ในอาหารอ่านกามแล้วก็ยังมีมานะให้อ่าน.docx
เนื้อหาในไฟล์
ในอาหารอ่านกามแล้วก็ยังมีมานะให้อ่าน เขียนรายงานสภาวะตัวเองเรื่องคำข้าวเพื่อโยงเข้าสู่คำถาม _น้อมกราบนมัสการพ่อท่านสมณะโพธิรักษ์ ผู้ให้กำเนิดทางจิตวิญญาณ ด้วยความเคารพสูงสุด เขียนรายงานสภาวะในตนเองเรื่อง“อาหารคำข้าว”เพื่อโยงไปสู่คำถามค่ะ ขั้นที่ 1.เลิกกินอาหารที่เป็นโทษ อาหารที่เป็นโทษ นอกจากจะเป็นเหตุให้ร่างกายเจ็บป่วยแล้ว ยังเป็นการสะสมโรคทางใจอีกด้วย เพราะอาหารที่เป็นโทษส่วนใหญ่ จะคู่กันมากับเครื่องปรุงแต่งในรูป รส กลิ่น สัมผัส ที่ยั่วย้อมให้เกิดความอร่อย พ่อครูว่า…การปรุงแต่งมันก็ไม่นอกเหนือจากเปรี้ยว หวาน มัน เค็ม มีสัมผัสแล้วทั้งกรอบก็ดี สัมผัสแล้วร้อนหรือเย็น บางทีก็ต้องเย็นๆ ถึงจะดีอย่างนี้ อย่างนี้ต้องร้อนถึงจะอร่อย มันก็ต้องปรุงแต่งไปอย่างนั้น เพราะงั้นถ้าจะพูดอย่างนี้แล้วต้องกินอาหารรสจืดๆ แล้วก็จะต้องคงที่ มันก็สุดโต่งเกินไป จนเคร่งเกิน จินตนาการไปไกล ให้มันดูละเอียดลออ ดูให้มันสูงส่ง _การสั่งสมความรู้สึกอร่อยในทุกมื้ออาหาร แม้จะทีละเล็กทีละน้อยนั่นก็คือ การเพิ่มวงรอบความวนในสังสารวัฏที่ซ้อนลึก หรืออีกนัยยะหนึ่ง คือการส่งท่อน้ำเลี้ยงไปเป็นเสบียงอาหารให้กิเลสได้เติบโต พ่อครูว่า…พูดอย่างนี้อันนี้น่ะถูก แต่ว่าไอ้เรื่องรูปรสกลิ่นเสียงต่างๆ นั้นมันก็คือตัวของธาตุแท้ของมัน ธาตุเค็ม ธาตุเปรี้ยว ธาตุหวาน ธาตุหอม ธาตุเหม็นของมัน ธาตุนุ่ม ธาตุกรอบ ธาตุร้อน ธาตุเย็นอะไรพวกนี้ มันก็เป็นคุณสมบัติของแต่ละอย่างของมัน เพราะฉะนั้น เราก็รู้ความเป็นจริงตามความเป็นจริง ฟังตรงนี้ เราต้องรู้ความจริงตามความเป็นจริงว่า อ๋อ มันเป็นเช่นนี้ เป็นเช่นนี้ ไม่ใช่ว่าเราไปบังคับให้มันไม่เอาอย่างร้อนไม่เอา อย่างหวานไม่เอา อย่างเค็มไม่เอาอย่างเปรี้ยว ไม่ใช่ ไม่ใช่ มันไปกำหนดอย่างนั้นไม่
อ่านต่อ
ได้ ยอดเลยสุดโต่งมาก ชีวิตจะคับแคบเหมือนพวกเชน พวกเชนศาสนาเชนไม่ไหว เราจะต้องรู้ว่าอันนี้เป็นอันนี้อ้าว..มันเค็ม มันเค็มมันหอม มันหอมมันกรอบ มันกรอบมันหวาน มันหวานมันร้อน มันร้อนมันเย็น มันเย็น ธาตุของมันเป็นอย่างนี้ แล้วระหว่างที่ใจของเราพิจารณาตรงที่ว่า อันนี้มันเป็นประโยชน์ เออนี่เป็นประโยชน์ เป็นประโยชน์ ในร่างกายเอามาใช้ได้ ดี ไม่ใช่ไปพิจารณาจน ไปดับเกลือไม่ให้มันเค็ม หรือไม่ต้องกินเกลือ ไอ้พวกนี้เราจะกลายเป็นพวกที่จะเลี้ยงยาก ไอ้นั่นมาให้กินก็ไม่ได้ ไอ้นี่มาให้กินก็ไม่ได้ ไอ้นี่มากินก็ไม่ได้ มันจะคับแคบ มันน้อยไปหมด _เรื่องการกิน...