผัก ผลไม้สด จึงควรกินผักและผลไม้สดเป็นประจ า หรือให้ได้อย่างน้อยวันละ 1 มื้อ การกินผัก ผลไม้สดจะได้รับเส้นใย (Fiber) ซึ่งจะเป็นกากอาหารที่ช่วยเรื่องการขับถ่าย ท าให้มีสุขภาวะที่ดีและลดความเสี่ยงต่อการสัมผัสกับสารก่อมะเร็งถ้ามีในอาหารตกค้างในทางเดินอาหารเป็นเวลานาน ๆ (พิสมัย กุลกาญจนาธร , ออนไลน์) ในหนังสือเรื่องกินอยู่อย่างฉลาดปราศจากโรคสไตล์หมอชินยะ (2556 : 81) กล่าวว่าผลไม้เป็นอาหารย่อยง่ายโดยอาหารทั่วไปจะใช้เวลา 2-4 ชั่วโมง ในการเคลื่อนที่จากกระเพาะไปถึงล าไส้ แต่ผลไม้ใช้เวลาเพียง 30 นาที สาเหตุเพราะในผลไม้มีเอนไซม์ช่วยย่อยอยู่มาก หากกินผลไม้เป็นของหวานหลังอาหาร ผลไม้จะค้างอยู่ในกระเพาะนานเกินควรเพราะอาหารที่กินเข้าไปก่อนจะใช้เวลาย่อยค่อนข้างนานจึงติดค้างอยู่ในระบบทางเดินอาหาร ร่างกายก็ไม่สามารถดูดซึมเอนไซม์ในผลไม้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้หากอาหารอื่นที่อยู่ในกระเพาะท าปฏิกิริยามากเกินไปปริมาณแก๊สในล าไส้จะเพิ่มมากขึ้น จนเป็นเหตุให้เกิดอาการท้องอืดท้องเฟ้อ ดังนั้นจึงควรกินผลไม้ก่อนอาหารหรือ กินขณะท้องว่าง สอดคล้องกับทฤษฎีการกินอาหารตามล าดับ (Sequential Eating) ของบาส (สแตนเลย์บาส, 2546 : ออนไลน์) ที่มีหลักของการกินอาหารโดยเริ่มจากอาหารที่มีส่วนประกอบของน้ ามากที่สุดก่อน (Watery food) หรือเนื้อของผัก ผลไม้ที่ชุ่มน้ าและหลวม ๆ ก่อน จึงตามด้วยอาหารที่ใช้เวลาย่อยนานขึ้นตามล าดับๆ เพื่อการย่อยที่มีประสิทธิภาพท าให้รู้สึกเบาตัว สบายตัวสอดคล้องกับตัวชี้วัดสุขภาพที่แข็งแรงของหลักการแพทย์วิถีธรรมที่ยึด ความสบาย เบากาย มีพลัง ตามค าตรัส 64 ของพระพุทธเจ้าในพระไตรปิฎก “อนายุสสสูตร” และ “กกจูปมสูตร” (ใจเพชร กล้าจน. 2553 : 136) ดังนั้นการกินอาหารตามล าดับของการย่อยจะท าให้การย่อยอาหารมีประสิทธิภาพ ใช้พลังในการย่อยน้อย เป็นการสงวนพลังชีวิตไว้ ส าหรับบ ารุง รักษาและซ่อมแซมเซลล์ของร่างกาย พฤติกรรมการรับประทานอาหารฯที่สามารถปฏิบัติได้รองลงมาล าดับที่ 2 คือปรุงแต่งรสชาติอาหารเล็กน้อยเท่าที่พลังชีวิตเต็ม (ปรุงเพียง 30%) เนื่องจากกลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่เป็น ผู้เกษียณอายุพ่อค้าและเกษตรกร จึงสามารถปรุงอาหารรับประทานเองได้ท าให้สามารถควบคุมรสชาติของอาหารและเลือกใช้เครื่องปรุงจากเกลือธรรมชาติปรุงอาหารเป็นหลักเท่านั้น (ได้รับความรู้เรื่องเกลือจากการบรรยายเรื่องอาหารปรับสมดุลระหว่างเข้าค่ายสุขภาพ) โดยกลุ่มตัวอย่างสามารถปฏิบัติได้ระดับปานกลางจ านวน 22 คน คิดเป็นร้อยละ 62.9 ดังตัวอย่างค ากล่าวของผู้ที่ปรุงอาหารรับประทานเองดังต่อไปนี้ “คุณ.....