ขยายความปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร.docx

โฟลเดอร์ธรรรมะพ่อครูตัดเป็นหัวข้อย่อย
ประเภทไฟล์เอกสาร (application/vnd.openxmlformats-officedocument.wordprocessingml.document)
ขนาดไฟล์9.39 KB
วันที่แก้ไข6 ตุลาคม 2566

เนื้อหาในไฟล์

ขยายความปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร _พิมพ์เพชรรุ้ง...กราบนมัสการพ่อครูด้วยความเคารพอย่างสูงยิ่งค่ะ....ก่อนที่จะมาพบพ่อครูและชาวอโศก ดิฉันได้อาศัยพระสูตร ปรัชญาปารมิตาหฤทัยสูตร นี้เป็นเสียงเพลงทำสมถะกรรมฐานให้จิตสงบ แต่ยังไม่เคยเข้าใจ ตอนนี้ได้มาฟังอีกพอจะเข้าใจขึ้นบ้าง จึงอยากขอกราบนิมนต์พ่อครูได้อธิบายเพิ่มเติมในในส่วนนี้ของพระสูตรค่ะ

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรผู้ทรงคุณอันประเสริฐ พระผู้เป็นมหาสัตว์ได้กล่าวตอบพระสารีบุตรว่า ท่านสารีบุตร! หากกุลบุตรกุลธิดาผู้ใดปรารถนาความรู้แจ้ง ประสงค์จะบำเพ็ญปรัชญาปารมิตาภาวนาอันลึกซึ้งนี้ เธอผู้นั้นพึงฝึกฝนภาวนาให้เกิดญาณหยั่งเห็นขันธ์ 5 เป็นสภาวะแห่งความหมายอันเป็นศูนย์ ท่านสารีบุตร! รูปนี้มีความหมายเป็นศูนย์ ความเป็นศูนย์นั้นแลปรากฏเป็นรูป ความเป็นรูปมีค่าไม่ต่างจากความเป็นศูนย์ และความเป็นศูนย์ก็มีความหมายไม่ต่างจากความเป็นรูป รูปเป็นเช่นไร ศูนย์ก็เป็นเช่นนั้น ศูนย์มีความหมายอย่างไร รูปก็มีความหมายอย่างนั้น เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็เป็นเช่นเดียวกันนั้นแล ท่านสารีบุตร! สังขตธรรมทั้งปวงมีลักษณะเป็นศูนย์ คือ ไม่มีเกิดขึ้น ไม่มีดับไป ไม่มัวหมอง ไม่ผ่องแผ้ว ไม่พร่อง ไม่เต็ม ท่านสารีบุตร ! เพราะเป็นเช่นนี้แล ในศูนยตาวิหารธรรมจึงไม่มีรูป ไม่มีเวทนา ไม่มีสัญญา ไม่มีสังขาร ไม่มีวิญญาณ พ่อครูว่า... ใครฟังอ่านผ่านไปแล้วนี่ ฟังแล้วพอเข้าใจบ้าง ยกมือ อาจจะ 10 ตรีบั้งหนึ่ง สิบโท 2 บั้ง สิบเอก 3 บั้งถ้า 4 บั้งนี้เป็นจ่า เข้าใจหลายบั้ง มันก็คงพอเข้าใจได้สำหรับพวกเรา สรุปแล้วก็คือว่าทุกอย่างไม่มี ไม่มีคืออะไร..สูญ เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ แม้แต่รูปที่ถูกรู้อยู่ในปัจจุบันนี้ มันก็เป็นศูนย์ พระสารีบุตร กับพระอวโลกิเ

