ชาติ กับ ภพ ต่างกันหรือไม่อย่างไร.docx
เนื้อหาในไฟล์
ชาติ กับ ภพ ต่างกันหรือไม่อย่างไร _ฉลวย : คำว่า ภพ กับ ชาติ โดยยกตัวอย่างเป็นรูปธรรม ว่า เมื่อเช้าเห็นเส้นหมี่ผัดอยู่ในถาดที่ตู้ตักอาหาร เห็นแล้วก็อดที่่จะตักมารับประทานไม่ได้ ทั้งๆที่ไม่มีส่วนผสมอะไรเลย นอกจากเส้นหมี่ล้วนๆ แล้วก็มีใบคึ่นฉ่ายนิดหน่อย อาหารประเภทเส้นๆ ไม่ว่าจะ เส้นหมี่ ก๋วยเตี๋ยว ฯลฯ ถ้าเห็นที่ไหนละ รูป รส ฯลฯ จะต้องเข้ามาอยู่ในใจก่อน อย่างนี้เรียกว่าติดภพหรือเปล่าครับ คำว่า ชาติ มีความหมายต่างกับคำว่า ภพ อย่างไร มาโยงกับกิเลสตรงไหน พ่อครูว่า…ใช่ๆๆ คำว่าชาติ ต่างกับคำว่าภพอย่างไร 1 และมาโยงกับกิเลสตรงไหน 2 คำว่าชาติมีความหมายต่างกับคำว่าภพอย่างไร ภพ คือ แดนเกิด ชาติ คือ อาการเกิด ภพคือ แดนเกิด คือสถานที่ แหล่งที่ เป็นภาวะของรูปธรรม ส่วนชาติ คืออาการของจิต มันเกิด กามภพ ไปเกิดในกามภพ ก็คือจิตของเรามีกามเข้าไป แสดงพฤติกรรมของกามในจิต จิตเข้าไปได้กาม ไปติดอยู่ปั๊บก็ตกในภพ อันนั้นมันเป็นเหตุเป็นปัจจัยกัน อย่างที่ปฏิจจสมุปบาทว่า มีภพก็มีชาติเป็นปัจจัย เมื่อมีชาติก็มีภพ เป็นปัจจัยแก่กันและกันระหว่างภพกับชาติ โยงกันตรงไหนก็โยงกัน เกิดอีกอันนึงก็เกิด เป็นแต่เพียงว่าอีกอันหนึ่งเป็นน้ำ อีกอันหนึ่งเป็นกิริยา ภพเป็นนาม ชาติ เป็นกิริยา มันก็โยงเกี่ยวกันอยู่อย่างนี้ เป็นรูปนามคู่ ก็ดีแล้วล่ะรู้ตัวว่าเห็นเส้นไม่ได้ เป็นคนติดเส้น ดีล่ะ ไม่ไปทำราชการ ถ้าไปทำราชการจะวุ่นวายกับการเล่นเส้นยุ่งเลยนะ ภพ เขาแปล ในพจนานุกรมว่า ภพ หรือ ภว หรือ ภ กับ ว คำแปล คือ ความมี ความเป็น หรือ ความเจริญ ความเกิด ไปเข้าหาคำว่าชาติ ความเกิด การเกิด การถึง เข้าไปถึงที่ เข้าไปสถิต มันเป็นตัวเป็นยิ่งกว่าชาติ ชาติ กรรมกิริยาที่ตกผลึกเป็นภพ เช่น กามชาติ เป็นต้น มีอาการของชา
อ่านต่อ