ท าได้แน่นอนค่ะเพียรต่อไปถ้าปรับเรื่องชอบชังในอาหาร เป็นพิจารณาประโยชน์โทษแทน เราจะไม่ยึดติดต้องทานเอาอร่อย ปกติสลัดผักจะโรยเกลือและบีบมะนาวเท่านั้น”หนึ่งในค ากล่าวของกลุ่มตัวอย่างที่ให้ก าลังใจเพื่อนร่วมวิจัยในไลน์กลุ่ม “พี่เขียนแปะไว้ในครัวเลยว่า อย่ากินเอารส จงกินเอาประโยชน์จากอาหาร ไม่กินอร่อยไม่อร่อย กินเอาธาตุเอาพลังงาน” เมื่อก่อนลูกจะถามว่า “พ่อกินยาหรือยัง”บ่อย ๆ เดี๋ยวนี้ผมสังเกตว่าทั้ง ๆ ที่ ไม่ได้กินยาเบาหวานเลยช่วง 2 เดือนนี้ที่กินข้าวบ้านเป็นหลัก แต่กลับไม่มีค าถามนี้จากลูกเลย (ปรกติถ้าน้ าตาลผมขึ้นแล้วไม่ได้กินยา ลูกและคนในครอบครัวบอกว่า ผมจะหงุดหงิดง่าย อารมณ์เสีย ซึ่งเป็นอันรู้กันในครอบครัวเลยว่าลืมกินยาเบาหวาน) สอดคล้องกับองค์การอนามัยโลกที่ระบุว่าการป้องกัน และแก้ปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรังมีมาตรการที่ส าคัญอยู่ 2 ด้านคือด้านอาหารและโภชนาการและด้านการออกก าลังกาย มาตรการด้านอาหารและโภชนาการ คือการลดการบริโภคอาหารที่มีพลังงานสูงได้แก่อาหารประเภทไขมันและน้ าตาล ควรท าควบคู่ไปกับการเพิ่มการบริโภคผักและผลไม้ (จันทนา อึ้งชูศักดิ์. 2555 : 97) และจากงานวิจัยของใจเพชร กล้าจน (2553 : 111-114) เรื่อง ความเจ็บป่วยกับการดูแลสุขภาพตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงศึกษาจากประชากร ที่เคยผ่านการอบรมค่ายสุขภาพแพทย์วิถีธรรม ระหว่างวันที่ 1 มกราคมถึง 30 มิถุนายน 2553 จากกลุ่มตัวอย่างจ านวน 1897 คน สุ่มตัวอย่างแบบง่าย จ านวน 499 คน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเรื่องรสชาติของอาหารไปในทางบวก มีการลดการรับประทานอาหารรสจัด เช่นเผ็ด เค็ม หวาน มัน ฯลฯ โดยสามารถปฏิบัติได้คิดเป็นจ านวน 400 คนหรือร้อยละ 80.16 มีเพียง 72 คนหรือร้อยละ 14.43 ที่ไม่สามารถปฏิบัติได้และสอดคล้องกับงานวิจัยของพิมลรัตน์ อินแสน (2551 : 121-124) พบว่าพฤติกรรมการควบคุมอาหารของผู้ป่วยเบาหวานกลุ่มที่ควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดได้มีพฤติกรรมการควบคุมอาหารดีกว่ากลุ่มที่ควบคุมระดับน้ าตาลในเลือดไม่ได้โดยมีการควบคุมปริมาณอาหาร เช่น การควบคุมอาหารแป้งไขมันการรับประทานอาหารตรงเวลาการปฏิบัติตัวเมื่อรู้สึกหิวการควบคุมการรับประทานอาหารจุกจิกการรับประทานผัก การงดเครื่องดื่มรสหวาน ขนมหวาน ผลไม้หวาน งดการใส่น้ าตาลในอาหาร 65 พฤติกรรมการรับประทานอาหารฯที่ปฏิบัติมากเป็นล าดับที่ 3 คือการเคี้ยวอาหารให้ นานขึ้น สามารถปฏิบัติได้ระดับปานกลางจ านวน 21 คน คิดเป็นร้อยละ 60 ดังรายละเอียดค ากล่าวเพิ่มเติมดังต่อไปนี้ “เมื่อก่อนกินข้าวแค่ 5 นาทีเสร็จเดี๋ยวนี้ กินไม่ต่ ากว่าครึ่งชั่วโมง” “เดี๋ยวนี้เวลาจะกินข้าวแต่ละครั้ง คิดถึงค าพูดหมอเขียวที่ให้กินเอาพลังปรมาณู