ตอนอายุประมาณ 9 ขวบ ก็พิจารณาแล้วเลิกกินสิ่งที่เป็นโทษ เช่น น้ำอัดลม ลูกชิ้น ขนมกรุบกรอบ ฯลฯ จนไม่กินจุบกินจิบเป็นปกตินิสัย พ่อครูว่า…พวกนี้เราก็รู้ว่ามันสิ่งที่ปรุงปลอมปนเปมา _ต่อมาเมื่ออายุ 27 ปี มองเห็นตาของปลาทูที่กำลังจะต้มให้หมาก็เกิดดวงตาเห็นธรรมในตน จึงเลิกกินเนื้อสัตว์ตั้งแต่วันนั้นมา ต่อมาในปีเดียวกันก็พบลุงไม้ร่ม แล้วพากันมากินอาหารซาคาฮารีที่พระพุทธองค์ทรงฉัน พ่อครูว่า…ไม่เคยพบนะว่าพระพุทธเจ้าทรงฉันอาหารซาคาฮารี ซาคาฮารีก็มีข้อกำจัดว่าจะต้องเป็นอย่างนั้นนี้ นอกนั้นจะไม่ฉันเกินกว่าซาคาฮารี ถ้างั้นอาตมาก็ว่าผิด เพราะไม่เคยพบว่าระบุว่าพระพุทธเจ้านั้นฉันซาคาฮารี นอกจากซาคาฮารีไม่ฉัน ไม่เคยเห็น _ที่ไม่มีของปรุงแต่งรส กลิ่น สี เช่น น้าตาลทราย ซีอิ๊ว เต้าเจี้ยวฯลฯ ให้เกิดเวทนาหลอก พ่อครูว่า…น้ำตาลมันก็หวาน ซีอิ้วมันก็เค็ม เต้าเจี้ยวมันก็มีรสมีกลิ่นของมันอย่างนั้น _และอาหารอื่นที่มีส่วนผสมของสิ่งเหล่านี้ก็เลิกได้ทั้งยวงโดยปริยายแบบไม่ฝืน ทำได้จนเป็นปกติชีวิต...ไม่วนกลับ จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้เกิดขึ้นเมื่อสิบปีก่อน ที่ตาในได้เห็นความอร่อยเกิดขึ้นในจิตของตัวเอง จนรู้สึกว่ากำลังหลอกตัวเองให้เห็นว่าความอร่อยกำลังพาผิดทิศผิดทาง...พอเห็นความจริงในปัจจุบันนั้นได้ ใจก็คลายความยึดติดรส พ่อครูว่า…ใจคลายความติดรสนี้ดี แต่อย่าไปกำหนดไม่ให้มีรส รู้ความจริงตามความเป็นจริง ว่ามันเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ต่างหาก ไม่ใช่การกำหนดว่าไปเอาไม่เอาอันนั้นไม่เอาอันนี้ จะกลายเป็นคนเลี้ยงยากกลายเป็นยึดติด _เลิกกินของมีโทษทุกอย่างได้อัตโนมัติ การใช้ปัญญาพิจารณาเห็นโทษในลักษณะนี้ สาหรับตัวเองได้ผลดีพอสมควร รู้สึกจิตมีกำลัง มีความเด็ดขาด และที่สาคัญได้ผลของการมีสุขภาพดีไม่มีโรคภัยควบคู่กันไปด้วยค่ะ พ่อครูว่า…ก็ดูดีก็เอาสังเกตไป _ขั้นที่ 2.แยกแยะว่ากินเพื่ออาศัยหรือกินเพื่อเสพในอาหารที่มีแต่ประโยชน์ การวิจัยรอบนี้ ทำได้เมื่อเกิดความตื่นรู้จริง จนจิตมีความสามารถที่จะรู้ทัน รู้ชัดถึงเจตนา อาการและพลังงานในปัจจุบันนั้นว่า มีความชอบความชัง พ่อครูว่า…อันนี้ดี ให้รู้ว่าอันนี้มีความดูดหรืออาการผลัก _หรือรู้สึกเฉยๆ หรือไม่อย่างไรแบบละเอียดๆ อีก อาการผลักนั้นรู้สึกได้ง่ายกว่า