อ่านต่อ

ตศวรท่านพูดกัน คุณคือใคร จะมาพูดระดับนี้กันเหมือนอย่างพระสารีบุตรกับพระอวโลกิเตศวร เห็นไหม เพราะฉะนั้นเราก็ฟัง เรามาเข้าใจก็ดีแล้ว เข้าใจนั้นเป็นการเข้าใจด้วยความเข้าใจ ด้วยความเข้าใจเฉยๆ มันยังไม่ใช่สภาวะที่สูงสุด ที่ท่านพูดนี้เป็นสภาวะที่สูงสุดในระดับ สุดระดับของท่าน ซึ่งท่านจะพูดอย่างไร ท่านก็เข้าใจกันได้โดยทั้งสมมุติและปรมัตถ์ทั้งสภาวะ แต่สำหรับเรานั้นก็เอาให้เป็นศูนย์เท่าที่เป็นศูนย์ เราต้องเข้าใจคำว่าเป็นศูนย์หรือคำว่าไม่มีคืออะไร คำว่าเป็นศูนย์หรือคำว่าไม่มีเป็นไวพจน์กันว่า 0 ก็คือไม่มี ไม่มีก็คือ 0 ว่างๆ เป็นคำที่ใช้แทนกันได้ เป็นไวพจน์กันหมด เป็น synonym กัน ก็ฟังแล้วก็ระลึกถึงสภาวะ คำว่า “ไม่มี” หรือคำว่า “ว่าง” แม้แต่ใช้คำว่า “หลุดพ้น” ก็ได้ แต่คำว่า ไม่มี ว่าง หลุดพ้น ไม่ได้หมายความว่าเราพรากจาก อันนี้เป็นนัยสำคัญ คำว่า ไม่มี ดับสนิท หลุดพ้น แล้วดับความรับรู้ ดับสัญญา ดับเวทนา ดับความรับรู้อะไรไปเลย อันนี้โมฆะ โมฆะความไม่มีแบบนี้ ไม่อยู่ในความหมายสำคัญของพุทธ ความหมายสำคัญของพุทธนั้นหมายความว่า ไม่เกาะเกี่ยว อยู่เหนือ สิ่งที่เราสัมผัสอยู่ตอนนี้ไม่มีอิทธิพลต่อเราเลย เรารู้มัน รู้สิ่งนั้นตามความเป็นจริงของมัน..จบ รู้ความเป็นจริงของมันแล้วก็มองลึกถึงไปว่า แล้วไอ้ที่เป็นความจริงนี้ ที่มันเป็นเช่นนี้ มันเป็นประโยชน์กับเราไหม เราจะต้องใช้มันเป็นประโยชน์อยู่หรือไม่ หรือเราจะให้ประโยชน์กับมันได้ไหม ถ้ามันเป็นสิ่งที่เป็นสัตว์เป็นอะไร แต่ถ้ามันเป็นวัตถุ มันเป็นพืช ก็ให้อะไรมันไม่ได้แล้ว เพราะฉะนั้นก็มีแต่ว่ามันจะเป็นประโยชน์กับเราไหม เป็นประโยชน์กับเราหรือไม่ ไม่เป็นประโยชน์เราก็ไม่ต้องเอา ไม่รับนั่นก็คือศูนย์ไม่รับ แต่มันก็มีของมันอยู่ในโลก คนอื่นเขาอาจจะเป็นประโยชน์ แต่ของเราไม่เป็นประโยชน์เราก็ไม่ต้อง คนอื่นเขาต้องคนอื่นเขาเหมาะสมของเขา มันถูกกับธาตุของเขา ถูกกับสังขารของเขาเขาต้องใช้อันนั้นปรุงแต่ง แต่ของเราไม่ใช่ เราก็ไม่ต้องใช้ อย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นในนัยยะของเราที่จะมองอะไรต่างๆ พวกนี้ มันมีนัยยะที่ละเอียดลึกซึ้งเข้าไปอีกเยอะทีเดียว ค่อยๆ ศึกษาไปตามลำดับๆ ศึกษาไปตามลำดับลำดา แล้วก็ค่อยเข้าใจไปเรื่อยๆ ตามขั้นตามตอน รู้ความเป็นจริงในตัวเรากับปัจจุบันธรรมนี้ เราเกี่ยวข้องกับอะไร แล้วเรายังตกเป็นทาสมัน เราก็ทำอันนี้แหละให้มันหลุดพ้น ไอ้ที่มันหลุดพ้นได้แล้วไม่มีปัญหา มันมีอยู่ในโลกอยู่ในสังคม บางทีเราก็สัมผัสมัน เราห่างมันมา มันก็ห่างไกลๆ บางอย่างบางสิ่งเราก็ไม่ต้องไปใกล้มันหรอก มันอยู่ไกลๆ โน่น ทุกวันนี้อยู่ในโทรทัศน์ อยู่ในเครื่องพวกนี้มันมีเยอะแยะ แล้วมันไม่รู้เรื่องกับเรา เราก็ดูนี่ หรือเราเห็นอยู่นี่ เราไม่ได้ไปสัมผัสกับมันจริงๆ มันก็ผ่านให้เราได้ ได้ศึกษาเป็นเหตุปัจจัย เราได้กำไรนะ มันเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เราสัมผัสศึกษาอยู่นี่ เราก็อ่านจิตเราว่าเราเองยังเกี่ยวเกาะ ยังมีผูกพัน ยังมีอาลัยอาวรณ์ ยังมีรสมีชาติ เป็นอัสสาทะอยู่หรือไม่ ถ้าไม่แล้วก็เออ 661002 คนมาด้วยปัญญากับไซโคพาธหลอกมา ต่างกันอย่างไร รายการปรับทุกข์ปลุกธรรม #43 ราชธานีอโศก

ไฟล์อื่นในโฟลเดอร์เดียวกัน