ละอบายมุข ละกาม ละโลกธรรม จึงมารวมกันทำสาธารณโภคี.docx
เนื้อหาในไฟล์
ละอบายมุข ละกาม ละโลกธรรม จึงมารวมกันทำสาธารณโภคี อย่างทุกวันนี้นี่มันถ่ายทอดแข่งขันเอเชียนเกมส์ ก็เปิดกันดูก็มีโทรทัศน์หลายช่อง ก็ดูเขาแข่งขันกัน ก็ส่งไป ไทยก็ส่งแข่งไปกับเขาชนะบ้าง ไม่ชนะบ้าง เราก็ดู คนนั้นมันเก่งอย่างนี้ คนนี้เก่งอย่างโน้น คนนั้นทำลายสถิติ แล้วก็ดูอย่างนี้ความจริงตามความเป็นจริง เขาก็ว่ากันไปเราก็ดู เราเองเราไม่ได้อยู่ในวงการนั้นแล้ว เราไม่ไปใช้แรงงาน เวลาทุนรอนที่จะไปทำกับสิ่งนั้นแล้ว เพราะว่าเราเห็นว่า จริงๆ อาตมาก็เคยพูดว่ามันเป็นอบายมุข เรื่องการแข่งขันกีฬา การละเล่น ภาษาบาลีท่านเรียกว่า กีฬา แปลว่าการละเล่น ไม่ใช่การละจริง มันเป็นอบายมุข ละครละเม็ง เป็นต้น การละเล่น เป็นต้น กีฬาหรือการละเล่น ละเม็งละคร มันไม่ใช่เรื่องจริง ไม่ใช่เรื่องจริง มันเป็นเรื่องครอบงำมอมเมาด้วย มันก็จัดจ้านไปอย่างหนึ่ง ผูกดึงมนุษย์ให้ติดยึดอยู่อย่างหนึ่ง ใช้เวลา แรงงาน ทุนรอนกับมันไปทั้งชาติ เยอะ พวกที่ไปหลงกีฬา หลงการละเล่น หรือหลงละเม็งละครก็อยู่กับมันไป เลี้ยงชีวิตตัวเองด้วยอันนั้นไป ก็จมงมงายอยู่กับมันนั่นแหละ ถ้าไม่ศึกษาแล้วก็ติดอยู่กับมัน ขนาดหลุดพ้นมา หลุดพ้นออกมาจากไอ้พวกนี้ ละเม็งละคร กีฬาการละเล่นพวกนี้ได้ สาระที่เราจะเอาเวลา แรงงาน ทุนรอน ที่เราจะใช้เอามาทำงานกับมัน มันมีตั้งเยอะตั้งแยะมากมาย สาระตั้งแต่ระดับโลกีย์ จนกระทั่งถึงระดับโลกุตระ สาระระดับโลกีย์ก็คือใช้อาศัยยังขันธ์ไป ยังการเป็นอยู่ให้ชีวิตเราตั้งอยู่ได้ เป็นโลกียะ ส่วนเรื่องโลกุตระนั้นเป็นเรื่องของจิตวิญญาณ จิตนิยาม ซึ่งไม่ใช่มาบำเรอ ไม่ได้มาบำเรอรูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส ไม่ได้บำเรอ ลาภ ยศ สรรเสริญ โลกียสุข ไม่ได้บำเรอ เราก็ค่อยๆรู้ว่าเรายังเหลืออะไรบ้าง เรายังติดลาภ ติดยศ ติดสรรเสริญ หรือสุขเพร
อ่านต่อ
าะได้ลาภ สุขเพราะได้ยศ สุขเพราะได้สรรเสริญ อันนั้นหยาบกว่า รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส(โผฏฐัพพะ) กายภายนอก อันนี้ละเอียดกว่า ลาภ ยศ สรรเสริญนั้น หยาบกว่า เพราะฉะนั้นคนยังติดลาภ ยศ สรรเสริญ อยู่จะเห็นได้ว่าพวกเรานี้ ลาภ ยศ สรรเสริญ มันก็มีระดับ ลาภหยาบกว่าเพื่อน ยศก็เด่นลงมาสรรเสริญก็ละเอียดกว่าเพื่อน สุขก็มีสุขจากลาภ สุขจากยศ สุขจากสรรเสริญซ้อนไปอีก เพราะฉะนั้นจะเห็นได้ว่าอย่าง ลาภ นี่ง่ายขึ้นมาแล้ว ยศก็ง่าย รองลงมา สรรเสริญยังมีอยู่บ้าง ละเอียดขึ้นไปอีก แต่สรรเสริญก็หมดแล้ว จะถูกตำหนิ ถูกว่าถูกตำหนิหรือถูกสรรเสริญยกย่อง เราก็เข้าใจ เอามาเป็นประโยชน์มาศึกษา จริงไหม เขาสรรเสริญเรานี้จริงไหม ตำหนิเรา เขาตำหนิเรา จริงไหม ต้องเอาเนื้อแท้ของคำตำหนิ หมายถึงอะไร คำสรรเสริญหมายถึงอะไร เอาเนื้อแท้ จริงไหม อย่างอาตมาถูกตำหนิ อาตมาก็ดูว่าเออเขาตำหนิผิด-ถูกอย่างไร วันนี้หยิบหนังสือ ประนีประนอมกันด้วยนานาสังวาส อาตมาอ่านทวนดู มีอะไรหลายๆ อย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิตเรา ที่ต่อสู้ เผชิญ ไม่ต่อสู้อะไรกัน ไม่รบราฆ่าฟันแต่เผชิญเป็นกรรมวิบาก กับฝ่ายที่มาเห็นต่างกับเรา ก็ยิ่งเห็นละเอียดลออลงไปว่าเออเนาะ อาตมาเกิดมาชาตินี้มาทำงาน ก็มาเพื่อที่จะจัดการเรื่องพวกนี้ สิ่งที่ผิด นำสิ่งที่ถูกเข้ามาใส่ไปแทน เพราะศาสนาพุทธมันเสื่อม ขออภัย ไม่ใช่ศาสนาพุทธเสื่อม ชาวพุทธ ชาวพุทธคนชาวพุทธนี่มันเสื่อม ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน อาณิสูตร เสื่อมก็คือไม่มีโลกุตระ เข้าใจโลกุตรธรรมผิด ที่จริงไม่เข้าใจโลกุตระด้วยซ้ำ มันเสื่อมจนกระทั่งโลกุตระหายไป ก็มี มันมีในพยัญชนะ ในพระไตรปิฎก แต่น้อย ในพระไตรปิฎกฉบับสยามรัฐ คำว่าโลกุตระ น้อย ในมหายานเขาจะมีมากกว่า เพราะว่า เป็นของฉบับพระกัสสปะ พระมหากัสสปะนี้เป็น เจโต เป็นสายศรัทธา ไม่ใช่ปัญญา ก็เลยยิ่งแคบ ในเรื่องของโลกุตระ จึงน้อย อาตมาเป็นสายปัญญา ตรงกันข้ามกับพระมหากัสสปะคนละขั้วกัน คนหนึ่งขั้วบวก คนหนึ่งขั้วลบเลย ทีนี้พระพุทธเจ้าคือปัญญาโดยแท้ คือโลกุตระเต็มรูป อาตมาเป็นสายตรงจากพระพุทธเจ้าด้วย แล้วก็เป็นหน้าที่ที่พูดไปแล้ว ใครจะหมั่นไส้ ใครจะไม่เชื่อก็ขออภัยอาตมาพูดความจริง อาตมาอายุขัยก็ชักแย่แล้วก็ขอพูดหมดๆ ชัดๆ มันจะยังไงก็..ที่จริงอาตมาพูดง่าย แต่ก็ต้องระวังเท่านั้นเอง เพราะคนมันจะไปทำให้เขารู้สึกหมั่นไส้มากๆ มันก็ทิ้งเลย มันก็เสียหาย ก็ไม่อยากให้เขารู้สึกอย่างนั้น แต่ก็หลายอย่างก็ยาก อาตมาก็ต้องประมาณ ลำบาก สรุปแล้วในชาตินี้ เกิดมาปางนี้ โอ้โห! เจ้าประคุณเอ๋ย มันหมดจริงๆ โลกุตระมันไม่มีเหลือเชื้อเลย อาตมาต้องมาทำค่อยๆ ดูไป ตั้งแต่ระดับเบื้องต้น ค่อยๆ หยั่งลงมาเป็นลำดับๆๆ จนมาถึงวันนี้ทำงานมา 50 กว่าปี ก็พอใจอยู่ ได้มาขนาดนี้ สามารถที่จะฟังรู้เรื่องเข้าใจจนกระทั่งปฏิบัติได้ กอบกู้ขึ้นมา จนสำเร็จผลเป็นสังคม สาราณียธรรม 6 และมี สาธารณโภคี สำเร็จ เป็นรูปธรรม เป็นปึกแผ่นด้วย เป็นรูปธรรมเป็นปึกแผ่นมาตั้งแต่ต้นเลย ที่รวมคนเข้ามาเป็นชุมชน ตั้งชุมชนขึ้นมา ก็ สาธารณโภคี มาตั้งแต่ชุมชนแรกจนถึงบัดนี้ ถ้าเราจะนับว่าชุมชนที่เราตั้ง เอาล่ะ ยังไม่รวมตั้งแต่มันเกิดศีรษะอโศก ศาลีอโศกและมารวมเป็นชุมชนสันติอโศกก็ยังไม่นับเป็นต้นราก ไปนับเอาปฐมอโศกเป็นที่ 1 ก็ได้ เป็นชุมชนแรกชื่อว่า ปฐม ปฐมอโศกเป็นชุมชนแรกที่เป็น สาธารณโภคี เกิดพ.ศ. 2527 ก็กี่ปีแล้วล่ะ 39 ปี ยังไม่ถึง 40 ดี ก็ 39 ปีมา พวกคุณคิดจะออกไปจากสาธารณโภคีไหม? ...ไม่ เสียงดังๆ ทำเป็นเสียงดัง คำพูดพูดแล้วเป็นนายตัวเองนะ ระวัง ไม่ แต่หายไปไหนหว่าคนนี้ ไม่เคยเห็นหน้า ยังอยู่ในชุมชนหรือเปล่า ก็ไปๆ มาๆ ไปนานกว่ามา นานๆ มาที ไอ้พวกนี้เป็นความจริงทั้งนั้น ลักษณะจริงของมันตามเป็นจริง ก็พูดไป เอาละ ไม่ต้องต่อ สรุปแล้วอาตมาทำงานโลกุตรธรรม ได้สถาปนาโลกุตรธรรมลงไปในสังคมมนุษย์ชาติในยุคนี้ ที่คนชาวพุทธได้เสื่อมไปจากโลกุตรธรรมจริงๆ แล้วอาตมาก็ทำได้สำเร็จมีคนจริง ซึ่งไม่ใช่เกิดเฉพาะรูปธรรม เป็นรูปโก้ๆ เฉยๆ ไม่ใช่ อาตมาว่าเข้าถึงจิตเจตสิก เข้าถึงปรมัตถ์ เข้าถึงธาตุแท้ของฐานรากของจิต ว่าเรามีมูลกาแท้ มีความยินดี มีฉันทะจริงๆ แล้วก็มาปฏิบัติจนเกิดมนสิการเป็นโยนิโส เกิดปฏิบัติจนถ่องแท้ โยนิโส ถ่องแท้แยบคายเข้าไปถึงที่เกิด เข้าไปเปลี่ยนแปลงจิตที่ต้นรากของโอปปาติกโยนิ ต้นรากของจิต โดยแยกกิเลสออก แล้วก็สร้างปัญญาสร้างฌาน ฌาน ที่เป็นโลกุตระ สลายละลาย เผากิเลสถึงฌาน 4 เป็นบุญ มันก็กิเลสก็ดับไป หมดไปจริง ที่พูดพยัญชนะพวกนี้ สภาวะ พวกเราฟังแล้วก็นึกตาม ว่า สภาวะมันมีไหมที่อาตมาพูดไป “บุญ” คือการกำจัดกิเลสเรียบร้อยแล้วสำเร็จแล้วคือเพชฌฆาตมือสุดท้าย ตัดหัวแล้วเด็ดขาดตายสนิทแน่ ไม่มีทางฟื้น นี่เป็นสัจจะ เป็นอย่างนั้น เราก็ดูซิว่ากิเลสของเราที่มันตายไม่ฟื้น เราก็จะรู้จริงๆ เลยว่า กิเลสหยาบคืออะไร ที่เราเลิกละไปก่อนมาถึงวันนี้ มีกี่อย่าง กี่อัน จนกระทั่งมาเป็นอย่างนี้ได้ เป็นรูปธรรมรวมกันสมบูรณ์แบบ อาตมาถึงบอกว่า สังคมชาวอโศกนี้ มันเป็นสังคมที่ในระดับอนาคามีขึ้นไป มันไม่ใช่เป็นสังคมที่โสดาบันเท่านั้น ไม่ใช่ สกิทาคามีเท่านั้นก็ไม่ใช่ แต่เป็นอนาคามีขึ้นไป คือหมดกามทางรูปธรรมข้างนอก ชัดๆ มันเป็นรูปภพ อรูปภพในๆ ข้างใน เพราะฉะนั้น ในรูปรสกลิ่นเสียงสัมผัสจะเห็นได้ว่ามันไม่จี๋จ๋าแล้วพวกเรา เข้ามาอย่างไรก็ไม่ ใครยังมีนิดๆ หน่อยๆ รอยๆ ไรๆ แต่มันไม่กล้าทำออกมาข้างนอก..จี๋จ๋าแล้ว นั่นคือมันเข้าไปในเกณฑ์ของอนาคามี อนาคามี แปลว่า ไม่กลับ ไม่เวียนกลับ ไม่กลับมาอีกแล้ว ยิ่งไปถึงอรหัตผลก็ไม่ต้องอธิบายต่อ อรหัตผลก็ยิ่งเป็นเรื่องจริง มันก็สุดจบ ไม่ลึกลับ เป็นที่สุด อรหะ กับ อันตะแปลว่าที่สุด อรหะแปลว่าไม่ลึกลับแล้ว จบกิจ สว่างชัด บริบูรณ์ สัมบูรณ์ 661002 คนมาด้วยปัญญากับไซโคพาธหลอกมา ต่างกันอย่างไร รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #43 ราชธานีอโศก