ฉันก็เลยพยายามเคี้ยวให้นานขึ้น” “ฟันป้าไม่ค่อยดี ป้าเลยเอาผักไปปั่น กินเป็นน้ าผักปั่นแทน” ข้อมูลจากส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) และเว็บไซต์ส่งเสริมความรู้วิทยาศาสตร์ “วิชาการดอทคอม” ระบุว่าการเคี้ยวอาหารให้ละเอียดก่อนกลืนช่วยให้ระบบย่อยท างานน้อยลง การเคี้ยวอาหารให้ช้าลงยังมีผลต่อการท างานของสมองในหลายๆด้าน เนื่องจากไปช่วยกระตุ้นให้ “ต่อมน้ าลาย" และ "ต่อมใต้หู” หลั่งฮอร์โมนออกมา นอกจากนั้นยังช่วยกระตุ้นพลังแห่งการขบคิดและสมาธิ ตรงข้ามกับผู้ที่เคี้ยวอาหารไม่ค่อยได้หรือเคี้ยวเร็วไป สมองก็จะอ่อนแอตามไปด้วย ผลที่ตามมาก็คือ สุขภาพที่ดีและมีอายุยืนยาว (ส านักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ, ออนไลน์) สอดคล้องกับงานวิจัยที่ศึกษาการดูแลตนเองของผู้ป่วยเบาหวานตามแนวทางอริยสัจ 4 ของธัญทิพย์ วิภาพงศ์ศานต์ (2553 : 45) ที่แนะน าว่าหนึ่งในหลักการของการควบคุมอาหารในผู้ป่วยเบาหวานคือการเคี้ยวอาหารช้า ๆ ใช้เวลาเคี้ยวประมาณ 30 ครั้ง/1 ค าและสอดคล้องกับการศึกษาของภาควิชาโภชนาการมหาวิทยาลัยเพอร์ดู สหรัฐอเมริกา (การเคี้ยวถั่วอัลมอนด์, ออนไลน์) เรื่องการเคี้ยวถั่วอัลมอนด์ : ผลกระทบต่อไขมันที่ได้รับ ความอิ่มและการตอบรับของฮอร์โมน(Mastication of Almonds : Effects of Lipid Bioaccessibility, Appetite, and Hormone Response) ทดลองโดยให้ผู้ที่มีสุขภาพดี 13 คน เคี้ยวถั่วอัลมอนด์ 55 กรัม ด้วยจ านวนครั้งที่ต่างกัน คือ 10 ครั้ง 25 ครั้งและ 40 ครั้ง หลังจากรับประทานถั่วผ่านไป 3 ชั่วโมง มีการตรวจเก็บตัวอย่างเลือด อุจจาระ และวัดระดับความอิ่ม โดยท าการทดลอง 4 วัน พบว่าการเคี้ยวถั่วจ านวน 40 ครั้ง มีผลต่อระดับความหิวที่ลดลง ระดับความอิ่มเพิ่มขึ้น เมื่อเทียบกับการเคี้ยวถั่วจ านวน 25 และ 10 ครั้ง การวัดค่าอินซูลินในเลือดของการเคี้ยวถั่ว 25และ40 ครั้ง พบว่าระดับอินซูลินในเลือดลดลงเร็วกว่าการเคี้ยวถั่ว 10 ครั้ง ผลสรุปพบว่าความละเอียดในการเคี้ยวถั่วมีผลกับระดับความอิ่ม และการเปลี่ยนแปลงทางสรีรวิทยา ซึ่งสามารถคาดเดาได้ว่าความละเอียดในการเคี้ยวอาหารชนิดอื่น ก็น่าจะมีผลเช่นเดียวกัน สอดคล้องกับการทดลองของนิชิมูระ รีเม ผู้เชี่ยวชาญด้านควบคุมน้ าตาล ในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานที่โรงพยาบาลแพทย์โตเกียวจีเคไค พบว่าการเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหารคือ กินผักผลไม้ก่อนกินข้าวพร้อมกับข้าวและเคี้ยวอาหาร 30 ครั้งต่อค า สามารถป้องกันน้ าตาลในเลือดขึ้นสูงได้ (วิธีลดน้ าตาลในเลือดที่บ้าน. 2554 ) พฤติกรรมการรับประทานอาหารฯที่ปฏิบัติเป็นล าดับที่ 4ปลอดสารพิษสามารถปฏิบัติได้ระดับปานกลางจ านวน 19 คนคิดเป็นร้อยละ 54.2 สอดคล้องกับนโยบายกระทรวงสาธารณสุขที่มุ่งสร้างสุขภาพที่ดีของผู้ป่วยโดยด าเนินการสร้างทุกโรงพยาบาลเป็น “โรงพยาบาลอาหารปลอดภัย” ภายในปี 2561 คือให้โรงครัวและร้านอาหารในโรงพยาบาลปรุงอาหารจากผัก ผลไม้ปลอดสารพิษ ครอบคลุมโรงพยาบาลทั่วไป 116 แห่งและโรงพยาบาลชุมชน 780 แห่ง (กระทรวงสาธารณสุข , ออนไลน์) และงานวิจัยเวอริงตัน.วี (Worthington V. 2001 : 161-173 อ้างถึงในกองการแพทย์ 66 ทางเลือก. 2549 : 389) พืชที่ปลูกโดยวิธีธรรมชาติ ปลูกแบบอินทรีย์จะคงความสดได้นานกว่า และมีปริมาณสารอาหาร เช่นมีวิตามินซีเหล็กแมกนีเซียม และฟอสฟอรัสมากกว่าพืชชนิดเดียวกันที่ปลูกด้วยการใช้สารเคมี พฤติกรรมการรับประทานอาหารฯที่ปฏิบัติเป็นล าดับที่ 5 ไม่มีเนื้อสัตว์ โดยกลุ่มตัวอย่างมีการลดการบริโภคเนื้อสัตว์ลงสามารถปฏิบัติได้ระดับปานกลางจ านวน 15 คนคิดเป็นร้อยละ 42.9 (จากการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์พบว่า ส่วนใหญ่ยังคงรับประทานปลาบ้าง แต่โดยรวมเลิกทาน สัตว์ใหญ่) สอดคล้องกับงานวิจัยเรื่องกลไกการดื้ออินซูลินเกิดจากการมีไขมันเก็บสะสมในเซลล์มาก ท าการทดลองโดยขั้นแรกวัดระดับความเข้มข้นของไกลโคเจนและกลูโคสที่อยู่ในเซลล์กล้ามเนื้อ จากนั้นท าให้ระดับน้ าตาลในเลือดอยู่ในค่าปกติ แล้วฉีดอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือดให้ระดับอินซูลินในเลือดสูงผิดปกติ ท าการวัดการน ากลูโคสเข้าเซลล์และวัดอัตราเปลี่ยนกลูโคสเป็นไกลโคเจนในเซลล์ จากการทดลองพบว่าอินซูลิน ท าให้การน ากลูโคสเข้าเซลล์มากขึ้น และมีการเปลี่ยนกลูโคสในเซลล์เป็นไกลโคเจนมากขึ้น อันเป็นกลไกการท างานตามปกติของร่างกาย ต่อมาได้ท าการทดลองโดยฉีดไขมันจากอาหารตรงเข้าไปในเซลล์กล้ามเนื้อ จากนั้นท าให้น้ าตาลในเลือดอยู่ระดับปกติแล้วฉีดอินซูลินเข้าสู่กระแสเลือดให้ระดับอินซูลินในเลือดสูงผิดปกติเช่นเดิมจากนั้นวัดการน ากลูโคสเข้าเซลล์และวัดอัตราการเปลี่ยนกลูโคสเป็นไกลโคเจนในเซลล์อีกครั้ง ในการทดลองครั้งหลังนี้พบว่า อินซูลินไม่สามารถน ากลูโคสเข้าไปในเซลล์และไม่มีการเปลี่ยนกลูโคสในเซลล์ไปเป็นไกลโคเจน เกิดเป็นสภาวการณ์ที่เรียกว่าเซลล์กล้ามเนื้อดื้อต่ออินซูลินอันเป็นผลจากการมีไขมันไปสะสมในเซลล์กล้ามเนื้อที่มาก (Roden et al. 1996 : 2859-65 อ้างถึงใน Drsant. 