อาการฝ่ายดูดนี้แนบเนียนมาก พ่อครูว่า…จริง _คือมาในรูปของความพอใจ,ติดใจ ฯลฯ แล้วต้องแยกความเข้มข้นของอาการนั้นให้ออกอีกด้วยว่า พลังงานนั้น แรง มาก น้อย นิด บางเบา แผ่วเบา ฯลฯ แค่ไหน จิตละเอียดแววไว เพราะฝึกมาดีแล้วเท่านั้น ที่จะแยกความต่างหรือความเป็น 2 ในวงรอบนี้ได้ เหตุคือความขยันตื่นรู้เพื่อพิจารณาให้ถ้วนรอบในรูป รส กลิ่น เสียงเมื่อได้สัมผัสกับคำข้าว ที่ควรเอาใจใส่พิจารณาจริงๆ ชนิดกัดไม่ยอมปล่อย จึงจะเกิดผลสำเร็จได้จริงตามลำดับ...กำลังทำในขั้นนี้ให้ครบให้จบอยู่ค่ะ พ่อครูว่า…ระวังมันจะเลยเถิด ระวังมันจะสุดโต่ง มันจะคับแคบเฉพาะสำหรับตัวเองเกินไป เราจะกลายเป็นคนเลี้ยงยาก ลำบาก คำถาม การใช้ปัจจัย 4 ที่มีอาหารเป็นหนึ่งตามอัตภาพ โดยเน้นหลักประโยชน์สูงประหยัดสุด เพื่อการเจริญอาหาร เจริญธรรม และเจริญปัญญาเป็นที่สุด คือการบริโภคสู่ความจบปัจจัย๔ เพื่ออาศัยไม่ใช่เพื่อเสพรสใช่ไหมคะ? สุดเศียรสุดเกล้ากราบขอบพระคุณค่ะ รุ้งเริงธรรม ธรรมชาติอโศก 2 ตุลาคม 2566 พ่อครูว่า…ถูกต้องอยู่ มีส่วนถูกต้องอยู่ อย่าให้มันเลยเถิด อย่าให้มันเกินไป อันนี้ก็ละเอียดนะ ก็ต้องศึกษาดีๆ _* ปล. พร้อมกันนี้ลุงไม้ร่มฝากร่วมมากราบพ่อท่านว่า... เจริญอาหาร เจริญธรรม เจริญปัญญา สุดเศียรสุดเกล้า ขอนอบน้อมนะโมโพธิรักษ์ กราบขอบพระคุณพ่อท่านพระโพธิสัตว์ผู้ให้กำเนิดชีวิตใหม่ สู่ความ “อิสระ สบาย สงบ อบอุ่น อิ่มเอม เกษมใส ใจเกื้อกูล เพิ่มพูนการเสียสละ” ...สู่พระนิพพาน...ทุกชาติไป ไม้ร่ม ธรรมชาติอโศก พ่อครูว่า…ก็รับทราบดี ตั้งใจดีๆ ศึกษาดีๆ มันมีอะไรที่มันจะรู้สึกว่ามันมีอะไรเขื่องๆ อยู่ในใจของตนอยู่บ้าง อย่าไปคิด รู้สึกว่าเราจะมีอะไร เขื่องๆ ที่เรารู้นะรู้ยิ่งรู้จริงรู้ละเอียดลอออกว่าใครๆ อยู่นะ อะไรอย่างนี้เป็นต้น เป็นสิ่งที่รู้สึกว่าเราจะสร้างความเขื่องใส่จิตตนเอง มันจะสะสมเป็นอนุสัย เป็นกิเลสระวังตรงนี้ สร้างความเขื่อง ซึ่งดูแล้วมันก็เป็นกิเลสชนิด ชนิดหนึ่ง เป็นมานะ อติมานะ ก็พยายามระวังบ้าง พวกเราศึกษาธรรมะแล้ว จะมีนัยละเอียดลออพวกนี้ขึ้นไปเรื่อยๆ และความละเอียดลออ บางทีมันก็ละเอียดเกิน โต่งเรียกว่าสุดโต่ง มันเกินความพอดี มันเกินความพอเหมาะ ปโหติ เกินความพอเหมาะพอดี มันก็เลยเกิดลักษณะพวกนี้ได้ เพราะฉะนั้นต้องระมัดระวังบ้าง 661002 คนมาด้วยปัญญากับไซโคพาธหลอกมา ต่างกันอย่างไร รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #43 ราชธานีอโศก