ติเกิดเป็นกาม เกิดปุ๊บ ก็สั่งสมเป็นภพเป็นกามภพ หรือสังสาระ คือ ความหมุนเวียนอยู่ในสภาพที่มีรูปกับนาม ภพ ถือ เป็น สัสสตทิฏฐิ แปลใหญ่โตว่าถึงขั้น เป็นโลก เป็นแผ่นดิน ส่วนชาติ เป็นการเกิด ซึ่งเป็นคำกริยา ต่างกันตรงนี้ระหว่างภพกับชาติ ภพคือชาติที่เกิดตกผลึกรวมตัวเป็นก้อนจับกัน ส่วนชาติ คือ กิริยา เป็นปัจจุบันธรรมที่กำลังเกิดอยู่ พยัญชนะเราใช้ส่อให้รู้สภาวะ เราก็เรียนจากพยัญชนะที่บันทึกเป็นภาษาไว้ ไม่ว่าจะเป็นศาสนาไหนก็ตาม ศาสนาเทวนิยมก็เหมือนกัน ศาสนาของพุทธก็เหมือนกัน จะใช้พยัญชนะเป็นเครื่องสื่อในความหมายต่างๆ เพื่อที่จะรู้เรื่องราว รู้รายละเอียดของสิ่งที่หยาบ กลาง ละเอียด เข้าไปจนกระทั่ง นิปปุนา ละเอียดถึงขั้นนิพพาน ละเอียดถึงสภาวะสภาพนิพพานเลย คือยิ่งใหญ่ เป็นนิพพานก็สูงสุด
อาตมาตอนนี้เขียนหนังสืออธิบายถึงสภาพศาสนาสายศรัทธา กับศาสนาสายปัญญา แยกพยัญชนะคำว่าศรัทธา กับพยัญชนะคำว่าปัญญานี้ ให้เข้าใจกัน ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ง่ายเลยเป็นเรื่องยากมากเลย แกนจิตของจิตนิยาม จะมีแกนจิตของมนุษยชาติ 2 สภาพ แกนหนึ่งเรียกว่า แกนศรัทธา บางทีก็เรียกว่า แกนเจโต อีกแกนหนึ่งคือ แกนปัญญา หรือจะเรียกไปให้ลึกซึ้งว่า แกนพุทธ แกนโพธิ รู้ระดับพุทธหรือโพธิ ซึ่งเป็นความรู้ที่แตกต่างไปจากความรู้ ความฉลาดแบบโลกีย์ทั้งหลาย มันเป็นความรู้ เป็นความฉลาดที่เป็นอื่นไปจากคนส่วนใหญ่เลย คนส่วนใหญ่อยู่ในแกนศรัทธา ส่วนใหญ่เลยทั้งโลก เพราะฉะนั้นศาสดาของทางโลกโลกีย์ก็เป็นแกนศรัทธาทั้งนั้น ไม่มีปัญญาหรอก แต่เขาไม่รู้ว่าปัญญาหมายถึง ความรู้ ความฉลาดที่เป็นโลกุตระ เขาไม่รู้ แต่เขารู้ว่าปัญญานี้มันสูง เป็นความเฉลียวฉลาดที่สูง ก็เลยใช้บัญญัติภาษาคำว่าปัญญาไปใช้เรียกของเขาด้วย ทั้งๆที่ภาษาบาลีเดิมสภาวะที่เขามีคือ เฉโกหรือเฉกา เขาก็เอาปัญญาไปเรียกแทนเสีย ปัญญาก็เลยถูกลดค่า ลดราคาของความเฉลียวฉลาด ซึ่งมันเป็นความเฉลียวฉลาดที่เป็นอุตตริมนุสสธรรม เป็นความฉลาดที่เกินคนโลกๆโลกีย์จะเข้าใจ เกิน เพราะมันเป็นเรื่องของพุทธวิสัย เป็นวิสัยที่อจินไตย คุณคิดให้หัวแตกเจ็ดเสี่ยง ก็คิดไม่ออกว่ามันคืออะไร พุทธวิสัย พุทธวิสัย ไม่ต้องไปคบคิดเลย ขบคิดให้ตายก็ไม่ได้ สายศาสนาพุทธ ศาสนิกชนแท้ๆจะมีความรู้ในระดับพุทธะ หรือโพธิ ไม่ง่าย เพราะเป็นพุทธะวิสัย ที่เรียกว่าโลกุตระ อาตมาก็ใช้พยัญชนะระหว่าง โลกียะกับโลกุตระ มันต่างกัน โลกียะคือ โลกสามัญโลก โลกไหนก็แล้วแต่ เขาก็มีความรู้สมบูรณ์แบบเต็มที่อยู่ในโลกลูกนั่นแหละ แต่โลกุตระมันเป็นความรู้ที่ออกไปนอกโลก ไม่ใช่รู้แคบอยู่ในโลกนั้นเท่านั้น โลกุตระเป็นความรู้ที่ไปรู้นอกโลกอื่นอีก เกินกว่าโลกลูกที่คุณอยู่ คุณออกนอกความรู้ ออกนอกกรอบของความรู้อันนั้นไม่ได้ ไม่ใช่บังคับดูถูกดูแคลน แต่เป็นความจริงอย่างนั้นโดยอาจจะเป็นอย่างนั้น คนที่สามารถเข้าใจโลกุตรธรรม ความรู้อีกชนิดหนึ่ง ซึ่งมันไม่ใช่ความรู้ที่คุณอยู่ในความรู้ของคุณที่คุณรู้ ดีที่สุดเป็นอัจฉริยะ เป็นศาสดา คุณก็อยู่ในกรอบของโลกีย์เท่านั้น แต่โลกุตระนั้นรู้จักโลกีย์อย่างเต็มที่ ดีที่สุดของโลกีย์ก็รู้ แล้วก็ทำดีที่สุดของโลกีย์ที่ดีที่สุดได้ เกินกว่านั้นอีก เกินกว่าตรงที่ว่า แม้ดีที่สุดก็ไม่ติดไม่ยึด สามารถมีดีที่สุดแล้ว ไม่เอา เลิกเลย โดยสลายจิตตัวเองที่จะต้องไปอยู่กับดีที่สุด วนเวียนอยู่กับดีกับชั่วกับ ชั่วกับดี มีกับไม่มีนิรันดร ไม่เลิกเลย ไม่มีนิรันดร มีก็ไม่มี ไม่มีก็ไม่มี ไม่มีทั้งมีและไม่มี ทั้งไม่มี เกินกว่าที่จะอยู่ไปกับโลกแคบๆที่มีแต่ดีกับชั่ว ที่นี้ในโลกใหม่ที่ เป็นตัวติดยึด เขาไม่รู้กันเลยก็คือสุขกับทุกข์ อาการสุขอาการทุกข์เป็นอาการของโลกโลกุตระ เขาไม่รู้เขาก็ไม่เคยเข้าใจไม่เคยศึกษาว่า แล้วสุขกับทุกข์มันคืออะไรมันคืออุปาทาน ความสุขกับความทุกข์เป็นเรื่องมายาเป็นเรื่องผีหลอก สุขกับทุกข์เป็นซาตาน ในโลกเทวนิยมไม่รู้จักซาตานเลย ซาตานคือนายของพระเจ้า แต่พระเจ้าหลงตัวเอง ไม่เคยระมัดระวังซาตานที่สิงอยู่กับตัวเองอยู่ตลอดเวลา พระพุทธเจ้าจึงหันมาสนใจซาตาน ผีมารหรือกิเลส แล้วรู้ความจริงให้ได้ว่ากิเลสคืออะไร สุดท้ายก็มารู้ว่า เอ็งเป็นมายาแท้ๆ เอ็งไม่มีตัวจริง เอ็งไม่มีตัวตน เอ็งเป็นเหตุแห่งทุกข์เอาความสุขมาหลอก แต่แท้จริงมันอันเดียวกันมันแยกกันไม่ออก เพราะฉะนั้นจึงทำลายทั้งสุขและทุกข์ออกไปหมดเลย สูญไปเลย เลิกเลย จึงเห็นชัดเจนว่า สิ่งที่มันเกิดมาเป็นจิตวิญญาณแท้ๆ มันคือสิ่งไม่มีตัวตนอะไรหรอก เมื่อมีอารมณ์มันก็เลยจับไม่ได้ว่า ปัดโธ่เอ๋ย มันไม่อยู่กับร่องกับรอยเรียกว่าไม่เที่ยง มันมีแต่แสวงหาทุกข์ แต่มันถูกมายาหลอกว่ามาหาสุข แล้วสุขในอะไรในโลก โลกมี ลาภยศสรรเสริญแล้วก็ตัวความสุข โดยไม่รู้ว่าสุขคืออะไร สุขมันไม่มีตัวตนเป็นสุขอัลลิกะ สุขเป็นเรื่องขี้โกหก สุขมันเป็นเรื่องเท็จ เป็นเรื่องไม่มีจริง ซึ่งเป็นความรู้สูงสุดของศาสนาของพระพุทธเจ้า ขออภัยที่อาตมาจะพูดต่อไปนี้ จะเป็นการอธิบายยกตัวยกตน เข้าไปร่วมกับสภาวะธรรมพวกนี้ อาตมารู้จักความสุขความทุกข์ จนกระทั่งรู้ว่า เรา..โถ.. มัววุ่นวายไปติดในอาการของสุขอาการของทุกข์นี่มันโง่ โง่อย่างชนิดที่เรียกด้วยภาษาไทยว่า โง่ชิบหายเลย โง่อย่างชิบหายวายป่วง ไปงมงายอยู่กับสุขกับทุกข์ เพราะฉะนั้นเมื่อไม่งมงายแล้วจึงจะมาเลิกความสุขความทุกข์ ก็ต้องรู้อาการของจิตของเรา อาการที่มันเป็นสุขคืออาการอย่างไร อาการที่มันเป็นทุกข์เป็นอาการอย่างไร ก็เป็นอาการที่ตรงกันข้ามกัน อ่านอาการนี้ให้ได้ แน่นอนอาการทุกข์คนก็ไม่ชอบก่อน ก็ล้างอาการทุกข์ ให้รู้ถึงเหตุแห่งทุกข์ เมื่อล้างอาการของเหตุแห่งทุกข์หมดไป ก็เหลือแต่อาการของสุขสุข ที่เรียกในภาษาว่า สุขด้วยความว่าง ทำจิตว่างๆ สบายๆ เหมือนอย่างท่านติชนัทฮันท์หรือท่านพุทธทาส ทำจิตอย่าให้มีความไม่สบายใจ เป็นความหมายตื้นๆแล้วก็ทำเอา โดยไม่เข้าใจเหตุของมันที่มาที่ไปของ ตัวตนสภาวะที่มีอาการเข้าไปยึดถือ อุปาทาน เป็นอาการอย่างไร อาการเข้าไปยึด พระพุทธเจ้าก็ใช้ภาษาวนมาหาว่า อย่าไปยึดทำให้จิตมันว่าง แล้วก็ทำได้เท่าที่ตัวเองประมาณ ตัวเองสัญญากำหนดหมายว่า อย่างนี้คือจิตว่างๆ แล้วก็ประมาณว่า มันไม่สุขไม่ทุกข์ มันเป็นอย่างนี้ มันว่างๆ แล้วก็ตั้งภพตั้งชาติขึ้นมา ภพว่างๆ ภพไม่มีอาการสุข ไม่มีอาการทุกข์ แล้วก็กำหนดสัญญาขึ้นมาใหม่ เป็นนิรมาณกายอันหนึ่ง เป็นองค์ประกอบของรูปนาม ธรรมะ 2 ก็กำหนดได้ สร้างนิรมาณกาย คนที่เข้าใจภาษารู้จักภาษาของกันเรียกว่า สัมโภคกาย ต่างคนก็ต่างมีสัญญาของแต่ละคน ของตนเองก็เป็นส่วนของตนเอง ก็เลยเป็นอาทิสมานกาย เป็นกายที่ต่างคนต่างไม่เห็นของใคร คนนั้นจิตว่าง เขาทำของเขาได้ พูดกันรู้เรื่อง จิตว่างเหมือนกัน แต่คิดว่าของใครก็ของมัน ต่างก็อาทิสมานกาย ไม่เห็นไม่รู้ของใครคนอื่น ก็ได้กาม 3 อย่างนี้ ทั้งนั้นเลย พระพุทธเจ้าก็ไม่เอาบัญญัติภาษาที่กำหนดด้วยกาย สัญญาอย่างนี้ ท่านก็มาเรียนรู้เหตุเลย ไม่ต้องไปงมงายกับสิ่งเหล่านี้ มาศึกษาเหตุตั้งแต่การเรียนรู้ภาวะ 2 ตั้งแต่มันรู้สึกสุขและทุกข์อย่างหยาบสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับอะไรก็แล้วแต่ ทางทวารทั้ง 6 สัมผัสทางทวารทั้ง 5 ตาหูจมูกลิ้นกายแล้วมาปรุงแต่งเป็นสุขเป็นทุกข์เป็นเรื่องทีละคู่เป็นเทวะ ล้างอย่างหยาบก่อน หมดหยาบล้างอย่างกลาง จนหมดก็ล้างอย่างน้อยต่อ จนมันหมด โดยอ่านสภาวะจากจิตจริงๆเลย โดยที่ไม่ใช่ว่าไปทำให้จิตมันว่าง สร้างภพความว่างๆขึ้นมา มันไม่จบหรอก ให้มาปฏิบัติจริงๆเลยกับสิ่งที่จะปฏิบัติคือ ต้องมีสิ่งสัมผัสเป็นเหตุเป็นปัจจัย สำรวมอินทรีย์ 6 ตาหูจมูกลิ้นกาย แล้วก็ตื่นรู้ให้เต็มทั้งข้างนอกข้างใน กาย วจี มโน มีสติเต็มร้อย เป็นชาคริยาเป็นความตื่น สติเต็ม100 อยู่ข้างใน ไปนั่งหลับตาทำอยู่ข้างใน ฝันไปเถอะ ไม่มีทางที่จะมาล้มล้างความ หยาบ ของภายนอก ทางกาย ทางวาจา คุณจะเอามีดโกนยิลเลตต์ไปฟันกับมีดอีโต้เขาได้อย่างไร มันตลก คุณจะทำด้ามยิลเลตต์อย่างไรไปสู้กับด้ามอีโต้ คุณมีมีดโกนยิลเลตต์ 1 ล้านชิ้นกับคนมีอีโต้ 1 ล้านชิ้น ใครจะแหลกก่อนกัน มีดโกนยิลเลตต์คมกว่านะ ขวางใส่กันเลย กรีดพร้อมกันก็ได้ ยิลเลตต์ ก็กรีดไม่ติดต่อก็สับ ใครแหลกก่อนกัน ไม่มีทางสู้เลยระหว่างมีดโกนยิลเลตต์กับอีโต้ พวกที่หลงใหลได้ปลื้มกับสิ่งที่เล็กละเอียดเป็นคนมักได้มักเร็วใจเร็วด่วนได้ รู้จักรายละเอียดของต้นกลางปลาย จะเอาง่ายๆเร็วๆด่วนๆ ลัดไปเอาที่สุดเลยไม่รู้ต้นกลางปลาย น่าสงสารมาก นั่งหลับตาแล้วไปทำแต่ในจิต จบๆๆ แหม พวกนี้ไม่รู้จะทำอย่างไร อาตมาก็ใช้หอกเช้า 100 เที่ยง 100 เย็น 100 หมดไม่รู้กี่หอกแล้ว หอกหักหมด
640310_พุทธศาสนาตามภูมิ บ้านราชฯ พ่อครูผู้ปราบมารเพื่อยังพุทธศาสนาให้ถึง 5000 ปี