2560) และมีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยลอนดอน เรื่องไขมันอิ่มตัวจากสัตว์ท าให้เกิดการดื้อต่ออินซูลินอันเป็นต้นเหตุของเบาหวานชนิดที่ 2 ท าการวิจัยโดยเลือกผู้ไม่กินเนื้อสัตว์เลย (Vegan) และกินคาร์โบไฮเดรตในปริมาณสูงจ านวน 21 คน และเลือกผู้ที่กินเนื้อสัตว์ (ที่มีโครงสร้างสุขภาพคล้าย ๆ กัน) และกินคาร์โบไฮเดรตน้อยมา 21 คน ทดลองโดยให้ทั้งสองกลุ่มออกก าลังกาย และกินอาหารที่มีแคลอรี่เท่ากันทุกวัน ต่างกันเฉพาะเป็นเนื้อสัตว์หรือเป็นพืชเท่านั้น ท าการทดลอง 7 วัน จากนั้นเจาะเลือดดูปริมาณอินซูลินที่ร่างกายผลิตขึ้น และตัดตัวอย่างชิ้นกล้ามเนื้อออกมาตรวจดูปริมาณไขมันสะสมในกล้ามเนื้อทั้งก่อนและหลังการทดลอง พบว่ากลุ่มวีแกนที่กินแต่พืชมีระดับอินซูลินในเลือดต่ ากว่าและมีไขมันสะสมในกล้ามเนื้อน้อยกว่ากลุ่มที่กินเนื้อสัตว์มาก ผลการทดลองนี้ แสดงให้เห็นว่า อาหารพืชหรือคาร์โบไฮเดรตไม่ได้กระตุ้นการเพิ่มอินซูลินแต่อาหารเนื้อสัตว์หรือไขมันต่างหากที่เป็นตัวกระตุ้นการปล่อยอินซูลินและท าให้เกิดเบาหวาน (Goff et al. 2005 : 291-8 อ้างถึงใน Drsant. 2560) พฤติกรรมการรับประทานอาหารฯที่ปฏิบัติเป็นล าดับที่ 6 คือ การค านึงถึงอาหารกลุ่มเย็นและร้อน สามารถปฏิบัติได้ในระดับปานกลางจ านวน 10 คนคิดเป็นร้อยละ 28.6 จากการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์พบว่ากลุ่มตัวอย่างที่ท าอาหารทานเองที่บ้านส่วนใหญ่ ท าอาหารโดยเลียนแบบอาหารที่ได้รับประทานในค่าย ซึ่งอาหารในค่ายโดยรวม 80% เป็นฤทธิ์เย็น การปฏิบัติพฤติกรรมข้อนี้ท าได้เป็นล าดับสุดท้ายอาจเป็นเพราะมีกลุ่มตัวอย่างจ านวน 19คน คิดเป็นร้อยละ 54.3 เข้ารับการอบรมเป็นครั้งแรกจึงยังจ าชนิดของอาหารกลุ่มเย็น ร้อนไม่ได้ เนื่องจากระยะเวลาที่สั้นและมีองค์ความรู้เรื่องยาเม็ดอื่น ๆ อีก 8 เม็ด ที่เป็นสิ่งใหม่ของการเรียนรู้ 67 กล่าวโดยรวมการรับประทานอาหารปรับสมดุล สามารถลดระดับน้ าตาลในเลือดของผู้ป่วยเบาหวานได้ เนื่องจากการกินอาหารตามล าดับดังนี้ (1) ดื่มน้ าสมุนไพร (2) กินผลไม้ (3) ผักสดหรือผักผ่านไฟ (4) รับประทานข้าวพร้อมกับข้าวต่าง ๆ (5) รับประทานถั่ว ธัญพืชต่าง ๆ เหตุผลนอกจากจะท าให้ร่างกายได้รับพลังงานและสารอาหารครบถ้วนแล้ว การกินผักและผลไม้ก่อน มีผลท าให้กินข้าวและกับข้าวน้อยลง เพราะผักและผลไม้โดยเฉลี่ยจะมีสารเส้นใยประมาณ 2 กรัม ต่อ100 กรัม ดังนั้นหากกินอาหารที่ประกอบด้วยผักและผลไม้วันละ 5 ส่วนบริโภค (1 ส่วนประมาณ 100 กรัม) ตามหลักสุขภาพ 12 ประการ เราจะได้สารเส้นใยจากผักและผลไม้ประมาณ 10 กรัม สารนี้จะท าหน้าที่เหมือนเป็นฟองน้ าพองตัวและดูดซึมน้ าเอาไว้ แย่งพื้นที่ภายในระบบทางเดินอาหารท าให้เรารับประทานอาหารได้น้อยลงแต่อิ่มนานขึ้นอีกทั้งช่วยล าไส้เล็กช่วงการดูดซึม ลดการดูดซึมน้ าตาล ไขมัน คอเลสเตอรอล นอกเหนือจากช่วยล าไส้ไส้ใหญ่ส่วนปลาย เพิ่มการเจริญเติบโตของจุลินทรีย์สายพันธุ์ที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย (อัญชลี ศรีจ าเริญ. 2555 : 25) และจากคุณสมบัติของเส้นใยอาหารและเอ็นไซม์ในผักผลไม้ ช่วยท าให้การย่อยและการดูดซึมสารอาหารของร่างกายมีประสิทธิภาพ ท าให้ร่างกายใช้พลังในการย่อยน้อย เป็นการสงวนพลังชีวิตไว้ ส าหรับบ ารุง รักษาและซ่อมแซมเซลล์ประกอบกับการเคี้ยวที่ละเอียดมีผลต่อระดับความอิ่มนานเช่นกัน ท าให้กลุ่มตัวอย่างหลายท่านรับประทานอาหารมื้อหลักเพียงแค่ 1 มื้อ (โดยมากจะเป็นมื้อเที่ยง) ส่วนมื้อเช้าและเย็นทานแค่อาหารอ่อน หรือผลไม้เท่านั้น จึงมีค ากล่าวจากกลุ่มตัวอย่างว่า “ไม่รู้สึกหิว ทั้งๆที่กินแต่ผัก”อย่างไรก็ตามมีตัวแปรที่ส าคัญคือ การดื่มน้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นประมาณ 30 นาทีก่อนการรับประทานอาหารซึ่ง น้ าสมุนไพรฤทธิ์เย็นอาจส่งผลต่อการลดลงของ FBS เช่นกัน ผลของการวิจัยแสดงให้เห็นว่ากลุ่มตัวอย่างสามารถน าองค์ความรู้ที่ได้รับเรื่องอาหารปรับสมดุลฯจากการเข้าอบรมไปใช้ระหว่างที่ต้องก ากับตนเองได้จริง และสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการรับประทานอาหาร โดยการจดบันทึกอาหารที่รับประทานในคู่มือ 3-day food record และการตรวจวัดระดับน้ าตาลหลังอดอาหาร (FBS) ในแต่ละสัปดาห์ ประกอบกับมีการติดตาม ให้ค าปรึกษา และรายงานผลการรับประทานอาหารผ่านทางโทรศัพท์หรือแอปพลิเคชั่นไลน์ร่วมด้วย เป็นผลให้กลุ่มตัวอย่างโดยภาพรวมสามารถควบคุมค่าระดับน้ าตาลในเลือด (FBS) และค่าระดับน้ าตาลเฉลี่ยสะสม (HbA1c) ให้ลดลงจากก่อนเข้าร่วมการวิจัยอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติ ข้อเสนอแนะ สามารถน ารูปแบบของการก ากับติดตามพฤติกรรมการรับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรมไปประยุกต์ใช้กับกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรังอื่น ๆ เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคไขมันในเลือดสูง เป็นต้น เพื่อประโยชน์ด้านการส่งเสริมสุขภาพของผู้ป่วยและลดงบประมาณค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลของหน่วยงานสาธารณสุข ข้อเสนอแนะในการท าวิจัยครั้งต่อไป 1. ควรศึกษาเปรียบเทียบผลของการรับประทานอาหารปรับสมดุลตามหลักการแพทย์วิถีธรรมระหว่างกลุ่มตัวอย่างโรคเบาหวานที่รับประทานยาเพียงอย่างเดียว และกลุ่มตัวอย่างโรคเบาหวานที่รับประทานยาร่วมกับการรับประทานอาหารปรับสมดุล และกลุ่มตัวอย่างโรคเบาหวานที่รับประทานรับประทานอาหารปรับสมดุลเพียงอย่างเดียว 68 2. ควรศึกษาหรือพัฒนาเครื่องมือติดตามประเมินและรายงานผลการควบคุมอาหารของผู้ป่วยเบาหวาน อาทิ การประยุกต์ใช้แอปพลิเคชั่นไลน์ หรือ แอปพลิเคชั่นอื่น ๆ เข้ามาติดตามประเมิน ให้ค าปรึกษา และเป็

แสดงเฉพาะช่วงต้นของไฟล์ — อ่านฉบับเต็มได้ใน Google Drive

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน