ตราบใดโลกยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโลกไม่ว่างจากอรหันต์.docx
เนื้อหาในไฟล์
ตราบใดโลกยังมีผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบโลกไม่ว่างจากอรหันต์ ขออธิบายเข้าสู่ศีลสมาธิปัญญา การศึกษาพระพุทธเจ้าเรียกว่าไตรสิกขาเป็นคำสรุปที่จริงคืออธิศีล อธิจิต อธิปัญญา เกิดอธิมุติ เกิดวิมุตติญานทัศนะเกิดความสะอาดของจิตตกผลึกเป็นสมาธิ พระพุทธเจ้าใช้คำว่า สมาหิโต คำว่า สมาธิเป็นคำกลางๆเป็นภาษาทั่วไปดาษดื่นใช้กันทั่วไปกลางๆ ซึ่งเป็นของฤาษีแต่ถ้าเป็นของพระพุทธเจ้านั้นก็มี จะเรียกว่าสมาธิก็ได้แต่มันพิเศษมันไม่เหมือนกันกับของเขา ของเขาที่เรียกว่าสมาธินั้นเป็นของโลกียะ แต่ของพระพุทธเจ้านั้นเป็นโลกุตระ บรรลุเสร็จท่านก็เรียกว่า สมาหิโต แปลว่าจิตตั้งมั่นแล้ว สมาธิของพระพุทธเจ้าที่เรียกว่าสมาหิโต เกิดได้อย่างไร เกิดได้ด้วยการปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 จนกิเลสหมดสิ้นเกลี้ยงอย่างแท้จริง จิตสะอาดบริสุทธิ์ตั้งมั่นเป็น สมาหิตัง สมาหิโต จิตสะอาดนั้นมีองค์ 5 บริสุทธิ์จากกิเลส พยัญชนะคือ ปริสุทธา แล้วจะบริสุทธิ์สะอาดจากกิเลสไปมากยิ่งขึ้น ปริโยทาตา จิตก็ยิ่งเจริญขึ้นไปมุทุภูตธาตุ เป็นธาตุจิตที่เจริญ ทั้งแกน static, แกน dynamic เป็นสองสภาพ แกน static คือแกนเจโต, แกน dynamic คือแกนปัญญา ทั้งสองสภาพก็เจริญไปด้วยกันมากยิ่งขึ้น จึงเป็นจิตที่เจริญหาที่สุดมิได้เลย จะสุดสูงสุดก็ถือว่ามนุษยชาติทำได้เป็นสำเร็จสัมมาสัมพุทธเจ้านั่นแหละ เจริญมุทุภูตธาตุ ดีที่สุดเก่งที่สุดเท่าพระพุทธเจ้า ถือว่าสุดยอดในความเป็นคนที่จะทำได้ อาตมาเป็นผู้หนึ่งที่สั่งสม มุทุธาตุ ปางนี้ สั่งสมมาเป็นโพธิสัตว์ปาง 7 ปางหน้าเป็นปาง 8 จึงขึ้นเป็นจาก 8 เป็น 9 เป็นพระพุทธเจ้า ก็สะสมไปอย่างนี้ ตามความเป็นจริงประกาศตนประกาศตัวว่าตนเองเป็นโพธิสัตว์ระดับ 7 ประกาศอย่างมั่นใจจริงใจบริสุทธิ์ใจไม่มีอะไรเคลือบแฝงเลยในการประกาศ ไม่มีอยากอวดโอ่ อย
อ่านต่อ
ากให้คนหลงนับถือ อยากให้คนมายอมสยบ ไม่มี ประกาศความจริงตามความเป็นจริงออกไปใครรับฟังแล้วจะไปเกิดคิดอย่างไรก็เรื่องของแต่ละคน ซึ่งคนจะไม่เชื่อไปอย่างมาก ที่ไม่เชื่อเพราะเข้าใจศาสนาพุทธผิด เข้าใจสมาธิก็ผิด ฌานก็ผิด วิมุติก็ผิด ศีลยังเข้าใจผิดเลย เขาก็ไปถือเอาอย่างผิด ยึดถือเป็นคำสอนผิดเป็นคำสอนว่าถูก เมื่ออาตมาเอาอย่างที่ถูกมาประกาศ แล้วเขาจะเข้าใจจะมาเชื่อมั่นจะเป็นอย่างไร มันก็เป็นไปไม่ได้เพราะมันเป็นอย่างนั้นจริงๆ ที่อาตมาพูดจริงพูดทุกคำแต่คนก็หาว่าอาตมาพูดไม่ถูก ซึ่งคุณต่างหาก..ขออภัยเข้าใจไม่ได้ ภาษาไทย ภาษาบาลีก็คืออวิชชา แปลเป็นไทยอีกทีก็คือยังโง่อยู่ ยังเข้าใจไม่ได้ เมื่อคุณเข้าใจไม่ได้ก็แสดงออกตามที่คุณเป็นจริง ไม่ได้แปลก อาตมาไม่ได้แปลกอย่างคุณเดชา อัมพร แสดงออกมานี้ชัดเจน คุณจะรู้หรือไม่รู้ก็ชัดอยู่อย่างนั้น แสดงออกมาเถอะเผื่อจะได้ฉลาดบ้าง คนที่แสดงความโง่ออกมาแล้วเห็นว่าตัวเองโง่ คนนั้นเริ่มฉลาด คนที่แสดงออกมาจนเข้าใจว่าสิ่งที่เราแสดงออกมันโง่มันผิด เออ คนนี้เริ่มฉลาด คนเราเกิดมาจากรากฐานอวิชชา โง่มาก่อนฉลาดทั้งนั้นจนกว่าจะฉลาด แล้วฉลาดอย่างมีปัญญาฉลาดขึ้นๆ จนกว่าจะฉลาดสูงสุดให้เป็นพระพุทธเจ้า สูงรองลงมาก็เป็นโพธิสัตว์ระดับต่างๆ คุณจะเชื่อหรือไม่เชื่อก็เรื่องของคุณ อาตมาไม่มีสิทธิ์จะพูดให้ใครเชื่อ อาตมามีสิทธิ์จะพูดความจริงให้จริงที่สุดให้ดีที่สุดเท่านั้นเอง จบในตัวมันอยู่ในความจริงเท่านั้น ส่วนใครจะเชื่อหรือไม่เชื่อ หรือใครจะเข้าใจหรือไม่เข้าใจ อาตมาไปบังคับได้อย่างไร
นิมนต์พ่อครูจิบน้ำ สมณะเดินดิน…พ่อครูเป็นคนไม่มีความลับ แม้แต่มีปัจฉา 4-5 รูป ก็มีเพราะเขาช่วยมาทำหน้าที่
พ่อครูว่า…คุณเดชาฟังแล้วไม่เชื่อว่าจะมีคนปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้านี้เขาไม่เชื่อว่าจะมีในยุคนี้ เขาไม่เชื่อหรอกว่าจะมีใครปฏิบัติธรรมะของพระพุทธเจ้าได้จริง แสดงว่าตัวเขาเองก็ไม่เชื่อว่าตัวเองปฏิบัติธรรมว่าพระพุทธเจ้าได้ แล้วเขาก็เชื่อมั่นว่าเขารู้ธรรมพระพุทธเจ้าได้มาก แล้วเขาก็รู้ว่าเขาไม่ได้บรรลุธรรมะเพราะฉะนั้นเขาก็ไม่เชื่อว่าใครจะบรรลุธรรมะได้ คุณเดชาแกคิดอย่างนั้น แล้วก็ไม่เชื่อไปจนถึงกระทั่งคนจะมาบรรลุธรรมะแบบกิเลสหมดจริงๆแน่ๆไม่เชื่อๆ คุณจะมาบอกว่าดับกิเลสเป็นอรหันต์หมดยิ่งไม่เชื่อใหญ่เลย จริงๆ เพราะฉะนั้นก็น่าเห็นใจคุณเดชา จะเชื่อได้อย่างไรเพราะคนเราลึกๆมันเชื่ออัตตาตัวเอง กูทำไม่ได้ใครจะทำได้ว่ะ ลึกๆอัตตามันจะเข้าใจอย่างนั้น เพราะว่าอะไรเพราะว่าเขาศึกษานะ คุณเดชาเขาศึกษา ก็เพราะว่ากูศึกษาขนาดนี้ก็ยังไม่ได้ แล้วเอ็งจะมาได้อย่างไร ยังคุณไพศาล พืชมงคล บอกว่าผมก็ศึกษามาจังเลยธรรมะทำไมผมไม่บรรลุโสดาบันเสียที สมณะเดินดิน…สิ่งที่คุณเดชาเขียนเป็นความผิดของพ่อครู แล้วทำไมพ่อครูเอามาอ่านให้ลูกศิษย์ฟัง เพราะถ้ามันผิดจริงลูกศิษย์ก็จะรู้ทันก็จะไปไม่เป็น แต่สิ่งเหล่านี้พวกเรารู้อยู่พวกเราเห็นถึงความเหนือของสิ่งที่เป็นโลกุตระอยู่เหนือสิ่งเหล่านั้น อย่างนั้นพวกเราก็ไม่ติดใจ อาตมาเองก็ไม่รู้สึกไม่ชอบใจหรือโกรธคุณเดชา ถ้าเป็นเราคงจะคิดเพ่งโทษอย่างคุณเดชาแต่สิ่งเหล่านี้เราเข้าใจแล้ว มีอย่างที่ไหนเอาสิ่งที่เป็นความผิดตัวเองเอามาอ่านประจานตัวเองให้คนอื่นรู้ คนอื่นจะได้จับได้ไล่ทัน แต่นี่พ่อครูมาอ่านอย่างสบาย พวกเราฟังแล้วก็ยิ้มกันไม่เห็นมีใครฟังแล้วอึดอัดขัดเคือง พ่อครูว่า…เป็นการพิสูจน์ว่าพวกเราใจดีใครจะว่าใครจะติเตียนก็ไม่โกรธตอบไม่รู้สึกโกรธเขา เข้าใจว่าเขาเข้าใจผิดนะมันเห็นแล้ว ทิดโด่ง…กำลังอยู่ในประเด็น จรณะ 15 วิชชา 8 พ่อครูว่า…คุณเดชาอาจจะเชื่อว่ามีคนบรรลุธรรม แต่เขาจะไม่เชื่อว่าน้ำหน้าอย่างอาตมาจะบรรลุธรรม Concept ของคุณเดชาจะมองว่าผู้บรรลุธรรมจะไม่เป็นอย่างนี้ ทำไมเป็นอย่างลิง ว่องไวอย่างนี้ ไม่ใช่ พระอรหันต์ต้องสุภาพชาเย็นๆ ซึ่งเป็นความเข้าใจตรงกันข้ามและผู้บรรลุธรรมของพระพุทธเจ้านี่ อย่างพระสารีบุตรนี้ยิ่งกว่าลิง เพราะมันแววไว กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา นี่เป็นคุณสมบัติของพระอริยเจ้า กายปาคุญญตา หมายถึง ทั้งภายนอกและภายในคล่องแคล่ว โดยมีเจตสิก 3 มีเวทนา สัญญา สังขาร เป็นหมวดธรรมที่คล่องแคล่ว ว่องไว ปราดเปรียว ยิ่งบรรลุยิ่งคล่องยิ่งไว ทั้งกายทั้งจิต เพราะจิตเป็นประธาน กายปาคุญญตา จิตปาคุญญตา มีพยัญชนะในบาลีไว้หมดแล้ว ไม่ได้คิดเอง แต่เขายังเข้าใจไม่รอบปฏิบัติยังไม่ถึงได้เขาอาจจะเรียนรู้พยัญชนะแต่เข้าไม่ถึงสภาวะ ไม่มีความจริง เพราะฉะนั้นเยอะส่วนใหญ่เรียนกันเป็นเปรียญ 9 ดร.ทางพุทธศาสนา พยัญชนะมีเยอะแต่ไม่รู้จักสภาวะ พูดไปแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจหรอก เพราะฉันนั้นแน่นอน คุณเดชามีสิทธิ์ที่จะไม่เชื่อ ว่าน้ำหน้าอย่างอาตมาจะบรรลุพระอรหันต์ ซึ่งอาตมาพูดนี้นะมันไม่ใช่เรื่องธรรมดานะ อาตมาบอกว่าอาตมาบรรลุอรหันต์ ซึ่งอาตมาก็รู้ตั้งแต่อาตมาบอกว่าอาตมาบรรลุ ตั้งแต่ พ.ศ. 2512 เขียนหนังสือ มาประกาศว่าตัวเองบรรลุอรหันต์ พ.ศ. 2558 อาตมาบรรลุธรรมตั้งแต่ พ.ศ. 2512 ไม่ใช่ว่าอาตมาอยากประกาศรีบร้อนประกาศ ไม่ใช่ คนอ่านหนังสือคนคืออะไรถึงรู้ว่าอาตมาประกาศอรหันต์ คนไม่ได้อ่านมีเยอะแยะมากมายก็ไม่ได้ฟังว่าอาตมาประกาศอรหันต์ ก็อาตมาได้มาประกาศเมื่อ พ.ศ. 2558 อย่างนี้เป็นต้นอาตมาเคยตอบบุคคลถาม มีน้องอาตมาถาม และมีอาจารย์แสง จันทร์งาม ถาม ส่วนน้องอาตมาตายไปแล้ว อาจารย์ขวัญดีเขาก็ถาม พี่แป๊ก บรรลุอรหันต์จริงหรือไม่อาตมาก็บอกว่าจริงบอกไปก่อน 2558 สองคนนี้มาถามส่วนตัวเลยบอก มีสองคนเคยถาม ส่วน อ.สัญญา ธรรมศักดิ์ไม่ได้ถาม แต่คุยธรรมะกันเป็นชั่วโมง ตอนนั้นยังไม่เป็นนายก คุยกันอาตมานั่งคุยอยู่ที่ห้องภาพสุวรรณแล้วก็ออกไปพูดข้างนอก อาตมาได้ยินเสียงสะท้อนมาท่านบอกว่า ท่านสัญญา ธรรมศักดิ์ไปรับรองว่าองค์นี้เป็นอรหันต์ ก็พูดอย่างนี้ ก็เท่านั้นเองที่พูดนี้ก็พูดไปด้วยความจริงใจทั้งนั้น ซึ่งอาตมาขอบอกได้เลยนะว่าอาตมาไม่ได้มีจิตที่หลงในคำยกยอคำสรรเสริญยกย่อง พระพุทธเจ้าท่านตรัสแล้วก็อาตมาเห็นจริงท่านตรัสคำว่าสรรเสริญเยินยอเป็นความต่ำทราม ไม่พอแก่การบรรลุธรรม ท่านตรัสอย่างนั้นเลย คำตำหนิเท่านั้นเป็นคำที่ดีที่น่ายกย่อง แล้วจะพาให้บรรลุธรรมได้ ส่วนคำสรรเสริญนั้น พระไตรปิฎก เล่ม 29 ข้อ 605 (พระผู้มีพระภาคตรัสตอบว่า) ก็ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ไม่พอเพื่อสงบกิเลส ข้าพระองค์ย่อมกล่าวผลแห่งความวิวาทเป็น 2 อย่าง บุคคลเห็นโทษแม้นั้นแล้ว เห็นอยู่ซึ่งภูมิแห่งความไม่วิวาทว่า เป็นธรรมชาติเกษม ไม่พึงวิวาท. [606] คำว่า ก็ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ในคำว่า ก็ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ไม่พอเพื่อสงบกิเลส ความว่า ความสรรเสริญนั้นเป็นส่วนน้อย ต่ำช้า นิดหน่อยลามก สกปรก ต่ำต้อย เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย คำว่า ไม่พอเพื่อสงบกิเลส ความว่า ไม่พอเพื่อยังราคะ โทสะ โมหะ ความโกรธ ความผูกโกรธ ความลบหลู่ ความตีเสมอ ความริษยา ความตระหนี่ มารยา ความโอ้อวด ความกระด้าง ความแข่งดี ความถือตัว ความดูหมิ่น ความเมา ความมัวเมา กิเลสทั้งปวง ทุจริตทั้งปวง ความกระวนกระวายทั้งปวง ความเร่าร้อนทั้งปวง ความเดือดร้อนทั้งปวง อกุศลาภิขารทั้งปวง ให้สงบ เข้าไปสงบ ดับ สละคืน ระงับไปทั้งปวง อกุศลาภิสังขารทั้งปวง ให้สงบ เข้าไป สงบ ดับ สละคืน ระงับไป เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ไม่พอ เพื่อความสงบกิเลส.
640312_พุทธศาสนาตามภูมิ ปฐมอโศก ระบอบการปกครองของมนุษย์ ที่สุดยอด